บท
ตั้งค่า

บทที่ 8 บ้านใหม่!

บทที่ 8 บ้านใหม่!

“ใช่”

คำตอบสวนกลับที่ตรงทะลุเป้าและไร้ซึ่งความลังเลใดๆ ทำเอาลูกชายหน้าสลด หุบปากฉับ

หลินจื้อหยวนรีบลุกขึ้นยืนอย่างเกรงใจ

“ดะ…เดี๋ยวผมรินให้เองครับ”

กัวซิ่วหรงยื่นมือออกไปกดลงบนไหล่ของชายหนุ่ม เพื่อรั้งให้เขานั่งลงตามเดิมโดยไม่ได้คิดอะไร ทว่า! แรงกดของพรานหญิงที่รู้สึกว่าแผ่วเบาสำหรับตนเองนั้น เมื่อทาบทับลงบนร่างของคนทั่วไป มันกลับมีอานุภาพมหาศาลพอที่จะทำให้หลินจื้อหยวนเข่าอ่อน ทรุดฮวบกลับลงไปกระแทกเก้าอี้ดัง ปึ้ก! ทันที

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบกริบ กัวซิ่วหรงเบิกตาขึ้นเล็กน้อย รีบชักมือกลับหนีราวกับถูกไฟลวก

“เจ็บหรือไม่?”

“ม…ไม่ครับ”

หลินจื้อหยวนฝืนยิ้มตอบ ทว่าใบหน้างดงามกลับแดงเรื่อขึ้นมาด้วยความจุก พรานหญิงมองจ้องไปที่หัวไหล่ของเขาด้วยแววตาวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด ท่าทางเลิ่กลั่กนั้นราวกับกลัวว่าตนเองเพิ่งจะเผลอลงน้ำหนักมือรุนแรง จนทำให้หยกสลักชิ้นเอกแตกร้าวคามือ กัวเอ้อร์เฉิงพึมพำลอดไรฟัน

“โธ่แม่ ทีตอนบีบคอหมูป่า แม่ลงน้ำหนักมือแรงกว่านี้ตั้งสิบเท่า ไม่เห็นแม่จะถามมันสักคำว่าเจ็บไหม”

กัวต้าหย่งผู้เคร่งขรึม เอ่ยตอบน้องชายตามข้อเท็จจริง

“ก็ลุงหลินไม่ใช่หมูป่านี่”

“ฉันรู้โว้ย!”

หญิงพรานตวาดแหวหน้าแดงก่ำ สองพี่น้องหดคอ เงียบกริบลงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย เยว่ซินยกถ้วยน้ำอุ่นขึ้นจิบเพื่อซ่อนรอยยิ้มกว้างที่พยายามกลั้นไว้สุดฤทธิ์ ตลกก็ส่วนตลก แต่ลึกๆ แล้วเธอมองเห็นสิ่งหนึ่งได้อย่างชัดเจนที่สุด... กัวซิ่วหรงระมัดระวังและหวั่นเกรงที่จะทำให้บิดาของเธอต้องเจ็บปวดอย่างแท้จริง หล่อนทะนุถนอมเขาด้วยหัวใจ มากกว่าที่ซูเหม่ยอิงเคยทำมาตลอดยี่สิบปีชีวิตคู่เสียอีก

“น้าซิ่วหรงคะ”

เยว่ซินวางถ้วยน้ำลง เลิกคิ้วถามตรงๆ

“เมื่อครู่ที่หน้าบ้าน น้าบอกว่าอยากแต่งงานกับพ่อฉัน”

หลินจื้อหยวนหลับตาปี๋ ยกมือขึ้นนวดขมับอย่างอ่อนใจ ดูเหมือนบุตรสาวตัวดีของเขาจะไม่ยอมปล่อยให้หัวข้อนี้หลุดลอยไปง่ายๆ สินะ

กัวซิ่วหรงหันมาสบตาเด็กสาว พยักหน้ารับอย่างซื่อตรง

“ใช่”

“ถ้าแต่งกันจริงๆ น้าจะบังคับให้พ่อต้องทำงานหนักแบกหามไหมคะ?”

“ไม่ให้ทำ!!”

“จะปล่อยให้พ่อต้องอดข้าวไหมคะ?”

“ไม่มีทาง!!!”

“แล้ว... หากมีคนอื่นมารังแกพ่อล่ะคะ?”

พรานหญิงปรายตาคมปลาบขึ้นไปมองปืนล่าสัตว์ที่แขวนอยู่บนผนัง

“ฉันจะเอาปืนไปจ่อหัว แล้วถามพวกมันว่า... อยากจะเรียบเรียงประโยคพูดใหม่อีกสักรอบไหม”

กัวเอ้อร์เฉิงกระซิบถามพี่ชายเบาๆ

“แล้วถ้าพวกมันปากดี ไม่ยอมพูดใหม่ล่ะพี่?”

กัวซิ่วหรงหูผึ่ง หันไปตอบลูกชายด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท

“งั้นก็ไม่ต้องเปิดปากพูดอะไรอีกตลอดชีวิตไง”

“ช…ใช้กำลังแก้ไขปัญหาไม่ได้นะครับ!” หลินจื้อหยวนรีบเอ่ยขัดขึ้นมาเสียงหลง กัวซิ่วหรงหันขวับกลับมามองหน้าเขา แววตาดุดันเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา

“ถ้าคุณไม่ชอบ... ฉันก็จะไม่ใช้”

คำตอบกลับที่รวดเร็วปานสายฟ้าแลบนั้น ทำเอาบุตรชายทั้งสองคนถึงกับอ้าปากค้าง หันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก

กัวเอ้อร์เฉิงยกนิ้วขึ้นนับอย่างทึ่งจัด

“แม่ยอมพับเก็บปืน ไม่ใช้กำลัง เพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวของผู้ชายคนนี้...”

กัวต้าหย่งพยักหน้าหงึกหงัก กล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง

“เหมาะสมที่จะเป็นพ่อใหม่ของพวกเราที่สุด”

“ต้าหย่ง!”

หลินจื้อหยวนสำลักแทบทำถ้วยกระเบื้องหลุดมือชายร่างหมียักษ์หันมามองหน้าชายรุ่นพ่อด้วยแววตาซื่อใสบริสุทธิ์

“ว่าแต่คุณ... ทำอาหารอร่อยหรือไม่?”

คำถามพุ่งเป้าตรงประเด็นนี้ทำให้ทุกคนในห้องชะงักงันหลินจื้อหยวนกระพริบตา ตอบรับอย่างถ่อมตน

“พอทำได้ครับ”

“แม่ของพวกผมทำอาหารไม่อร่อยเลย”

กัวซิ่วหรงถลึงตาดุใส่ลูกชายแทบถลน กัวต้าหย่งหาได้เกรงกลัวรังสีอำมหิตของมารดาไม่ เขายังคงอธิบายเหตุผลต่อไปด้วยความซื่อตรง

“ถ้าคุณยอมแต่งเข้าบ้านเรา บ้านกัวก็จะมีอาหารอร่อยๆ กินทุกวัน แล้วต่อไปแม่ก็จะไม่ต้องทนเหงาอยู่คนเดียวตอนแก่ด้วย”

เขาหยุดคิดทบทวนเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าย้ำ

“ผมเห็นด้วยกับการแต่งงานครั้งนี้ครับ”

กัวเอ้อร์เฉิงรีบชูมือขึ้นสุดแขน

“ผมก็เห็นด้วยครับ! ขอเพียงลุงหลินรับปากว่า จะห้ามไม่ให้แม่เข้าครัวไปแตะต้องหม้อไหอีกเด็ดขาด!”

บุตรชายทั้งสองคนทำการเปิดโหวตและลงมติเอกฉันท์รับรองพ่อเลี้ยงคนใหม่เสร็จสรรพ โดยที่ไม่จำเป็นต้องหันไปไถ่ถามความสมัครใจของผู้ถูกเสนอชื่อเลยสักคำ

เยว่ซินนั่งอมยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นรูปสระอิ

ครอบครัวนี้ช่างไม่ปกติเอาเสียเลยจริงๆ ... แต่มันเป็นความไม่ปกติที่แสนจะอบอุ่น อบอุ่นเสียจนคนตระกูลหลินที่คุ้นชินกับความหนาวเหน็บมาทั้งชีวิตอย่างเธอ แทบอยากจะร้องไห้ออกมาด้วยความตื้นตันใจ หลินจื้อหยวนมองหน้าคนนั้นที คนนี้ที สีหน้าของชายวัยกลางคนเต็มไปด้วยความสับสนงุนงงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน เขายังเป็นเพียงชายไร้ค่าที่ถูกภรรยาทิ้ง บ้านถูกยึด และถูกชาวบ้านทั้งหมู่บ้านตราหน้าหัวเราะเยาะ

ทว่าตอนนี้ เขากลับมานั่งอยู่กลางบ้านของพรานหญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุด มีบุตรชายฉกรรจ์สองคนกำลังลงมติรับเขาเป็นพ่อใหม่ ขณะที่บุตรสาวในไส้ของตนก็ทำหน้าตากรุ้มกริ่ม ราวกับว่าการเจรจาขอบุตรชาย... เอ้ย! ขอสามีเข้าบ้านครั้งนี้ ได้รับการอนุมัติไปแล้วกว่าครึ่ง

ชีวิตมันพลิกผันรวดเร็วเกินไปจนสมองอัจฉริยะของเขาประมวลผลตามไม่ทัน!

“แต่เรื่องนี้มันเร็วเกินไปจริงๆ ครับ” เขาพยายามท้วงติงด้วยเหตุผลเป็นครั้งสุดท้าย กัวซิ่วหรงไม่ได้โต้เถียง หล่อนเพียงเลิกคิ้วถาม

“คุณต้องการเวลาทบทวนนานเท่าไร?”

“อย่างน้อย ก็ต้องมีเวลาให้ผมได้คิดให้รอบคอบสักหน่อย”

“ได้” หล่อนพยักหน้ารับอย่างง่ายดาย

“ฉันให้เวลาคุณคิด... ระหว่างกินข้าวเย็นมื้อนี้”

“...”

“แต่ถ้ากินเสร็จแล้ว คุณยังตัดสินใจไม่ได้...”

หล่อนเว้นจังหวะ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ราวกับยอมถอยให้อย่างถึงที่สุด

“ฉันจะยอมอนุโลมให้คุณคิดต่อ จนถึงเช้าวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน”

กัวเอ้อร์เฉิงลอบยกนิ้วโป้งให้มารดาจากด้านหลัง... นี่นับเป็นความอดทนรอมชอม ขั้นสูงสุดในชีวิตการเป็นพรานป่าของกัวซิ่วหรงแล้วจริงๆ!

“แต่ที่บ้าน ดูเหมือนจะยังไม่มีอาหารเตรียมไว้เลยนะครับ”

หลินจื้อหยวนกวาดสายตามองไปรอบๆ

“ผม... ช่วยทำมื้อเย็นให้ได้นะครับ”

สิ้นคำเสนอนั้น ดวงตาของสมาชิกบ้านกัวทั้งสามชีวิตก็เบิกกว้าง สว่างวาบขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย!กัวซิ่วหรงพยายามสูดลมหายใจรักษาสีหน้าให้ดูสงบเยือกเย็น ทว่าน้ำเสียงที่ตอบกลับไปนั้นกลับรวดเร็วและกระตือรือร้นกว่าปกติหลายเท่าตัว

“ครัวอยู่ทางนั้น... เชิญตามสบายเลย”

หลินจื้อหยวนลุกขึ้นยืน จัดแจงพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นอย่างเรียบร้อย แล้วก้าวเดินเข้าไปในครัว โดยมีเยว่ซินเดินตามเข้าไปเป็นลูกมือ

สิ่งแรกที่ปะทะสายตาเมื่อก้าวเข้าสู่สมรภูมิครัวบ้านกัว คือหม้อเหล็ก ใบเขื่องที่ก้นหม้อดำปิ๊ดปี๋แถมยังมีรอยบุบเบี้ยว ราวกับเพิ่งผ่านสมรภูมิรบสู้รบมานับสิบครั้ง เขียงไม้เก่าคร่ำคร่ามีรอยสับด้วยมีดอีโต้ลึกจนเนื้อไม้เกือบจะแยกปริออกเป็นสองส่วน ส่วนไหใส่เครื่องปรุง... ไหเกลือถูกวางแปะไว้ข้างไหใส่น้ำตาล โดยปราศจากป้ายหรือสัญลักษณ์ใดๆ บ่งบอกความแตกต่าง

บิดารูปงามของเธอเปิดฝาไหแต่ละใบ ก้มลงดมพิสูจน์กลิ่นเล็กน้อย ก่อนจะหยิบกระบวยไม้ที่มีรอยไหม้เกรียมแหว่งไปครึ่งหนึ่งขึ้นมาดูด้วยสายตาว่างเปล่า

“ก่อนหน้านี้... ใครเป็นคนรับหน้าที่ทำอาหารหรือครับ?”

กัวซิ่วหรงยืนพิงกรอบประตูครัว กอดอกตอบหน้าตาเฉย

“ฉันเอง”

“แล้วหม้อใบนี้...” เขาชี้ไปที่หม้อเหล็กสภาพยับเยิน

“มันยังใช้ได้อยู่นะ”

กัวเอ้อร์เฉิงโผล่หน้ามาหน้าสลอน

“ลุงหลินครับ ก้นหม้อมันไม่ได้บางเพราะใช้งานหนักหรอกนะครับ มันบางเพราะแม่ใช้ขวานสับแงะข้าวที่ไหม้ติดก้นหม้อต่างหาก!”

กัวซิ่วหรงถลึงตาใส่ลูกชาย

“ไอ้เด็กบ้า! ฉันใช้แค่สันมีดอีโต้โน้น ไม่ได้ใช้ขวาน!”

“นั่นแหละครับที่น่ากลัวพอๆ กัน!” เอ้อร์เฉิงฟ้องต่อเป็นคุ้งเป็นแคว

“เดือนก่อนแม่ต้มน้ำแกงไก่ฟ้า ผมซดเข้าไปคำแรกนึกว่าแม่วิดน้ำทะเลมาต้มใส่เกลือล้วนๆ! ส่วนหมั่นโถวที่แม่นึ่ง พี่ใหญ่กัดทีเดียวฟันกรามแทบหัก ทุกวันนี้บ้านเราเอาหมั่นโถวลูกนั้นไปใช้แทนหินลับมีดแล้วครับ!”

กัวต้าหย่งที่ยืนอยู่ข้างหลังน้องชาย พยักหน้าสนับสนุนด้วยสีหน้าจริงจังขั้นสุด

“ฟันกรามผมตอนนี้ก็ยังโยกอยู่เลยครับ”

หลินจื้อหยวนอ้าปากค้าง เงียบกริบไปในทันที

ดูเหมือนว่านิยามคำว่าใช้งานได้และของกินได้ ของคนบ้านกัว จะมีขอบเขตที่อันตรายถึงชีวิตและยืดหยุ่นกว่าคนปกติทั่วไปอยู่มากโขทีเดียวเขาเลิกสนใจหม้อที่รอดตายจากการถูกอีโต้สับ หันไปสำรวจวัตถุดิบที่มีอยู่

“วันนี้คุณเพิ่งล่าหมูป่าตัวใหญ่มาได้...” หลินจื้อหยวนเอ่ยขึ้นพลางมองออกไปที่ลานบ้าน ซึ่งซากหมูป่ายักษ์น้ำหนักสองร้อยชั่งถูกลากมาทิ้งไว้ ก่อนจะหันกลับมามองเขียงไม้เก่าๆ ตรงหน้า

บนเขียงนั้น มีเนื้อหมูป่าติดมันก้อนใหญ่ที่กัวต้าหย่งเพิ่งจะใช้มีดสับแล่มาวางแหมะไว้ให้ เนื้อยังสดแดงฉ่ำ ชนิดที่ว่าถ้าสดกว่านี้อีกนิดก็คงลุกขึ้นมาวิ่งชนกำแพงครัวได้แล้ว ใกล้ๆ กันมีตะกร้าใส่ฟักทอง มันฝรั่ง ผักกาดแห้ง และแป้งข้าวโพดถุงโต

วัตถุดิบไม่ได้ขาดแคลนเลยแม้แต่น้อย... ขาดก็เพียงแค่ 'คน' ที่รู้วิธีแปรสภาพเนื้อสัตว์ป่าชั้นดีพวกนี้ ให้กลายเป็นอาหารมนุษย์ ที่กินแล้วฟันไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไปก็เท่านั้นเอง

“งั้นมื้อนี้ ผมจะใช้เนื้อหมูป่าสดๆ ที่คุณเพิ่งล่ามาได้ ทำหมูป่าตุ๋นฟักทอง กินคู่กับแผ่นแป้งข้าวโพดนาบกระทะก็แล้วกันนะครับ ถือเป็นการฉลองที่วันนี้ได้เสบียงก้อนโต”

กัวต้าหย่งที่ยืนชะเง้อคออยู่ด้านหลังมารดา โพล่งถามขึ้นด้วยความซื่อ “มันกินได้จริงๆ หรือ?”

ป้าบ! กัวเอ้อร์เฉิงเขย่งเท้าตบหลังศีรษะพี่ชายดังลั่น “พี่ใหญ่! อย่าไปถามหยามเกียรติคนทำอาหารแบบนั้นสิ!” เขาหันมายิ้มแฉ่งให้ว่าที่พ่อเลี้ยง “พี่ผมหมายถึง... มันจะอร่อยเหาะไปเลยใช่ไหมครับ?”

หลินจื้อหยวนคลี่ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก “ลองชิมดูก่อนก็แล้วกันครับ”

เพียงรอยยิ้มละมุนละไมนั้นปรากฏขึ้น ห้องครัวที่เคยมืดทึมและเต็มไปด้วยคราบเขม่าควัน ก็ดูราวกับจะสว่างไสวขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

กัวซิ่วหรงยังคงยืนกอดอกพิงกรอบประตูอยู่ที่เดิม ดวงตาเรียวคมจับจ้องไปที่ร่างโปร่งอย่างไม่วางตา

หล่อนเคยมองใบหน้านี้จากระยะไกลมาเนิ่นนานหลายปี...

แอบมองเขาหิ้วปิ่นโตเดินฝ่าแดดไปส่งอาหารให้ซูเหม่ยอิงที่ทุ่งนา...

แอบมองเขาถอดเสื้อคลุมของตนเองมาห่อตัวอุ้มลูกสาวฝ่าสายฝนกลับบ้าน...

แอบมองเขาถูกพวกผู้ชายปากหอยปากปูหัวเราะเยาะ แล้วทำเพียงก้มหน้างุดเดินหลบเลี่ยงไปอย่างเงียบๆ ...มีหลายสิบหลายร้อยครั้ง ที่พรานหญิงเลือดร้อนอย่างหล่อน แทบอยากจะกระโจนออกไปกระชากคอเสื้อพวกสวะเหล่านั้นมาอัดให้น่วม เพื่อปกป้องเขา แต่เพราะเขามีภรรยาเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว หล่อนจึงไม่อาจก้าวล่วงเส้นแบ่งนั้นไปได้

กัวซิ่วหรงจึงทำได้เพียงช่วยเหลือเขาอยู่เงียบๆ ลับหลัง... แกล้งฝากเนื้อหมูป่าผ่านคนอื่นไปให้โดยอ้างว่าขอแลกกับเศษผัก ฝากยาต้มแก้ไอไปให้ยามเขาป่วยไข้ และจงใจแกล้งเดินลาดตระเวนผ่านหน้าบ้านหลินบ่อยกว่าที่ควรจะเป็น เพื่อป้องปรามพวกอันธพาล

แต่วันนี้... ชายผู้นั้นกำลังยืนอยู่ในครัวบ้านหล่อน ยืนอยู่ใต้อาณัติของหล่อนอย่างแท้จริง

แขนเสื้อเชิ้ตสีขาวถูกพับขึ้นเหนือศอก เผยให้เห็นท่อนแขนเรียวที่ขยับจับมีดหั่นเนื้อหมูป่าอย่างคล่องแคล่ว แสงอาทิตย์อัสดงสีทองอาบไล้ส่องผ่านช่องหน้าต่าง ตกกระทบลงบนเสี้ยวหน้าด้านข้าง ขับเน้นให้เห็นสันกรามคมคายและจมูกโด่งรั้นที่งดงามราวกับประติมากรรมชิ้นเอก

กัวซิ่วหรงจ้องมองภาพนั้นอย่างเหม่อลอย จนเผลอกลั้นลมหายใจไปชั่วขณะ

“แม่... แม่ครับ”

เสียงกระซิบของกัวเอ้อร์เฉิงดังขัดขึ้นข้างโสตประสาท

“อะไรอีกล่ะ”

หล่อนดุเสียงเขียวโดยไม่ยอมละสายตาจากแผ่นหลังของคนในครัว

“เช็ดหน่อยครับ น้ำลายแม่จะหยดลงพื้นแล้ว”

ป้าบ!!

พรานหญิงตวัดฝ่ามือฟาดกบาลบุตรชายตัวดีไปหนึ่งฉาดใหญ่

“ไอ้เด็กบ้า! ฉันกำลังจ้องดูเนื้อหมูอยู่ต่างหากเล่า!”

เอ้อร์เฉิงลูบหัวป้อยๆ หันไปมองเขียงสับเนื้อหมู สลับกับมองแผ่นหลังของหลินจื้อหยวน

“แต่แม่ครับ... เขียงหมูมันอยู่ฝั่งซ้าย แต่สายตาแม่กำลังจ้องไปทางฝั่งขวา ซึ่งมันคนละทิศกันเลยนะครับ”

กัวซิ่วหรงเงื้อมือขึ้นสูงอีกรอบ ชายหนุ่มรู้ชะตากรรม รีบกระโดดโหยงวิ่งหนีออกไปจากรัศมีทำการของมารดาทันที!หลินจื้อหยวนได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย จึงหันกลับมามองด้วยความสงสัย

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือครับ?”

“อ๋อ ไม่มีอะไรหรอก” หญิงพรานตีหน้านิ่งสงบราวกับผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น

“พอดีลูกชายเขารู้สึกคันไม้คันมือคันศีรษะนิดหน่อย... ฉันเลยช่วยสงเคราะห์เกาให้เขาน่ะ”

เยว่ซินที่กำลังก้มหน้าหั่นผักกาดแห้งอยู่ ต้องแสร้งทำเป็นไอค่อกแค่กเพื่อซ่อนเสียงหัวเราะบ้านกัวช่างมีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยสีสันเหลือเกิน...มันช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว เมื่อเทียบกับตระกูลหลัวในชาติก่อน ที่แม้จะมีคนอาศัยอยู่พลุกพล่านเดินกันขวักไขว่ แต่ทุกคนล้วนสวมหน้ากากปั้นยิ้มเข้าหากัน และพร้อมจะซ่อนมีดอาบยาพิษไว้แทงข้างหลังกันตลอดเวลา

แต่ที่นี่... ต่อให้กัวซิ่วหรงจะเงื้อฝ่ามือขู่ฟ่อๆ หรือไล่เตะลูกชายตนเองสักกี่รอบ ทุกคนในบ้านก็รู้ดีแก่ใจว่า ฝ่ามือคู่นั้น จะไม่มีวันฟาดฟันเพื่อทำร้ายพวกเขาอย่างแท้จริง

*****

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel