บทที่ 1.5
ตระกูลเหวินมีหอสุราที่ใหญ่ที่สุดและมีถึงสามแห่งในเมืองฉางอัน สุราเลิศรสหมักบ่มด้วยลำดับขั้นที่ส่งต่อมาถึงสามร้อยปี ส่งต่อจากบรรพบุรุษรุ่นสู่รุ่น
ตระกูลซูมีร้านเครื่องหอมและโรงทอแพรพรรณขนาดใหญ่ ร้านแพรพรรณหรือก็มีชื่อเสียงอันยาวนาน
ตระกูลเสิ่นมีร้านเครื่องกระเบื้องที่ถือครองสัมปทานซึ่งผูกกับวังหลวง
สุดท้ายตระกูลเว่ย ตระกูลคหบดีอันดับหนึ่งผู้ซึ่งเป็นเจ้าของท่าเรือ อีกทั้งยังมีสัมปทานการขนส่งทางน้ำที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นเก่อเก๋อ ฟังว่าคุณชายใหญ่ตระกูลเว่ย เว่ยอวี้หลิงบัดนี้ก้าวขึ้นมาเป็นประมุขตระกูลแทนบิดาที่สุขภาพไม่ดีนัก
ประมุขคหบดีทั้งห้าตระกูลอยู่ที่นี่แล้ว หร่วนฉางเล่อกระซิบถามหร่วนฉิง “ข้าต้องไปทักทายหรือไม่”
“เจ้าค่ะสมควรต้องไป เริ่มที่ประมุขซูเพราะเขาคุ้นเคยกับท่านที่สุด จากนั้นจึงเป็นประมุขตระกูลเว่ยที่มีฐานะเป็นคหบดีอันดับหนึ่ง ไล่ลงไปยังประมุขตระกูลรองลงมาอย่างตระกูลหยาง ตระกูลเสิ่น จากนั้นก็ตระกูลเหวินและตระกูลซู”
“ตระกูลหร่วนเล่าอยู่ลำดับที่เท่าไหร่”
“อันดับสามเจ้าค่ะ”
เห็นบัญชีของตระกูลหร่วนในแต่ละเดือน ขนาดร่ำรวยมั่งคั่งถึงเพียงนี้ยังอยู่เพียงอันดับสาม?! หร่วนฉางเล่อสูดหายใจเข้าลึกยิ้มบาง จากนั้นเดินเข้าไปทักทายคหบดีจากจวนต่างๆ
นางยอบกายให้ประมุขซู ซูจั้นชิง จากร้านเครื่องหอมและแพรพรรณ ไล่ลำดับไปเรื่อยๆ สายตาก็กวาดมองพวกเขา พยายามจดจำรายละเอียดและสังเกตพวกเขาไปทีละคน
“ส่งของเยี่ยมไปหลายครั้งไม่ได้ไปเยือนด้วยตัวเอง ประมุขหร่วนอย่าได้ถือโทษ หายดีแล้วกระมัง” ประมุขซูผู้นี้นับว่ามีสายตาและท่าทีจริงใจกับนาง หร่วนฉางเล่อสนทนากับเขาด้วยรอยยิ้ม
“เจ้าค่ะ นับว่าดีขึ้นมากแล้ว”
“เกรงว่ารัชทายาทคงไม่รู้ว่าเจ้าหายดีแล้ว ดังนั้นเทียบเชิญจึงส่งไปไม่ถึงจวนตระกูลหร่วน”
หร่วนฉางเล่อยิ้ม “เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ครั้งก่อนมีคนของตำหนักตะวันออกส่งโบตั๋นไปที่จวนกระถางหนึ่ง ฝากท่านลุงกราบทูลรัชทายาทว่าข้าขอบพระทัย วันนี้คงไม่อาจไปร่วมงานเลี้ยงเพราะต้องเข้าเฝ้าไทเฮา”
“ได้ข้าจะกราบทูลให้”
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” นางยอบกายให้อีกฝ่ายจากนั้นกวาดสายตามองผ่านๆ ยอบกายให้คนอื่นๆ หมุนตัวเดินไปอีกด้านด้วยท่าทีเหินห่าง หร่วนฉิงสบตากับหญิงสาวจากนั้นลอบพยักหน้าให้
ด้านหลังเหล่าคหบดีจากห้าตระกูลต่างมองตามหร่วนฉางเล่อ เว่ยอวี้หลิงขมวดคิ้วกล่าว “แปลก”
“อะไรหรือที่ว่าแปลก”
“ไม่รู้สิ ข้ารู้สึกว่านางแปลก ดู...เป็นมิตรเกินไป”
ซูจั้นชิงหัวเราะ “ประมุขเว่ยคิดมากไปแล้ว นางเพิ่งหายดีสีหน้าจึงยังไม่กลับมาเป็นปกติกระมัง รอให้นางร่างกายฟื้นฟูบางทีการที่นางไม่ได้รับเทียบเชิญคงถูกคิดบัญชีภายหลัง” กล่าวจบเขาก็หัวเราะแล้วออกเดินนำ
คนตระกูลหยาง คนตระกูลเหวินสามพ่อลูกเดินตามไปติดๆ เหลือสองตระกูลที่ยังมองตามหร่วนฉางเล่อ
เสิ่นหวังและเสิ่นลั่วสองพ่อลูกมองสบตากับเว่ยอวี้หลิงและเว่ยเจิ้งเซียว “ข้าเองก็ว่าแปลก” เว่ยเจิ้งเซียวขมวดคิ้ว “นางไม่มองพี่เหวินสักแวบ แถมตอนนางกวาดสายตามาก็...คล้ายคนไม่รู้จัก”
เว่ยอวี้หลิงเองก็คิดเช่นนั้น ทว่าเสียงของเสิ่นลั่วกลับทำให้ทุกคนเปลี่ยนความคิด “เขาทำให้นางอับอายถึงเพียงนั้น ข้าว่าครั้งนี้คงหมดเยื่อใยแล้วจริงๆ กระมัง”
ก่อนเกิดเรื่องที่นางแทบเอาชีวิตไม่รอด เหวินเสวียนคุณชายใหญ่ตระกูลเหวิน ปฏิเสธหร่วนฉางเล่อต่อหน้าธารกำนัล ทั้งยังกล่าวว่านางมีชู้รักที่เลี้ยงดูในจวนมากกว่าห้าสิบคน เช่นนี้เขาที่ยึดถือขนบธรรมเนียมอันดีงามจึงไม่อาจรับนางเป็นฮูหยินได้
วันนั้นไทเฮาโกรธที่เป็นแม่สื่อไม่สำเร็จ หมายพระทัยจะสั่งลงโทษที่ตระกูลเหวินกล้าปฏิเสธความปรารถนาดีของพระองค์ ทว่าได้หร่วนฉางเล่อช่วยออกหน้า ดังนั้นงานเลี้ยงในวังหลวงจึงจบลงด้วยความกระอักกระอ่วน ยิ่งไปกว่านั้นยังเกิดเรื่องลอบสังหารทำให้หร่วนฉางเล่อแทบเอาชีวิตไม่รอดอีก
ด้านนอกลือกันว่าวันนั้นหากหร่วนฉางเล่อไม่รอด เกรงว่าตระกูลเหวินคงล่วงเกินไทเฮาเข้าแล้ว แม้เป็นคนของรัชทายาทก็คงไม่อาจช่วยให้รอดพ้นคราวเคราะห์ไปได้ โชคดีที่หญิงสาวรอดตายมาได้...
ชาวบ้านไม่ว่ามุมถนนใดล้วนตระหนักดี หร่วนฉางเล่อประมุขคนงามผู้มั่งคั่งชอบพอคุณชายใหญ่ตระกูลเหวิน เหวินเสวียน แม้จะถูกเขาปฏิเสธกี่ครั้งก็ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลง ทว่าวันนี้นางกลับมองเมินเหวินเสวียนอย่างเห็นได้ชัด
ใช่...แปลกมาก