ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้น
ฟ่านจื่อหลี่ใกล้จะตายแล้ว
เธอนั่งอยู่บนรถเข็น ใบหน้าเรียวสวยปราศจากสีเลือด นัยน์ตาเหม่อมองตรงไปยังแมกไม้เขียวขจีและดอกไม้นานาพรรณเบื้องหน้า
พยาบาลเดินเข้ามาเข็นรถให้เธอ "เรากลับกันเถอะค่ะ"
ฟ่านจื่อหลี่ส่งเสียงตอบรับในลำคอ เธอมองทิวทัศน์สีเขียวเบื้องหลังด้วยความอาลัยอาวรณ์
ช่างน่าเจ็บใจเสียจริง เด็กกำพร้าอย่างเธอที่อุตส่าห์ส่งเสียตัวเองเรียนจนจบ และทำงานได้ไม่กี่เดือน ก็มาป่วยด้วยโรคร้ายและกำลังจะตายภายในเวลาอันใกล้นี้แล้ว
เมื่อช่วงเวลาแห่งความตายใกล้มาถึงก็มีเสียงดังขึ้นมาในหัว
(เจ้ารู้สึกว่าโลกนี้มันไม่ยุติธรรมใช่ไหม ไปกับข้าดีหรือไม่ ถ้าเจ้าไปกับข้า เจ้าจะได้รับชีวิตใหม่ที่อายุยืนยาวนะ)
เสียงหนึ่งดังขึ้นในความมืด ฟ่านจื่อหลี่ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นว่า “อืม…ไปสิ”
เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งฟ่านจื่อหลี่ก็อยู่ในพื้นที่สีขาว ฝ่าเท้าของเธอล่องลอยไม่ได้อยู่ติดกับพื้น
"นี่... ฉันตายแล้วเหรอ" ฟ่านจื่อหลี่ถามขึ้นเพราะรู้สึกร่างกายเบาหวิวเหมือนไร้น้ำหนัก
(สวัสดี ข้าคือเทพธิดาประจำตัวของเจ้า)
"เทพธิดาประจำตัวอย่างนั้นเหรอคะ"
(ใช่แล้ว หน้าที่ของข้าคือช่วยเหลือและเปลี่ยนชะตาให้เจ้า )
"แล้วฉันต้องทำยังไงต่อเหรอคะ ต้องกลับไปเจ็บป่วยที่ร่างเดิมหรือเปล่า" ฟ่านจื่อหลี่รีบถาม เพราะเธอยังรู้สึกทุกข์ทรมานกับความเจ็บป่วยของร่างกาย
(ข้าจะส่งเจ้าไปยังร่างกายใหม่ แม้ช่วงแรกจะมีความลำบากในการใช้ชีวิตอยู่บ้าง แต่เจ้าจะไม่ได้เจ็บป่วยร้ายแรงแน่นอน)
"แล้วเจ้าของร่างเดิมจะไปไหนคะ”
(นางได้ไปอยู่ในโลกใบใหม่กับบิดามารดาของนางแล้ว และตอนนี้ก็ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขดี)
“อ้อ…แล้วคุณช่วยฉันจะได้ประโยชน์อะไรคะ”
(ถ้าชะตาชีวิตของเจ้าเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ข้าก็จะได้รับแต้มบุญและพลังบำเพ็ญเพียรก็เพิ่มขึ้น)
“อ้อ…ถ้าอย่างนั้นคุณพอจะมีตัวช่วยให้ฉันไหมคะ”
(แน่นอนว่ามี…โลกที่เจ้าจะเข้าไปอยู่จำเป็นต้องใช้สิ่งของเหล่านี้ ข้าจะมอบน้ำพุวิเศษและมิติคลังยาให้เจ้า)
“มิติคลังยาและน้ำพุวิเศษอย่างนั้นเหรอคะ”
ทันใดนั้นเบื้องหน้าก็มีจอภาพโปร่งใสปรากฏขึ้นมา ภายในนั้นมีบ่อน้ำพุวิเศษที่สามารถช่วยชีวิตคนใกล้ตายให้กลับมามีลมหายใจได้ และโกดังที่เต็มไปด้วยยาสมุนไพรจีนและยาแผนปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่เป็นยาแก้อักเสบและยาฆ่าเชื้อ
ฟ่านจื่อหลี่เห็นแล้วก็ยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจ
เมื่อมีตัวช่วยที่วิเศษเช่นนี้ เธอก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป
(ไปเถอะ….ขอให้มีความสุขกับการเปลี่ยนชะตา…ข้าจะคอยช่วยเหลือเจ้าอยู่ห่างๆ)
………
ณ จวนนายพลใหญ่แห่งเมืองผิงเฉิง
รถยนต์คันหนึ่งมุ่งหน้าตรงไปยังประตูใหญ่ของจวนนายพลใหญ่ด้วยความเร็วสูง
เหล่าทหารยามที่ถือปืนยืนประจำการอยู่ เมื่อจำป้ายทะเบียนรถได้ก็รีบยืนตัวตรงตบเท้าทำความเคารพตามระเบียบทหารทันที
“นายพลน้อย!”
ฮั่วเป่ยเย่ซึ่งนั่งอยู่ที่เบาะหลังของรถพยักหน้าเล็กน้อย
เมื่อรถจอดสนิทที่ลานหน้าจวน นายทหารอารักขารีบกระโดดลงจากรถเพื่อเปิดประตูเบาะหลังให้ทันที
ครู่ต่อมา ‘ฮั่วเป่ยเย่’ ที่สวมชุดทหารสีเทาคลุมทับด้วยเสื้อโค้ทตัวยาวสีเดียวกัน ก้าวเดินเข้ามาภายในตัวคฤหาสน์ กลิ่นอายรอบกายดูน่าเกรงขาม
ขณะที่เขากำลังจะก้าวเข้าสู่ห้องโถงรับแขก เด็กสาวในวัยแรกรุ่นคนหนึ่งก็วิ่งถลาเข้าหาเขา
“พี่ใหญ่ ในที่สุดพี่ก็กลับมาสักที!”
ใบหน้าที่ดูดุดันของฮั่วเป่ยเย่พลันอ่อนโยนลงทันตา “เสี่ยวเหมย น้องโตแล้วนะ ทำไมยังทำตัวโผงผางแบบนี้ อย่าลืมสิว่าน้องคือคุณหนูแห่งจวนนายพลนะ” น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความดุ
ฮั่วชิงเหมยทำปากยื่น “พี่ใหญ่ พี่ไม่รักหนูแล้วเหรอ หนูแค่ไม่ได้เจอพี่ตั้งนาน ก็เลยคิดถึงนี่นา”
“เธอนี่นะ ช่างออเซาะเสียจริง ต่อไปไม่รู้ว่าใครจะกล้าแต่งด้วย” ฮั่วเป่ยเย่ถอนหายใจอย่างอ่อนใจ “พี่ซื้อของขวัญมาฝาก ไปดูสิ”
“เลขาหลิว เอาของขวัญของคุณหนูมานี่”
“ครับ นายพลน้อย” เลขาหลิวรีบหยิบกล่องของขวัญสุดกล่องใหญ่จากในรถมายื่นให้ฮั่วชิงเหมย “คุณหนูครับ นี่คือของขวัญที่นายพลน้อย นำมาจากเมืองไห่เฉิงครับ”
ฮั่วชิงเหมยหยิบกล่องหนึ่งมาแกะออกดูด้วยความดีใจ ดวงตาพลันเป็นประกาย “ว้าว น้ำหอมนี่นา”
ฮั่วเป่ยเย่ยิ้มตอบ “ชอบไหม นี่คือน้ำหอมนำเข้าจากฝรั่งเศส รับรองว่าให้น้องใช้ได้ไปอีกพักใหญ่เลยล่ะ”
“ชอบค่ะ ขอบคุณค่ะพี่ใหญ่!”
ฮั่วชิงเหมยรับของขวัญไว้ด้วยความร่าเริง แล้วเดินกระโดดโลดเต้นตามพี่ชายเข้าไปในห้องโถง
“พี่ใหญ่ ช่วงที่พี่ไม่อยู่ มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นเรื่องหนึ่งค่ะ คุณพ่อคลุมถุงชนหมั้นหมายพี่กับลูกสาวของนายพลใหญ่แห่งเมืองเซียงโจว ตอนนี้เธอพักอยู่ที่จวนเรานี่แหละค่ะ….หน้าตาก็ดูใช้ได้นะคะ…แต่ติดที่นิสัยดูเย็นชาไปหน่อย”
ฮั่วชิงเหมยรายงานสถานการณ์เหมือนลำโพงกระจายเสียงตัวน้อย
“ว่าไงนะ!” ฝีเท้าของฮั่วเป่ยเย่ชะงักกึก คิ้วขมวดมุ่น “คุณพ่ออยู่ที่จวนหรือเปล่า”
ฮั่วชิงเหมยกล่าวต่อ “คุณพ่อออกไปตรวจฐานที่มั่นตั้งแต่เช้ามืด ป่านนี้ยังไม่กลับมาเลยค่ะ”
“น้องไปดูของขวัญเถอะ พี่จะไปจัดการงานที่ห้องหนังสือหน่อย” ฮั่วเป่ยเย่หันหลังกลับ แล้วเดินตรงไปยังห้องทำงานเพื่อต่อสายโทรศัพท์ทันที
จากเดิมที่เขากำลังอารมณ์ดี ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความโกรธ เขาเพิ่งไปรับอาวุธยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่จากเมืองไห่เฉิงกลับมา ใครจะไปนึกว่าคุณพ่อจะแอบคลุมถุงชนให้เขาแบบนี้
ตระกูลฟ่านแห่งเมืองเซียงโจวตอนนี้ไม่มีผลประโยชน์อะไรให้น่าเกี่ยวดองด้วยแล้ว!
นายพลใหญ่ฟ่านถูกนายพลใหญ่ฉีจัดการ และตระกูลฟ่านก็พ่ายแพ้ยับเยิน
ฮั่วเป่ยเย่ต่อสายไปยังฐานที่มั่น และปลายสายรับอย่างรวดเร็ว
“ผมฮั่วเป่ยเย่ ขอสายท่านนายพลใหญ่ครับ!”
[ครับ นายพลน้อย โปรดรอสักครู่!] พนักงานรับสายวางโทรศัพท์แล้วรีบวิ่งไปรายงาน
ครู่หนึ่งนายพลใหญ่ก็รับสายด้วยท่าทีสุขุม
[เป่ยเย่ กลับมาแล้วรึ ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่]
“เรียบร้อยครับ” ฮั่วเป่ยเย่ตอบสั้นๆ ก่อนจะเปลี่ยนประเด็นทันที “คุณพ่อ ผมได้ยินจากเสี่ยวเหมยมาว่าคุณพ่อตกลงเรื่องงานแต่งงานให้ผม พ่อครับ…สมัยนี้ไม่ใช่ยุคเก่าแล้ว ผมไม่เห็นด้วยกับการคลุมถุงชน และไม่อยากเกี่ยวดองกับตระกูลฟ่านด้วย!”
ฮั่วเป่ยเย่ประท้วงด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
[เป่ยเย่ อย่าเพิ่งโมโหไป พ่อเห็นแก่ความเป็นเพื่อนสมัยเรียนเตรียมทหารกับนายพลใหญ่ฟ่าน เลยรับลูกสาวเขามาดูแล ดังนั้นเราจึงยังไม่ได้ประกาศการหมั้นหมายลงหนังสือพิมพ์ ส่วนลูกจะแต่งกับเธอหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับตัวลูกเอง พ่อจะไม่บังคับ ถ้าลูกไม่ชอบเธอ พ่อก็จะรับเธอเป็นลูกบุญธรรม รอจนสงครามสงบลงค่อยส่งเธอไปเรียนต่อต่างประเทศ]
“ตกลงครับ ผมเข้าใจแล้ว ขอบคุณครับคุณพ่อ” ฮั่วเป่ยเย่วางสายพลางลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก หลังจากนั้นเขาก็เดินทอดน่องไปที่ริมหน้าต่างเพื่อมองทิวทัศน์ด้านนอก
เมื่อสายตากวาดไปเห็นมุมหนึ่งในสวนหลังบ้าน สีหน้าของฮั่วเป่ยเย่ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
หญิงสาวที่กำลังนั่งไกวชิงช้าอยู่นั้น…ทำให้เขาหยุดมองอย่างไม่รู้ตัว