บทที่ 1
บทที่ 1
หลินหว่านหนิงนอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียงไม้เก่า ๆ เรือนที่นางพักอาศัยนั้นเป็นเรือนที่ทรุดโทรมที่สุดในจวน หลังคามุงกระเบื้องบางแผ่นรั่วซึม ผนังไม้ซีดจางด้วยกาลเวลา เมื่อยามลมหนาวพัดผ่าน ช่องว่างเล็ก ๆ ตามรอยแตกของผนังก็ปล่อยให้ความเย็นไหลเข้ามาโดยไม่ปรานี
มันดีกว่าเรือนของสาวใช้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ร่างกายของนางผอมแห้งจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ไหล่แคบยุบลงอย่างเห็นได้ชัด แขนขาไร้เรี่ยวแรง เพียงขยับตัวเล็กน้อยก็ปวดร้าวไปทั่วทั้งกาย ราวกับกระดูกทุกชิ้นกำลังแยกออกจากกัน
เส้นผมที่เคยดำขลับดุจแพรไหม บัดนี้กลับกลายเป็นสีขาวโพลนราวหิมะที่โปรยปรายอยู่นอกหน้าต่าง
ทั้งที่อายุเพิ่งสี่สิบกว่าเท่านั้น
แต่สภาพกลับเหมือนหญิงชราในวัยแปดสิบ
น่าขันยิ่งนัก…มารดาของนางที่มีอายุล่วงเลยหกสิบปี ยังดูงดงามสมวัย มีเลือดฝาดบนแก้ม มีประกายในดวงตา ต่างจากนางราวฟ้ากับเหว
หว่านหนิงรู้ดีว่านี่คือปลายทางของตน
ลมหายใจของนางเริ่มขาดห้วง ไอถี่ขึ้นทุกครา และทุกครั้งที่ไอ ความเจ็บปวดก็แล่นผ่านจากอกลงไปถึงช่องท้อง ราวกับมีมีดนับสิบเล่มกรีดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ตาย…ก็ดีเหมือนกัน”
เสียงแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปากแห้งผาก
“ข้า…เหนื่อยเต็มทีแล้ว” เหนื่อยกับการมีชีวิตอยู่เหนื่อยกับการแบกรับทุกอย่างเพียงลำพังเพราะนางคือบุตรสาวคนโต คำเพียงสั้น ๆ นี้ กลับกลายเป็นพันธนาการที่รัดแน่นชีวิตของนางมาตลอด
ตั้งแต่ยังเยาว์วัย นางถูกสอนให้ “เสียสละ” ถูกปลูกฝังให้ “กตัญญู” และถูกกำหนดให้เป็น “เสาหลัก” ของจวนแห่งนี้
นางต้องเรียนรู้การดูแลจวนตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งบัญชีรายรับรายจ่าย การจัดการคนในเรือน การควบคุมห้องครัว ไปจนถึงการต้อนรับแขกผู้ใหญ่
ท่านแม่ส่งนางไปอยู่กับท่านยายอยู่นานหลายปี เพื่อฝึกฝนทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ
“เจ้าคือบุตรสาวคนโต ต้องเพียบพร้อม ต้องไม่ทำให้ตระกูลขายหน้า”
คำสอนนั้นยังคงก้องอยู่ในหู
ก่อนหน้านั้น ท่านย่าคอยดูแลจวน เมื่อหว่านหนิงกลับมา ภาระทั้งหมดก็ตกอยู่ที่นางทันที
ตอนนั้น…นางยังไม่ทันปักปิ่นด้วยซ้ำ
เด็กสาววัยนั้น ควรจะวิ่งเล่น หัวเราะ หรือมีความฝันเล็ก ๆ ของตนเอง
แต่นาง…กลับต้องนั่งคำนวณบัญชี ควบคุมคนงาน และจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นในเรือนใหญ่
น้อง ๆ ของนางสามารถออกไปเที่ยวเล่น แต่งตัวสวยงาม พบปะผู้คน
ส่วนนาง…ต้องอยู่ในเรือน อยู่กับงาน อยู่กับความรับผิดชอบอยู่กับคำว่า “หน้าที่”
โชคดีเพียงอย่างเดียว คือในช่วงแรกยังมีท่านย่าคอยชี้แนะ นางจึงไม่ถึงกับล้มลงกลางทาง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป…ทุกอย่างก็ตกอยู่บนบ่าของนางเพียงผู้เดียว
หากมองจากภายนอก
ชีวิตของหลินหว่านหนิง…ดูดีเสียยิ่งกว่าใคร
นางคือบุตรสาวคนโตของขุนนางขั้นห้าได้รับการอบรมอย่างดี มีมารยาทงดงาม มีฝีมือในการดูแลเรือน
เป็นสตรีที่ใครหลายคนกล่าวว่า “เพียบพร้อม”
แต่ไม่มีใครรู้…
ว่าความเพียบพร้อมนั้น ต้องแลกมาด้วยอะไร
เมื่อถึงวัยปักปิ่น มีบัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งมาสู่ขอ เขามีฐานะปานกลางในเมืองหลวง หน้าตาสุภาพ ท่าทางอ่อนโยน และมีอนาคตที่ไม่เลว
หว่านหนิงไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรกับเขา แต่ก็ไม่ได้รังเกียจ ในฐานะสตรี นางเข้าใจดีว่าการแต่งงานไม่จำเป็นต้องเริ่มจากความรัก
ขอเพียงเป็นคนดี…ก็เพียงพอแล้ว
นางจึงรับไว้พิจารณา ทว่า…
