บทที่ 3.4
อวิ๋นเสียนกลับไปรายงานผู้เป็นนายด้วยสีหน้าที่ยังคงอึ้งงัน เห็นผู้เป็นนายหัวเราะออกมาเบาๆ เขาได้แต่ตกตะลึง “คุณชายสตรีผู้นี้...”
“พี่สาววางแผนสังหารน้องสาวว่าอำมหิตแล้ว คนน้องกลับอำมหิตกว่า ใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดระแวงไปทั้งชีวิต อยู่มิสู้ตาย รั่วเซวียนผู้นี้ช่าง...”
ตอนนี้แม้แต่ฟางเหยียนหยางเองก็คาดไม่ถึงว่าเรื่องจะออกมาแบบนี้ “แล้ว...เจ้าจะบอกได้หรือยังว่าเหตุใดให้อวิ๋นเสียนตามสืบเรื่องนี้ ไม่สิ...เจ้ามาที่เมืองลั่วอี๋ คุณหนูสี่เองก็ปรากฏตัวในวันเดียวกัน...”
“หากเรื่องนี้ถึงที่ว่าการ ข้าพร้อมเป็นพยานให้นางว่าถูกพี่สาวจับโยนลงไปในแม่น้ำ ข้าเห็นกับตาเลยละ” จวินซีหลิวกล่าว
ฟางเหยียนหยางอ้าปากค้าง “แล้วเจ้าไปเห็นเหตุการณ์ได้อย่างไร”
“พูดถึงเรื่องนี้...”
เขากำลังตามสืบเรื่องการหลอมเงินปลอม เพราะทหารที่อยู่ชายแดนแอบส่งข่าวมาว่าเงินที่ทางการส่งไปยังชายแดนนั้นถูกยักยอกไปกว่าครึ่ง
กรมการคลังส่งเงินกับเสบียงไปพร้อมกัน จำนวนครบถูกต้อง ทว่าตอนถึงชายแดนทหารนำเงินไปหลอมแบ่งสันปันส่วน กลับพบว่าเงินที่ได้นั้นไม่ครบตามจำนวน อีกทั้งเงินที่ได้รับก่อนหลอมนั้นพบว่าโปร่งและน้ำหนักเบากว่าเงินหลวงมากนัก
จวินซีหลิวแอบปลอมตัวมากับขบวนขนเงิน ตอนพบว่าขบวนขนเงินเปลี่ยนจากรถม้า ลงเรือแล่นมาตามแม่น้ำเหอหนาน เรื่องนี้ไม่มีในบันทึกการขนส่ง เขาลอบปะปนไปกับเจ้าหน้าที่ในขบวน กระทั่งพบว่า...การขนส่งทางน้ำร่นเวลาในการเดินทางได้ถึงกึ่งหนึ่ง มีเวลามากพอที่จะหลอมเงินใหม่จากนั้นส่งไปยังกองทัพตามกำหนดเดิม...
“น่าเสียดายที่ข้าถูกสงสัยก่อน หาไม่คงรู้แล้วว่าเรือจอดเทียบท่าที่เมืองใด จากนั้นเราก็จะรู้ว่าเงินปลอมถูกหลอมที่ไหน ใครเกี่ยวข้องกับการหลอมเงินปลอมพวกนี้บ้าง”
“ก็ยังไม่กระจ่างว่านางกับเจ้า...”
“ข้าบาดเจ็บตกลงมาจากเรือขนส่ง ตอนกำลังจะขึ้นฝั่งเห็นพี่สาวของนางสั่งให้สาวใช้ลากนางโยนลงน้ำ ท่าเรือนั่นน้ำเชี่ยวข้าเกาะได้ไม่นานจึงถูกน้ำพัดไป ตอนข้ากำลังจะจมนางช่วยข้าเอาไว้แถมยังทำแผลแล้วอยู่เฝ้า ตอนนั้นช่วยข้าขึ้นมาแล้วนางจะจากไปเลยก็ย่อมได้ แต่นางยังอุตส่าห์ช่วยข้า แผลที่ต้นขากับที่ไหล่ลึกมากหากไม่ได้นางข้าคงตายไปแล้ว”
“แล้ว...นางรู้ฐานะของเจ้าหรือไม่”
“นางฉลาดมาก”
ฟางเหยียนหยางอ้าปากกำลังจะโวยวาย ชายหนุ่มยิ้ม “นางไม่รู้หรอก น่าจะเพียงสงสัยว่าข้าไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา นางเลือกที่จะไม่สงสัย ไม่พูด ไม่ถาม ไม่บอกฐานะของนางเอง ข้าเองก็เลือกที่จะเงียบ ไม่เป็นไรหรอกข้าคิดว่านางคงไม่เป็นภัย”
ฟางเหยียนหยางไม่คิดเช่นนั้น “สตรีที่เพิ่งทำให้พี่สาวอยู่ไม่สู้ตายเจ้ายังบอกว่านางไม่เป็นภัย??”
“ใช่ อย่างน้อยก็ไม่ใช่กับข้า เอาละเลิกพูดถึงนาง ตอนนี้ข้ามีเรื่องสำคัญกว่าต้องทำ” เขากลับมามีสีหน้าเคร่งเครียด “ข้าต้องส่งข่าวกลับไปที่เมืองหลวง ยิ่งเร็วยิ่งดี แต่ข้าไม่อาจไว้ใจผู้ใด”
ฟางเหยียนหยางกลอกตา “ข้าไปเองก็ได้ ถือโอกาสนี้ไปเยี่ยมคารวะจวินฮูหยิน ส่งข่าวให้นางรู้ว่าเจ้ายังไม่ตาย” พูดจบก็ถลึงตาให้สหาย “คนอื่นมากมายทำไมเจ้าจะต้องเสี่ยงชีวิตตัวเองให้ได้ ข้าละอยากให้ท่านน้าขังเจ้าเอาไว้ในจวนจริงๆ” เขาบ่นพึมพำ “เจ้าพักผ่อนเถิด มะรืนข้าจะออกเดินทางก่อนไปมีหลายเรื่องต้องกำชับ พรุ่งนี้ข้ายังต้องไปพบท่านเจ้าเมือง หากอยู่ๆ ก็ไปเมืองหลวงอาจเป็นที่สงสัย”