1 ผู้หญิงกินผัว
1
ผู้หญิงกินผัว
ที่ลานหน้าบ้านไม้เก่าหลังเล็กๆ จ้าวเจียลี่นั่งอยู่บนม้านั่งไม้ตัวเตี้ย ดวงตาที่หมองหม่นจ้องมองไปยังความมืดมิดของทุ่งนากว้าง มือที่เคยเนียนนุ่มบัดนี้หยาบกร้านและเต็มไปด้วยร่องรอยตรากตรำทำงานหนักมาตลอดหลายปี เธอในวัยยี่สิบกว่าปีดูซูบผอมและโรยราจนน่าใจหาย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อพิสูจน์ความกตัญญูและลบล้างคำครหาที่ชาวบ้านพากันตราหน้าว่าเธอเป็น…ผู้หญิงกินผัว
ห้าปีแล้ว ห้าปีที่เธอครองตัวเป็นม่ายหลังจากที่จางเว่ยถิงสามีที่เพิ่งแต่งงานกันได้เพียงคืนเดียวต้องมาด่วนจากไปเพราะอาการหัวใจวายกะทันหันในคืนเข้าหอ ตั้งแต่วันนั้นจ้าวเจียลี่ก็แบกรับภาระทุกอย่างในบ้าน คอยปรนนิบัติแม่สามีที่เจ็บออดๆ แอดๆ อย่างไม่เคยปริปากบ่น เธอทำงานรับจ้างทุกอย่างเพื่อหาเงินมาซื้อยาและอาหารดีๆ ให้แม่สามี ในขณะที่ตัวเองต้องกินเพียงข้าวต้มใสๆ กับผักดอง
แต่ในขณะที่เธอกำลังจะลุกขึ้นเพื่อเข้าไปพักผ่อน เสียงฝีเท้าของคนสองคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูรั้ว ก่อนที่เสียงผลักออกอย่างแรงจะดังตามมา
จ้าวเจียลี่ชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจของเธอเต้นระรัว เมื่อเห็นร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาในลานบ้าน ใบหน้านั้น ดวงตาคู่นั้น แม้จะดูดีมีภูมิฐานขึ้นในชุดเสื้อเชิ้ตขาวและกางเกงสแล็คแบบคนในเมืองหลวง แต่เธอไม่มีทางจำผิดเด็ดขาด เพราะว่าเขาคือสามีที่ขึ้นชื่อว่าตายไปแล้วของเธอนั่นเอง
"จางเว่ยถิง...ผะ...ผีหลอกอย่างนั้นเหรอ" เสียงของเธอสั่นเครือราวกับคนละเมอ
"ฉันไม่ใช่ผีหรอกเจียลี่ ฉันยังไม่ตาย"
จางเว่ยถิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไร้ซึ่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เขาไม่ได้มาเพียงลำพังข้างกายของเขามีหญิงสาวสะสวยแต่งตัวทันสมัย สวมกระโปรงบานและรองเท้าคัทชูหนังเงาวับ หล่อนควงแขนเขาไว้อย่างเปิดเผย
"คุณยังไม่ตาย! เป็นไปได้ยังไง วันนั้นฉันเห็นกับตาว่าคุณตายไปแล้ว!"
จ้าวเจียลี่ถอยหลังไปจนติดกำแพง ความสับสนและตกใจทำให้เธอแทบตั้งตัวไม่ติด
"มันก็แค่แผนการแกล้งตายง่ายๆ เท่านั้นแหละ" จางเว่ยถิงยิ้มมุมปาก พลางมองสำรวจบ้านที่ทรุดโทรมด้วยสายตาดูแคลน
“แกล้งตายงั้นเหรอ!”
"ถ้าฉันไม่ทำแบบนั้น ฉันจะหนีไปอยู่เมืองหลวงกับเสี่ยวเหมยรักแรกของฉันได้ยังไง อีกอย่างแม่ของฉันเองก็เห็นดีเห็นงามด้วย ท่านไม่อยากให้ฉันต้องจมปลักอยู่ที่ชนบทแห่งนี้ไปตลอดชีวิต"
คำพูดนั้นเหมือนค้อนที่ทุบลงกลางใจของจ้าวเจียลี่ ความจริงที่ได้รับรู้มันช่างโหดร้ายและขมขื่นเกินกว่าจะรับไหว แม่สามีที่เธอคอยเช็ดตัว ป้อนข้าว ป้อนน้ำ และยอมให้ด่าทอสารพัดมาตลอดห้าปี กลับรู้เห็นเป็นใจกับลูกชายเพื่อหลอกใช้เธอเป็นทาสรับใช้
"พวกคุณมันไม่ใช่คน! ตลอดห้าปีที่ผ่านมาฉันต้องแบกรับคำนินทาว่าเป็นหญิงกินผัว ทำงานงกๆ จนร่างกายพังเพื่อเลี้ยงดูแลแม่ของคุณ แต่คุณกลับไปเสวยสุขกับผู้หญิงคนนี้งั้นเหรอ!"
"อย่ามาทำตัวเป็นนางเอกหน่อยเลยเจียลี่" เสี่ยวเหมยแทรกขึ้น "เธอเองก็เลือกที่จะทำเองไม่ใช่หรือไง วันนี้พวกเรากลับมาเพราะมีเรื่องสำคัญ เว่ยถิงบอกว่าแม่เขาทิ้งเงินเก็บและทองเล็กๆ น้อยๆ ไว้ให้ ในเมื่อแม่ตายไปแล้วมันก็ควรจะเป็นของพวกเราสิ รวมถึงค่าช่วยงานศพด้วย รีบไปเอาออกมาให้หมด พวกเราต้องใช้เงินสร้างตัวที่เมืองหลวง"
"เงินค่าทำศพงั้นเหรอ เงินพวกนั้นฉันเอาไปใช้หนี้ค่าหมอและค่าโลงศพจนหมดแล้ว! ส่วนเงินและทองที่พวกคุณว่า แม่คุณก็แอบเอาไปขายเพื่อส่งเงินไปให้คนชั่วอย่างพวกคุณใช้จ่ายที่เมืองหลวงนั่นไง!”
"โกหก! แม่ต้องเหลือเงินไว้บ้างสิ แม่บอกฉันในจดหมายฉบับสุดท้ายว่าเก็บเงินก้อนใหญ่ไว้ให้ฉันใต้แผ่นไม้ในห้องนอน เธอแอบขโมยมันไปแล้วใช่ไหม!"
"จดหมายงั้นเหรอ อ๋อ...ที่แท้พวกคุณก็ติดต่อกันมาตลอดห้าปี ที่นี่ไม่มีเงินหรอกเว่ยถิง ต่อให้มีฉันก็จะไม่ให้คุณแม้แต่หยวนเดียว ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้!" จ้าวเจียลี่หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
"บ้านเธองั้นเหรอ! นี่มันบ้านตระกูลจาง ส่งเงินมาซะนังโง่ อย่าให้ต้องลงมือ!" เสี่ยวเหมยเดินเข้ามาสมทบ หล่อนใช้มือที่ประดับด้วยแหวนทองผลักไหล่จ้าวเจียลี่อย่างแรง
"ไม่ให้! ต่อให้ฉันต้องตาย ฉันก็ไม่ให้คนสารเลวอย่างพวกคุณได้อะไรไปทั้งนั้น!"
จ้าวเจียลี่รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายผลักทั้งสองคนออกไป เธอพยายามจะวิ่งขึ้นไปยังชั้นสองเพื่อหาทางหนี แต่จางเว่ยถิงและเสี่ยวเหมยกลับวิ่งตามขึ้นไปติดๆ
การยื้อยุดฉุดกระชากเกิดขึ้นที่บริเวณหัวบันไดชั้นสอง จ้าวเจียลี่พยายามปัดป้องและตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่เสียงของเธอกลับถูกกลบด้วยเสียงลมพายุที่เริ่มกรรโชกแรง ข้างนอกนั้นฝนกำลังตั้งเค้า อีกไม่นานพายุก้อนใหญ่คงจะมาเยือนเป็นแน่
"เอามา! บอกมาว่าแกซ่อนเงินไว้ที่ไหน!"
จางเว่ยถิงคำราม เขาคว้าข้อมือของเธอแล้วบิดอย่างแรงจนเธอร้องด้วยความเจ็บปวด
"ฉันบอกว่าไม่มีไง! ไปลงนรกทั้งคู่เลยไป!"
จ้าวเจียลี่ถ่มน้ำลายใส่หน้าเขาด้วยความโกรธแค้นถึงขีดสุด จางเว่ยถิงที่ตกอยู่ในความโลภจนขาดสติ เขาใช้แรงผลักร่างที่ผอมบางของเธอออกไปอย่างแรง ในขณะเดียวกันเสี่ยวเหมยเองก็ช่วยผลักร่างนั้นให้พ้นทาง
กรี้ดดด
ร่างของจ้าวเจียลี่ลอยละลิ่วตกลงจากบันได ดวงตาที่เบิกกว้างเห็นเพียงใบหน้าของสามีที่เธอเคยรักและภักดี เขายืนมองเธอที่กำลังจะตายด้วยแววตาไร้ความสงสาร ร่างของเธอกระแทกเข้ากับขอบบันไดไม้แข็งๆ กระดูกหักปวดร้าวไปทั้งร่าง เธอนอนอยู่ที่พื้นชั้นล่างในสภาพที่คอพับบิดเบี้ยวผิดรูป
เลือดสีแดงฉานค่อยๆ ไหลซึมออกจากศีรษะ นองเต็มพื้นไม้เก่าๆ จ้าวเจียลี่พยายามจะอ้าปากสาปแช่ง แต่มันไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา นอกจากเสียงลมหายใจสุดท้ายที่รวยริน
สวรรค์ ถ้าท่านมีตาได้โปรดให้ฉันได้กลับไปแก้แค้นพวกมันด้วยเถิด...
สติของเธอค่อยๆ ดับวูบไปท่ามกลางความมืดมิด แต่แล้ว...ความตายกลับถูกแทนที่ด้วยการตอบรับคำขอสุดท้ายของเธอ
จ้าวเจียลี่สะดุ้งสุดตัว ลมหายใจหอบถี่ เธอสัมผัสได้ถึงพื้นผิวที่นุ่มนิ่มของฟูกที่นอน กลิ่นที่เตะจมูกไม่ใช่กลิ่นคาวเลือด แต่เป็นกลิ่นหอมจางๆ ของเหล้ามงคลราคาถูก
เธอรีบลุกขึ้นนั่ง หัวใจยังเต้นโครมครามจนเจ็บหน้าอก แสงจากเทียนมงคลสีแดงส่องสว่างอยู่ทั่วห้อง บนผนังมีตัวอักษรเขียนว่าความสุขแปะอยู่ นี่มันห้องหอของเธอกับจางเว่ยถิงเมื่อห้าปีที่แล้ว!
เมื่อก้มลงมองมือของตัวเอง มันยังดูมีเลือดฝาดไม่เหี่ยวแห้งหยาบกร้านเหมือนก่อนตาย ร่างกายของเธอก็ไม่ได้เจ็บปวดร้าวระบมเหมือนถูกของหนักทับ เธอยังไม่ทันจะได้ตั้งตัว เสียงเตียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดก็ดังขึ้นข้างกาย พร้อมกับเสียงร้องครางที่ฟังดูทรมาน
"เจียลี่ฉัน...ฉันเจ็บหน้าอก ช่วยด้วย!"
พอหันขวับไปมอง ร่างของจางเว่ยถิงในชุดเจ้าบ่าวสีแดงกำลังนอนดิ้นพล่าน มือของเขากุมอยู่ที่หน้าอก ใบหน้าบิดเบี้ยวแสร้งทำเป็นหายใจไม่ออก ฉากเหล่านี้ช่างคุ้นเหลือเกิน มันเหมือนฉากละครที่เคยเกิดขึ้นเมื่อห้าปีที่แล้วไม่มีผิด
จางเว่ยถิงมันช่างมีความสามารถด้านการแสดงมากจริงๆ!
น้ำตาที่ไหลออกมาในครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความโศกเศร้า แต่เป็นน้ำตาแห่งความเคียดแค้นที่ฝังลึกลงไปในกระดูก จ้าวเจียลี่ไม่ได้วิ่งออกไปตะโกนเรียกใครเหมือนชาติก่อน เธอเพียงแต่นั่งนิ่งๆ บนเตียง จ้องมองชายสารเลวตรงหน้าด้วยสายตาที่เย็นเฉียบราวกับมองซากศพที่ตายไปแล้วจริงๆ
"จางเว่ยถิง..."
เธอเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงเรียบราบ จนร่างที่กำลังแสดงละครอยู่ชะงักไปเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ
"ไป! ไปตามแม่มาที ฉันจะไม่ไหวแล้ว"
เขาพยายามแสดงบทบาทคนใกล้ตายต่อไป เธอเอื้อมมือไปหยิบถ้วยน้ำชามงคลที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาจิบช้าๆ รสชาติของมันเหมือนกับชาติก่อนไม่มีผิด เธอมองดูสามีที่กำลังแกล้งตายด้วยความสมเพช ในเมื่อมันอยากตายนักก็ช่างหัวมารดามันสิ!
จางเว่ยถิง...ในชาตินี้ฉันจะจัดงานศพให้คุณอย่างสมเกียรติที่สุด
