บทที่ 1.1
สายลมโหมกระโชก พายุพัดซัดกระหน่ำ กลางดึกอันเงียบงันอยู่ๆ ก็เกิดพายุฝนโหมรุนแรง เมืองลั่วหยางอันสงบสุขคืนนี้กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความหวาดกลัว ฝนเทลงมาหลังสายลมกระโชก
เสียงหยาดฝนกระทบหลังคาดังสลับกับเสียงอสุนีบาต แสงวับวาบทำให้มองเห็นท้องฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยกลุ่มเมฆดำทะมึนดูคล้ายปิศาจแห่งรัตติกาล เสียงอสุนีบาตดังสนั่นติดต่อกันราวกับท้องฟ้ากำลังจะถล่มลงมาในไม่ช้า พร้อมกันนั้นก็มีครืนๆ ดังขึ้นเป็นระลอกสะท้อนไปมาทุกด้าน
ท่ามกลางความน่าหวาดหวั่น กลับมีเงาร่างของสตรีนางหนึ่งสวมชุดสีขาวเปียกโชก นางเดินเท้าเปล่ามากับแสงวับวาบสาดประกายของแสงอสุนีบาต กระทั่งหยุดลงยังหน้าจวนที่แขวนแถบผ้าสีขาวเป็นสัญลักษณ์ของการไว้ทุกข์ สตรีนางนั้นเดินเข้าไปด้วยท่าทีเหม่อลอย
ยามเฝ้าประตูที่แอบงีบหลับลืมตาขึ้นมาเห็น เขาเบิกตาอ้าปากค้างด้วยความหวาดกลัว แหกปากตะโกนขึ้นมาสุดเสียง
“ผีหลอก!!!”
สตรีนางนั้นไม่ได้หยุด ไม่สนใจเสียงแหกปากด้วยความหวาดกลัวนั้น นางเพียงเดินไปยังโถงของจวน โถงกว้างมีโลงศพตั้งอยู่ รอบๆ ร้างไร้ซึ่งผู้คน ไม่มีคนเฝ้า ไม่มีสาวใช้คอยต้อนรับ ไม่มีใครเลยที่ยอมเสียเวลาไว้ทุกข์ส่งคนตายสู่ปรโลก
ช่างน่าเศร้า...หน้าโลงศพอันเดียวดายนั้น แม้แต่ธูปไว้ทุกข์ก็ไม่มีใครคอยเฝ้าไม่ให้ดับมอด
นางก้าวเดินเข้าไป...ช้าๆ ทิ้งร่องรอยเปียกชุ่มเอาไว้เป็นทางยาว บนพื้นสะอาดสะอ้านบัดนี้กลับเต็มไปด้วยคราบโคลนเปียกแฉะ ถึงอย่างนั้น...เจ้าบ้านกลับไม่มีใครเลยที่ยอมปรากฏตัว
แสงวับวาบระลอกใหญ่วูบขึ้น พร้อมกันนั้นก็มีเสียงอสุนีบาตฟาดลงมาพาดผ่าน ป้ายหน้าจวนมีอักษรงดงามทั้งยังหนักแน่นแขวนอยู่ ถึงอย่างนั้นทันทีที่สายฟ้าฟาดลงป้ายหน้าจวนก็แตกกระจายร่วงหล่น
...นั่นเป็นป้ายอักษรของจวนตระกูลเฉิง ตระกูลคหบดีอันดับหนึ่งของเมืองลั่วหยาง
ด้านหลังมีเสียงฝีเท้าวุ่นวายดังขึ้น สตรีนางนั้นยังคงมองเหม่อไปยังโลงศพ ก้าวเดินเข้าไปจนใกล้จากนั้น...ออกแรงดันฝาโลงให้เปิดออก!!!
เฉิงหลันซู...ประมุขตระกูลเฉิงผู้มากความสามารถนอนนิ่งอยู่ในนั้น ใบหน้าแม้งดงามแต่ก็ซีดขาวแข็งทื่อ มือทั้งสองข้างวางประสานกันบนอก ชุดที่นางสวมเป็นแพรพรรณชั้นดีราคาสูงลิ่ว เครื่องประดับบนเรือนกายเต็มไปด้วยหยกล้ำค่า กำไล ปิ่นหยก ต่างหู แม้แต่ถุงหอมก็เป็นใบโปรดของนาง...
มือใหญ่ข้างหนึ่งยื่นมาหยุดมือของหญิงสาวเอาไว้ไม่ให้แตะลงไปบนใบหน้าของคนตาย... นางค่อยๆ หันกลับไปมองเขา ถามเขาด้วยน้ำเสียงเหม่อลอย
“นาง...ตายแล้วจริงๆ หรือ”
“คุณหนูสิบเอ็ดให้เกียรติผู้ตายด้วย”
นางมองเหม่อสำรวจใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาของอีกฝ่าย “ให้เกียรติ?? แต่...นางจะตายได้อย่างไร ข้าจะตายได้อย่างไร ข้าก็ยืนอยู่ตรงนี้ มันไม่มีเหตุผลเลย ข้า...”
“คุณหนูสิบเอ็ด?”
“ข้าไม่ใช่...” นางมองเขาดวงตาเต็มไปด้วยความสับสนและสิ้นหวัง “ข้าไม่ใช่นาง ไม่ใช่คุณหนูสิบเอ็ดอะไรนั่น ไม่ใช่”
“แล้วเจ้าคือผู้ใด”
“ข้าคือ...” นางมองไปยังเฉิงหลันซูจากนั้นก็พูดไม่ออก
ความสับสนมากมายในดวงตา ท่าทางอ่อนแรงและสิ้นหวังของหญิงสาว ทำให้ชายหนุ่มที่ยังคงประคองนางยังข้างโลงศพรู้สึกสงสัย “เจ้ามาที่นี่คนเดียว?” เขาถาม
นางพยักหน้าจากนั้นก็มองไปยังสตรีชุดแดงที่เพิ่งก้าวเข้ามา หญิงสาวเบิกตายื่นมือไปหาอีกฝ่าย “อิ๋งชุน...” ทว่าอยู่ๆ นางก็หน้ามืดจากนั้นก็ไม่รับรู้อะไรอีก
“พวกท่านมาทำอะไรที่นี่ เกิดอะไรขึ้น! หัวหน้าอวี๋ท่านทำอะไร!”
ชายหนุ่มยังคงงุนงงขณะประคองหญิงสาวอ้อนแอ้นเปียกปอนในอ้อมแขน เขาโบกมือให้คนของตนรีบเข้ามาจัดการปิดโลงศพให้เรียบร้อย “แม่นางอิ๋งชุน ประมุขเฉิงสนิทสนมกับคุณหนูสิบเอ็ดหรือ”
“คุณหนูสิบเอ็ด?? ใคร?”
อวี๋เฟิงเยี่ยนก้มลงมองใบหน้าซีดขาวของหญิงสาวในอ้อมแขน “คุณหนูสิบเอ็ดจวนเจ้ากรมตุลาการ ลั่วเฟิ่งหลัน”
“ข้าไม่เคยพบนางมาก่อน มั่นใจว่าประมุขไม่เคยไปมาหาสู่กับจวนขุนนาง ยิ่งเป็นขุนนางระดับสูงยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้”
“แต่นางคล้าย...รู้จักประมุขเฉิง”
อิ๋งชุนขมวดคิ้วเดินเข้ามามองสำรวจใบหน้าของหญิงสาวที่ไม่ได้สติ “ข้าไม่เคยพบนาง มั่นใจว่าตลอดเวลาที่ข้าอยู่ข้างกายประมุขเฉิงข้าไม่เคยเห็นพวกนางอยู่ด้วยกัน หรือ...แม้กระทั่งไปมาหาสู่”
“นั่นสินะในเมื่อข้าได้ยินมาว่านางร่างกายอ่อนแอและไม่เคยก้าวออกมาจากจวน เช่นนี้แล้ว...นางมาที่นี่ได้อย่างไร ยังมี...นางจะรู้จักประมุขเฉิงได้อย่างไร” เขาพึมพำกับตัวเองเสียงเบา
“ที่นี่ยังมีรถม้าอยู่ ท่านจะส่งนางกลับจวนหรือไม่ ด้านนอกฝนตกหนักแบกไปทั้งอย่างนี้คงไม่เหมาะนัก” อิ๋งชุนเสนอ
“เช่นนั้นก็รบกวนแล้ว”