ตอนที่ 3 พิสูจน์ตัวตน
หลังจากที่แต่งตัวเสร็จ ร่างสูงโปร่งก็ยืนมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกทองเหลือง ใบหน้าที่กำลังจ้องมองกลับคือใบหน้าของซ่งถิงเฟย เจ้าของร่างที่วิญญาณของเขามาสวมร่าง
ซ่งถิงเฟยรูปงามดั่งหยก ร่างกายสูงใหญ่ ต่างจากจางเถาที่ถูกเลี้ยงมาไม่ต่างกับคนรับใช้ บุตรชายที่เกิดจากอนุในตระกูลจางนั้นช่างต่ำต้อยนัก แต่เขาไม่เคยโทษมารดาของตน แต่เป็นเพราะตระกูลจางที่ไร้ความเมตตา โดยเฉพาะจางจิ้งยวนที่แสร้งทำดี แต่ทุกอย่างนั้นเป็นเพียงฉากบังหน้าเพื่ออาศัยผลประโยชน์จากตนทั้งสิ้น
“ข้าจะใช้ชีวิตแทนท่านให้ดี” น้ำเสียงนั้นกล่าวออกมาเบาๆ ทว่ามั่นคง ต่อจากนี้ไปเขาคือซ่งถิงเฟย บุตรชายคนรองของจวนป๋อ แม้ไม่ได้เป็นผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์ป๋อต่อจากบิดา หากแต่ชีวิตก็ดีกว่าจางเถาหลายเท่านัก
“แต่งตัวเสร็จแล้วขอรับ” อาหยวนที่จัดสายรัดเอวเสร็จก็ถอยออกไปยืนด้านหลังแล้วก้มหน้าลงอย่างนอบน้อม
“ทำหน้าอะไรของเจ้า”
“ข้าไม่อยากให้คุณชายออกไปรับลม ท่านเพิ่งฟื้นจากการเจ็บป่วย อีกทั้งความจำของท่านก็...”
“ใครบอกว่าข้าจะออกไปข้างนอก ข้าจะไปเรือนหลักเพื่อหารือเรื่องสำคัญกับท่านพ่อท่านแม่” น้ำเสียงนั้นราบเรียบและจริงจัง ต่างจากคุณชายเจ้าสำราญและเอาแต่ใจในอดีต
ในหัวของซ่งถิงเฟย เสียงใสไร้ความรู้สึกดังขึ้น
[ภารกิจ - ทำให้ครอบครัวยอมรับความสามารถของท่าน และยินยอมให้ท่านไปร้องเรียน รางวัลคือยาวิเศษฟื้นกายา 1 เม็ด]
ซ่งถิงเฟยกะพริบตา ปลายนิ้วสั่นเล็กน้อยก่อนกำไว้แน่นใต้แขนเสื้อ มุมปากยกขึ้นอย่างแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยประกายคมกริบในดวงตา
เมื่อไปถึงห้องโถงใหญ่ เขาหันกลับมามองครอบครัวที่ล้อมตัวเขาอยู่ ซ่งเซ่าจือหลังตรง ใบหน้าเคร่งขรึม ซ่งฮูหยินดวงตาแดงระเรื่อเพราะเป็นห่วง ส่วนพี่ชายลุกขึ้นมาแล้วดึงแขนเขาให้นั่งลง
“หมอหม่าบอกว่าเจ้าความจำเสื่อม จำผู้ใดไม่ได้”
“ขอรับ” ซ่งถิงเฟยอึดอัดใจ หากความจำเสื่อมแล้วแผนที่คิดมาเมื่อครู่จะใช้ได้อย่างไร
“แต่แปลกที่ข้าจำคนรอบข้างไม่ได้ แต่มีเรื่องหนึ่งที่จำได้ เหมือนว่ามันเป็นความคับแค้นในใจที่ยากจะลืม” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังจนทำให้บรรยากาศดูเคร่งเครียด
“เรื่องใด หรือว่าคุณหนูโจวบุตรีใต้เท้าโจวผู้นั้น เฮ้อ อย่าบอกนะว่าเจ้าแกล้งป่วยเพื่อให้ได้แต่งงานกับนาง ข้าไม่อยากออกหน้าให้เจ้าอีกแล้วนะ” ผู้เป็นพี่ชายถอนหายใจออกมาด้วยความท้อใจ น้องชายเขาเป็นหมาขี้ประจบที่ตามเอาใจโจวหนิงหนิง แม้กระทั่งการปีนไปเก็บแมวให้นาง กระเบื้องที่ต้องฝนลื่นเพียงนั้นหากไม่ตกก็คงอัศจรรย์แล้ว
“หาใช่เรื่องนั้นไม่” ซ่งถิงเฟยสูดลมหายใจยกคิ้วน้อยๆ ก่อนกล่าวเสียงนิ่งเรียบ
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ามีเรื่องจะบอก”
ลี่ซูหงโน้มตัวเข้าหาลูกชายคนรองทันที มือประคองแขนเขาเบาๆ
“เฟยเอ๋อร์ มีอะไรก็พูดมา แม่อยู่ตรงนี้”
ซ่งถิงเฟยสบตามารดาแวบหนึ่งก่อนเบือนสายตาไปยังบิดา ดวงตาเขาส่องประกายลึกล้ำ
“ข้าต้องการไปร้องเรียนหน้าพระราชวัง เรื่องการสอบเคอจวี่ จางจิ้งยวนแย่งผลการสอบ สวมรอยเป็นบัณฑิตอันดับหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วเป็นของข้า”
ห้องทั้งห้องพลันเงียบสงัด เหมือนมีผู้ดึงลมหายใจของทุกคนออกไปในคราวเดียว
ซ่งเซ่าจือคิ้วกระตุก หัวใจสั่นวูบ “เจ้าเพิ่งฟื้น ยังไม่หายดี พูดอะไรหุนหันพลันแล่นเช่นนี้”
ในขณะที่มารดาหน้าซีดเผือด รีบคว้ามือเขาไว้แน่น “ไม่ได้นะเฟยเอ๋อร์ การร้องเรียนเพื่อเข้าเฝ้าหน้าพระที่นั่งต้องถูกโบยสามสิบไม้ เจ้าจะทนได้อย่างไร”
“น้องรอง ข้ารู้ว่าเจ้าหมายจะทำให้คุณหนูโจววางใจว่าตนเองเก่งกาจขึ้นมา แต่ทำเช่นนี้มันจะไม่เกินไปหน่อยหรือ ทุกคนรู้ว่าเจ้าสอบไม่ได้ตั้งแต่แรก อย่าทำอะไรน่าขันเลย” ซ่งเถียนเวยเตือนสติน้องชาย แม้จะเป็นคนที่พูดจาตรงจนฟังดูเย็นชา แต่ก็จริงใจและหวังดี
“ข้าไม่ได้ทำเพราะสตรีคนไหน” น้ำเสียงราบเรียบ แต่ทุกถ้อยคำนั้นดูจริงจังราวกับเป็นคนละคน
“ข้าจะไปร้องเรียนเพราะคนที่สอบได้อันดับหนึ่งคือข้าเองไม่ใช่จางจิ้งยวน ข้าเป็นคนทำคะแนนได้สูงสุดในครั้งนี้ พี่ใหญ่โปรดเชื่อใจข้าสักครั้ง”
ทั้งห้องระเบิดความตกใจออกมาในทันที ซ่งเซ่าจือเด้งตัวลุกขึ้น
“เจ้าพูดบ้าอะไร จอหงวนผู้นั้นเป็นของสกุลจาง มิใช่เจ้า เฮ้อ ถิงเฟยนะถิงเฟย ความจำเจ้าเลอะเลือนขนาดนี้ได้อย่างไรกัน” ท่านป๋อวัยสี่สิบห้าที่ยังคงหนุ่มแน่นกล่าวเสียงอ่อนในตอนท้าย แล้วพ่นลมหายใจอย่างกลัดกลุ้ม
“กระแสลมยามค่ำพัดโบกคลื่น ดั่งซัดใจคนให้ฟุ้งซ่าน จันทร์เหนือผิวน้ำส่องสะท้อนฟ้า ล้วนคือความจริงที่ใครลบมิได้”
คำกวีไหลลื่นดั่งธารน้ำแต่กลับมีพลังสะกดทุกลมหายใจของคนฟัง จนแม้กระทั่งซ่งเถียนเวยยังหยุดหายใจไปชั่วครู่
“ถ้าพวกท่านยังไม่เชื่อ ข้าจะท่องคัมภีร์ขงจื๊อให้ฟัง” ซ่งถิงเฟยยังไม่หยุด เขาเชิดคางขึ้นเล็กน้อย เสียงเข้มมั่นคงจนคนฟังขนลุก
แล้วเขาก็เริ่มท่องข้อความในตำรา ไม่มีสะดุดแม้แต่ตัวอักษรเดียว
ถ้อยคำโบราณผสานความมั่นคงดังก้องในห้องจนซ่งเซ่าจืออ้าปากค้าง ในขณะที่ซ่งฮูหยินน้ำตาคลอด้วยความปลาบปลื้ม
“เฟยเอ๋อร์ ที่ผ่านมาเจ้าปิดบังความสามารถทั้งหมดไว้จริงๆ หรือ” ลี่ซูหงกุมปาก ดวงตาสั่นระริก
ซ่งถิงเฟยท่าทางนิ่งสงบจนเกือบเย็นชา
“ข้าจำไม่ได้ว่าเหตุใดจึงปิดบังความสามารถนี้เอาไว้ แต่ตอนนี้สิ่งเดียวที่จำได้คือ ข้อสอบของข้าถูกสลับไปให้ผู้อื่น และชื่อของข้าถูกแก้ไข ดังนั้นข้าจะไปร้องเรียน เพื่อให้ตรวจสอบและคืนความเป็นธรรมให้ตนเอง ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ โปรดอย่าห้ามเลย”
เขามองทุกคนอย่างแน่วแน่
“เฟยเอ๋อร์ แม่กลัวเจ้าได้รับบาดเจ็บ สามสิบไม้ ลูกแม่จะทนได้อย่างไร” ลี่ซูหงรีบจับมือเขา น้ำเสียงสั่นเหมือนกำลังร้องไห้
ซ่งถิงเฟยยิ้มบางความอ่อนโยนผสมความดื้อดึงสลักอยู่ในแววตา
“ท่านแม่ ข้ารู้ แต่ข้าต้องทำ ไม่เช่นนั้นข้าคงต้องเสียใจไปตลอดชีวิต” เขาเอื้อมจับมือมารดาคืนด้วยความนุ่มนวล
สิ้นประโยคเสียงระบบดังขึ้นในหัวเขาอีกครั้ง
[ภารกิจสำเร็จ รางวัล : ยาวิเศษฟื้นกายา 1 เม็ด ฟื้นฟูร่างกายหลังจากการทรมานหนักภายในหนึ่งชั่วยาม]
ซ่งถิงเฟยหลุบตาลง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย แม้ไม่เข้าใจการทำงานของสิ่งที่เรียกตนเองว่าระบบ แต่หากช่วยเขาได้จริง ก็เท่ากับว่าชาตินี้สามารถโกงชะตาให้ตนเองได้แล้ว
‘โบยสามสิบไม้หรือ หากมียานี้ข้าก็จะฟื้นฟูตัวเองได้’
ลี่ซูหงหันไปมองสามีด้วยสายตาที่สั่นหวั่น ท่านป๋อเม้มริมฝีปาก ก่อนหันมามองลูกชาย ความเงียบครอบงำห้องไปชั่วขณะก่อนที่เขาจะถอนหายใจยาว
“ในเมื่อเจ้ายืนยันเช่นนี้ พ่อจะไม่ขวาง”
ลี่ซูหงน้ำตาไหล แต่ก็พยักหน้าช้าๆ เห็นด้วยกับสามี
“ขอบคุณขอรับ ท่านพ่อ ท่านแม่” ซ่งถิงเฟยกล่าวด้วยสีหน้าที่ยินดี ในขณะที่ซ่งซื่อจื่อผู้เป็นพี่ชายนั้นไม่เห็นด้วย เพราะกลัวน้องชายรับการโบยไม่ไหว แต่ก็ไม่กล้าขัดอะไร หวังว่าการดื้อรั้นครั้งนี้ของเขาจะเป็นบทเรียนในภายหลัง
ซ่งถิงเฟยกลับมายังห้องส่วนตัว ยื่นมือออกไปตรงหน้าแล้วขอรางวัลจากระบบ
ขวดหยกสีขาวขนาดเล็กปรากฏในมือ เขาตกตะลึงกับความมหัศจรรย์นี้ แต่จะแปลกอะไรในเมื่อเขาสามารถเกิดใหม่ในร่างผู้อื่นได้ การมีระบบก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เช่นกัน
“จางจิ้งยวน ข้าจะทวงคืนทุกอย่างที่เจ้าเคยขโมยไปด้วยมือของข้าเอง”
********************