บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 ตีกลองร้องทุกข์

ปลายฝนต้นหนาว ลมยามเช้าพัดผ่านหน้าซ่งถิงเฟยจนผมดำปลิวไหว เขายืนหน้าพระราชวังหลวง แผ่นหลังตั้งตรง ดวงตาดำสนิทฉายแววแน่วแน่จนผู้ติดตามทั้งสองที่ตามมาดูแลต่างหน้าเสียเพราะรู้ดีว่าต่อไปนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

กลองร้องทุกข์ใบใหญ่ตั้งอยู่เบื้องหน้า ซ่งถิงเฟยประกาศกร้าวจะตีกลองร้องทุกข์จนเป็นที่สนใจของคนที่ผ่านประตูพระราชวัง

“คุณชายรอง ได้โปรดหยุดเถิดขอรับ หากถูกโบยสามสิบไม้ เกรงว่ากระดูกท่านจะ...”

ซ่งถิงเฟยยกมือห้าม แววตาเขาไม่มีความหวั่นไหวแม้ปลายนิ้ว อาหยวนน้ำตาคลอ ไม่อยากให้เจ้านายของตนต้องเจ็บตัว ในขณะที่เมิ่งฉีบ่าวคู่กายอีกคนไม่พูดสิ่งใด รู้ว่าเขาตัดสินใจดีแล้ว

“ถ้าความจริงไม่ถูกเปิดเผย ต่อให้กระดูกหักทั้งร่าง ก็ไม่ต่างจากชีวิตที่ไร้ค่า” เสียงทุ้มต่ำของเขาดังนิ่งและหนักแน่น จนทั้งสองหน้าขาวซีด

“ผู้ใดกล้ามาตีกลองร้องทุกข์” ทหารหน้าประตูตะโกนถามเสียงดัง โค้งมองเขาอย่างไม่พอใจ ก่อนจะชะงัก

“คุณชายรองจวนซ่งป๋อ”

“ข้าซ่งถิงเฟย ขอร้องทุกข์ต่อเบื้องพระพักตร์ คดีเกี่ยวกับการสอบคัดเลือกเคอจวี่ครั้งนี้ขอรับ”

ทหารทำหน้าลำบากใจ ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่กฎก็คือกฎเขาต้องถูกโทษโบยก่อนจึงจะร้องเรียนได้

ตั่งไม้ยาวเท่าตัวคนถูกตั้งกลางลาน ทหารสองนายตรึงซ่งถิงเฟยลงแน่น

หัวหน้าทหารถอนหายใจหนัก “โบยสามสิบไม้ เริ่ม!”

เพียะ!

เสียงไม้ฟาดลงกลางหลังอย่างแรง ซ่งถิงเฟยกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสัน ลมหายใจขาดห้วงไปเสี้ยวหนึ่ง

เพียะ! เพียะ!

ทุกครั้งที่ฟาดลง แผ่นหลังของเขาเหมือนถูกฉีกทีละชั้น เลือดเริ่มผุดขึ้น ทั้งตัวงอตัวเล็กน้อยด้วยสัญชาตญาณ แต่ดวงตายังคงแข็งกร้าว ไม่มีน้ำตาแม้แต่น้อย

“คุณชาย!” ผู้ติดตามสองคนร้องไห้ออกมาแต่ทำอะไรไม่ได้

ไม้ที่เจ็ด… แปด… เก้า… ถูกฟาดลงมาอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่หลังแทบระเบิด ซ่งถิงเฟยเบิกตาเล็กน้อย เขาก็กัดฟันแน่น กระดิกปลายนิ้วเบาๆ หยิบยาวิเศษจากแขนเสื้อที่ซ่อนไว้ ก้มหน้าเหมือนจะหมดสติ และกลืนยาวิเศษลงไปอย่างรวดเร็ว

เม็ดยาลูกกลอนละลายลงในลำคอ กลิ่นสมุนไพรอุ่นร้อนลามไปทั่วร่างเหมือนสายน้ำหลอมโลหิต เขารู้สึกได้ชัดว่าความปวดเจ็บถูกกลืนหายไปทีละส่วน ราวกับมีมืออ่อนโยนสูบความเจ็บออกไปจากเส้นประสาททั้งหมด

ไม้ที่สิบห้า ฟาดลงเขาเจ็บตอนถูกฟาด แต่เมื่อยกไม้ขึ้นความเจ็บก็หายไป ไม่มีอะไรได้มาโดยง่าย ความเจ็บนี้เขายังรู้สึก เพียงแต่ความเจ็บหลังจากถูกตีกลับค่อยๆ เลือนหาย จนแทบไม่รู้สึกอะไร

เมื่อครบจำนวนที่ถูกโบย แผ่นหลังเต็มไปด้วยเลือดที่ซึมออกมาตามรอยแยก อาหยวนนำเสื้อตัวนอกมาคลุมให้เขา

“คุณชายรอง! ท่านทนได้อย่างไรหลังของท่าน…”

ซ่งถิงเฟยแสร้งหอบหายใจ สีหน้าซีดเซียว แต่ดวงตากลับเข้มแข็งผิดกับสภาพเลือดท่วมหลัง

“ไปตีกลองเถิด” เสียงแผ่วแต่หนักแน่นจนทหารยังมองตามด้วยความเลื่อมใส

เขาพยุงตัวลุกขึ้นช้าๆ แล้วฟาดกลองร้องเรียน เสียงกลองดังสะท้อนไปทั่วพระราชวัง

ในท้องพระโรง เสียงกลองทำให้ประมุขแห่งต้าซ่งเงยหน้าขึ้นจากฎีกา สายตาคมดั่งเหยี่ยวหันมองหน้าขันทีข้างกาย หลี่กงกงไม่รอให้ทรงตรัส ค้อมศีรษะแล้วรีบออกไปดูสถานการณ์ทันที

ไม่นานนัก ชายหนุ่มที่หลังอาบเลือดค่อยๆ คุกเข่าลงเบื้องล่างบัลลังก์มังกร

“ทูลฝ่าบาท ผู้ร้องเรียนคือคุณชายรองจวนป๋อ ซ่งถิงเฟยพ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้าจะร้องเรียนเรื่องใดกัน” ฮ่องเต้เหลียงอู่ตี้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“เรื่องผลการสอบเคอจวี่พ่ะย่ะค่ะ”

“เหตุใดจึงต้องร้องทุกข์”

ซ่งถิงเฟยก้มหน้าลง น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเรียบง่าย แต่เจือความเคียดแค้นลึกซึ้ง

“กระหม่อมมิอาจทนเห็นความอยุติธรรมเข้าครอบงำการสอบบ้านเมืองได้อีกต่อไป” เขาเงยหน้า ดวงตาดำสนิทแต่กลับฉายแววมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว

“กระหม่อมคือผู้สอบได้อันดับหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ”

“เป็นไปได้อย่างไร จอหงวนปีนี้คือจางจิ้งยวนไม่ใช่หรือ” หลี่กงกงพูดขึ้นมาเสียงเบา

ฮ่องเต้นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ตรึงบรรยากาศทันที “เจ้ามีหลักฐานหรือไม่”

ซ่งถิงเฟยกำมือแน่น “กระหม่อมไม่มีหลักฐานอื่น มีเพียงกระดาษข้อสอบที่เขียนด้วยลายมือกระหม่อม แต่ถูกแก้ไขชื่อเป็นของผู้อื่น ขอพระราชทานให้ตรวจสอบใหม่”

พระเนตรของฮ่องเต้เรียบเฉียบ ก่อนตรัสด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น

“เรื่องนี้เกินกว่าจะปล่อยผ่าน ออกคำสั่งให้เป็นหน้าที่ของศาลต้าหลี่และกรมพิธีการที่ทำหน้าที่จัดสอบ ให้ร่วมกันสืบสวนหาความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย” ทรงตรัสแก่หลี่กงกงให้เตรียมร่างพระราชโองการ

ซ่งถิงเฟยโขกศีรษะลง “กระหม่อมขอบพระทัยในพระเมตตา”

“ลุกขึ้น ไปรักษาตัวเถิด” ทรงโบกมือให้เขากลับออกไป สายพระเนตรมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยความลังเล หากเป็นเช่นนั้นจริง ผู้สวมรอยจะต้องถูกลงโทษ

ทันทีที่กลับถึงจวนป๋อ ลี่ซูหงวิ่งเข้ามารับลูกชายแทบจะล้มทั้งตัว อาหยวนและเมิ่งฉีรีบประคองคุณชายของตนขึ้นไปนอนคว่ำบนเตียง

“ไหน แม่ขอดูแผลเจ้าหน่อย” นางรีบนั่งลงข้างๆ แล้วเปิดอาภรณ์ดูบาดแผลของบุตรชาย

“บาดแผลนี้ดูเล็กน้อยนักเมื่อเทียบกับเลือดที่เสื้อของเจ้า แต่ก็ยังดูน่าเป็นห่วงอยู่ดี เจ้าคงเจ็บมาก”

ซ่งถิงเฟยยิ้มบางๆ แต่แววตานิ่งลึก หากเป็นมารดาของจางเถาก็คงเป็นห่วงเขาแบบนี้ ยิ่งเห็นซ่งฮูหยินก็ยิ่งคิดถึงมารดา

“กฎเป็นกฎ หากไม่ยอมเจ็บบ้าง จะทวงคืนความยุติธรรมได้อย่างไร”

ซ่งเซ่าจือเดินเข้ามาในห้อง เขามองลูกชายด้วยสายตาที่ภาคภูมิเจือห่วงใย

“เจ้าเปลี่ยนไปมากนักถิงเฟย เป็นผู้ใหญ่เสียทีนะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าตกจากหลังคา ศีรษะจะกระแทกจนกลายเป็นคนที่ฉลาดและสุขุม มีความคิดที่โตขึ้นเช่นนี้”

“ท่านป๋อ ลูกเราฉลาดมานานแล้วต่างหาก เพียงแค่ซ่อนความสามารถเอาไว้ อีกอย่างหากต้องแลกกับการหัวกระแทก ข้าขอเฟยเอ๋อร์คนเดิมจะดีเสียกว่า” ลี่ซูหงกล่าว

ชายหนุ่มยิ้มตอบเบาๆ อาหยวนเล่าว่าจวนป๋อแห่งนี้ ซ่งเซ่าจือมีภรรยาเพียงคนเดียว ไม่รับอนุ ไม่มีสาวใช้อุ่นเตียง เรียกได้ว่าเป็นผู้มีรักมั่นคง ต่างจากบิดาของเขาในชีวิตก่อน รับอนุแต่ไม่ไยดี ลำเอียงรักบุตรไม่เท่าเทียม

อาหยวนเดินถือยาขี้ผึ้งรักษาแผลเข้ามาพร้อมกับยาแก้ช้ำใน ลี่ซูหงป้อนยาลูกชายแล้วทายาให้ด้วยตนเอง

“พอแล้วขอรับท่านแม่ ให้อาหยวนทำให้เถอะ” เขาบอกแก่มารดา ต้องให้ทุกคนออกไปก่อนที่แผลของเขาจะสมานจนหายดี

“เช่นนั้นก็ได้” นางกล่าวเสียงนุ่ม

ท่านป๋อประคองภรรยาวัยสี่สิบสองที่ยังงดงามไม่สร่างขึ้นมาอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเดินออกไปพร้อมกัน

อาหยวนขยับเข้ามาจะทายาให้ แต่เขายกมือขึ้นห้าม

“เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เจ้าไปพักผ่อนเถอะ”

“แต่หลังของท่าน”

“ข้าไม่เป็นไร อยากพักผ่อนแล้ว” น้ำเสียงนั้นราบเรียบและจริงจังจนไม่ต้องรอให้กล่าวซ้ำสอง

อาหยวนค้อมศีรษะแล้วเดินออกไปอย่างเชื่อฟัง

ซ่งถิงเฟยถอนหายใจออกมา ก่อนจะลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า แล้วนั่งลงคิดวางแผนการที่จะเผชิญหน้ากับจางจิ้งยวนเพื่อทวงคืนความยุติธรรม

********************
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel