บทที่ 1.6
จวนตระกูลเว่ย...
หลังกลับจากวังหลวงสองพี่น้องตระกูลเว่ยก็ไปยังเรือนพักของบิดา ที่นั่นมารดากำลังปรนนิบัติบิดาที่ป่วยจนไม่อาจลงจากเตียง ข้างเตียงยังมีน้องชายคนที่สามซึ่งสวมชุดคลุมสีขาวอมเทานั่งอยู่
“น้องสามก็อยู่ที่นี่หรอกหรือ”
“พี่ใหญ่ พี่รอง” เว่ยหรงเหยียนลุกขึ้นยืน “กลับมาแล้วหรือขอรับ งานเลี้ยงเป็นอย่างไรบ้าง”
เว่ยอวี้หลิงถอนหายใจ “จะเป็นอย่างไรเล่า ก็เช่นเดิม กินๆ ดื่มๆ สนทนาตามมารยาทจากนั้นก็แยกย้าย”
เว่ยหรงเหยียนหัวเราะ “ดูท่านไม่ค่อยสบอารมณ์นัก”
“ได้เจอกับประมุขหร่วนเข้าน่ะ” เว่ยเจิ้งเซียวกล่าว
“อ้อ นางหายดีแล้วหรือจึงไปร่วมงานเลี้ยงได้” มารดาของพวกเขาเอ่ยถาม
“มิใช่ขอรับ นางไปเข้าเฝ้าไทเฮา”
บิดาของทั้งสามขมวดคิ้ว “ไม่ได้รับเทียบเชิญ?”
“ขอรับ”
“แล้วนางมีท่าทีอย่างไร”
“แปลกขอรับ” เว่ยอวี้หลิงเป็นคนตอบ “ลูกรู้สึกว่านางแปลกไป แต่อธิบายไม่ถูกว่าแปลกอย่างไร”
“ลูกคิดว่าหลังถูกปฏิเสธในงานเลี้ยงวันนั้น แถมยังเกือบเอาชีวิตไม่รอด ในที่สุดประมุขหร่วนก็เปลี่ยนใจไม่ชอบพอคุณชายเหวินแล้ว”
“หืม” เว่ยฮูหยินเลิกคิ้ว “จะเป็นไปได้อย่างไร นับตั้งแต่นางก้าวขึ้นเป็นประมุข กี่ครั้งแล้วที่นางต้องขายหน้าเพราะถูกปฏิเสธ แต่นางก็ไม่เห็นเปลี่ยนไปสักนิด เคยชอบอย่างไรก็ยังชอบ เคยไร้ยางอายอย่างไรกยังเหมือนเดิม”
“แต่คราวนี้ไม่เหมือนกันขอรับท่านแม่ นางไม่เหลือบมองพี่เหวินสักแวบ มองผ่านไปเหมือนคนไม่รู้จัก”
“บางทีอาจแสร้งทำไปเช่นนั้น สตรีผู้นี้ร้ายกาจลุ่มลึก ขนาดบิดายังโดนนางสังหาร...”
“ฮูหยินไม่มีหลักฐานอย่าได้กล่าวไปเรื่อย” เว่ยอวี๋กล่าวจบก็ไอออกมาจนหน้าซีด เขาลุกขึ้นจิบชาจากนั้นถูกประคองขึ้นนั่งพิงหัวเตียง เขามองฮูหยินของตนที่มีท่าทีเกลียดชังหร่วนฉางเล่อ สาเหตุน่ะหรือ??
มองไปยังบุตรชายคนที่สาม เว่ยหรงเหยียน ปีนี้อายุเพิ่งยี่สิบและเพิ่งผ่านพิธีสวมหมวก ทว่าปอยผมบางส่วนกลับหงอกขาว ร่างกายอ่อนแอทรุดโทรม ใบหน้าขาวซีด แม้หล่อเหลาทว่ากลับไม่มีชีวิตชีวา
ย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน เว่ยหรงเหยียนคอยช่วยเรื่องการเดินเรือของตระกูล การขนส่งแต่ละครั้งหากมีเขาไปด้วยทุกครั้งย่อมราบรื่น ถึงอย่างนั้นเพราะความคึกคะนองเว่ยหรงเหยียนเข้าร่วมประลองของชาวยุทธ์ ไม่ระวังถูกกลลวงของคู่ประลองจนถูกพิษประหลาดเข้า
ในช่วงสำคัญของการยื้อชีวิตน้องชาย เว่ยอวี้หลิงบากหน้าไปขอลูกกลอนเซิงหัวจากหร่วนฉางเล่อ กลับถูกอีกฝ่ายปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย แถมสมุนไพรที่พอจะช่วยประคองอาการและต้านพิษ นางยังขายให้ในราคาสูงลิ่ว นับจากนั้นตระกูลเว่ยก็ชิงชังหร่วนฉางเล่อมาโดยตลอด ยิ่งเว่ยฮูหยินก็ยิ่งแทบจะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้
เว่ยหรงเหยียนแม้รอดมาได้แต่ร่างกายก็อ่อนแอมาตลอด ร่างกายของเขาจนบัดนี้ก็ยังคงหลงเหลือพิษตกค้าง อาศัยสมุนไพรล้ำค่าหายากใช้ประคับประคองไปตามอาการ สูญสิ้นเงินทองไปมากมายให้กับร้านสมุนไพรตระกูลหร่วน
ในเรือนหนานมู่ของเว่ยหรงเหยียน ชายหนุ่มถอดเสื้อคลุมหนาหนักออก คนสนิทของเขาอวิ๋นหลางรับไป “คุณชายวันนี้ก็เข้านอนเถิดอย่าดูบัญชีอีกเลย”
“ได้ รู้สึกเหนื่อยเหมือนกัน เจ้าก็กลับไปพักเถิด ข้าจะเข้านอนแล้ว”
“ขอรับ” อวิ๋นหลางรับคำจากนั้นช่วยปลดม่านหน้าเตียงลง ตรวจความเรียบร้อยในห้องจากนั้นจึงก้าวออกไป ไม่ลืมปิดประตูห้องนอนจนแน่นหนา
เว่ยหรงเหยียนนอนลืมตาโพลงบนเตียงนอน ร่างกายของเขาเขารู้ดี ท่านหมอเองก็เริ่มหนักใจกับการช่วยประคับประคองอาการ พิษในร่างกายกัดกร่อนพลังชีวิต ทำให้ร่างกายนี้เริ่มทานทนไม่ไหว หากภายในปีนี้เขายังขับพิษออกไม่หมด เกรงว่าชีวิตที่เหลืออยู่ก็คงเริ่มริบหรี่ลงแล้ว
หลายปีมานี้แม้ไม่อาจออกนอกจวนไปผจญภัย แต่เขาก็ช่วยดูแลเรื่องในจวนมาตลอด ใช้สิ่งที่ทำคลายความกังวล ความเหงา ความท้อแท้ ใช้งานที่ยุ่งวุ่นวายแต่ละวันขับเคลื่อนชีวิตทำให้ลืมเลือน ดังนั้นคนในจวนจึงไม่มีใครห้ามเขา คนนอกซุบซิบว่าเขาเป็นคุณชายของจวน หากแต่กลับทำตัวราวกับเป็น...พ่อบ้าน เขาไม่เคยใส่ใจ ไม่เคยสนใจว่าใครจะมองเขาอย่างไร มีชีวิตอยู่ได้อีกหนึ่งวัน ทำตัวเป็นประโยชน์หนึ่งวัน เขาหวังเพียงเท่านั้น...