บทที่ 2
แสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลสาดส่องลงมายังห้องโถงกาล่าสุดหรูในโรงแรมชั้นหนึ่ง กลิ่นน้ำหอมราคาแพงและเสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงคลอเบาๆ แขกเหรื่อล้วนแล้วแต่มีสถานะ มีเงินทอง มีอำนาจ ล้วนสนทนาเรื่องราวต่างๆ
อยู่ๆ บรรยากาศกลับตึงเครียดขึ้น เมื่ออธิปก้าวเข้ามาในงาน ทว่าข้างกายของเขาไม่ใช่คู่หมั้นอย่างนิริน แต่กลับเป็นมินตรา หญิงสาวในชุดเดรสลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์ รับกับดวงหน้าน่ารักละมุนอ่อนโยน ดูราวกับดอกไม้ที่บอบบางชวนถนอม
คราวนี้แขกเหรื่อในงานเริ่มกระซิบกระซาบ สายตาทุกคู่หันไปจับจ้องที่จุดเดียว
จุดที่นิรินยืนอยู่
นิรินในชุดราตรีสีไวน์แดงขับผิวให้ดูผ่องใสและทรงอำนาจ เธอยืนถือแก้วแชมเปญด้วยท่วงท่าสง่างาม สนทนากับนักธุรกิจอย่างออกรส ใบหน้างามสงบนิ่งจนคนมองเดาอารมณ์ไม่ถูก ตอนแรกที่เธอก้าวเข้ามาก่อนโดยไร้เงาคู่หมั้นหนุ่ม คล้ายกระตุ้นให้คนเชื่อเรื่องข่าวลือเรื่องที่เข้ารพเพราะประท้วงคู่หมั้นออกงานกับดาราหญิงคนสนิท ตอนนั้นมีคนพยายามเลียบๆ เคียงๆ แต่นิรินก็ยังแย้มยิ้มมีสง่าราศี สยบปากทุกคนด้วยมาดนางพญา
แต่ตอนนี้ไม่ใช่ เมื่ออธิปมากับมินตราในงานเดียวกับนิริน มันยิ่งกว่าการถูกด่าประจานกลางถนนเสียอีก
ทุกคนกำลังรอรอดูระเบิดลง
เพราะปกตินิรินต้องพุ่งเข้าไปกระชากตบมินตรา หรือไม่ก็กรีดร้องขว้างแก้วลงพื้นอาละวาดจนงานล่มโดยไม่สนว่าจะขายขี้หน้าหรือไม่ มันเป็นแบบนั้นจนหลายคนชาชินเอือมระอาความประสาทเสียดูไม่มีราคา ซ้ำยังเพิ่มคุณค่าให้มินตราที่โดนกระทำให้ดูน่าเห็นใจอีกด้วย แต่แบบนั้นการได้เห็นดราม่าน้ำเน่าตรงหน้า ถึงจะรวยล้นฟ้าก็ยังแอบชอบมอง
"พี่อธิปคะ... มินว่าเราออกไปห่างๆ ดีกว่าไหมคะ มินกลัวคุณนิรินจะเข้าใจผิด"
มินตรากระซิบเสียงสั่น แสร้งทำเป็นหลบหลังอธิป มือเรียวเกาะแขนเสื้อเขาแน่นจนยับย่น ดวงหน้าน่ารักฉายความกลัวจนคนมองหัวใจสั่นไหว
"ไม่ต้องกลัว ฉันอยู่ตรงนี้ ใครก็ทำอะไรเธอไม่ได้" อธิปเอ่ยเสียงเข้ม สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่นิริน ราวกับจะเตือนว่าอย่าได้คิดลองดี
“ค่ะ พี่อธิป”
มินตราแอบลอบยิ้มสะใจใต้สีหน้าแสนซื่อบริสุทธิ์ ภาพลักษณ์บอบบางน่าถนอม ทำให้คนมองล้วนเห็นใจ ทั้งที่จริงๆ แล้วการกระทำมันผิดโดยสิ้นเชิง แต่มินตราไม่สนใจ ในใจคิดว่าจะเอาคืนนังตัวดีที่บังอาจตบหน้าเธอให้ได้ ถ้าไม่ติดว่าต้องแสดงความอ่อนแอ มินตราก็พร้อมจะตบกลับเช่นกัน เรื่องจิกหัวตบคนน่ะ คนอย่างมินตราไม่แพ้ใครหรอก
คราวนี้เธอเลยจงใจเดินตรงเข้าไปหานิรินพร้อมกับอธิป เพื่อบีบคั้นให้ความอดทนของนิรินขาดผึงต่อหน้าสาธารณชน
"คุณนิรินคะ..." มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หยาดน้ำตาคลอเบ้าทันทีที่สบตา
"มินขอโทษจริงๆ นะคะ ที่ช่วงนี้มินทำตัวไม่ค่อยดี รบกวนเวลาของพี่อธิปให้มาดูแลมินตลอดเลย มินไม่มีใครจริงๆ ค่ะ มินอ่อนแอ ทำอะไรก็ชักช้า ไม่เก่งเหมือนคุณนิริน คุณนิรินอย่าโกรธมินเลยนะคะ"
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่นิริน ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ อธิปเตรียมรับแรงกระแทกจากอารมณ์ร้ายของหญิงสาวตรงหน้า จะกรีดร้องใส่ หรือถลามาตบอีก จะได้รู้ว่าไอ้ความอวดดีที่เสแสร้งทำในรพ มันก็แค่ความปากดีเท่านั้น
ทว่า นิรินกลับยกแก้วบางใสแตะริมฝีปาก ละเลียดจิบแชมเปญช้าๆ ก่อนวางแก้วลงบนถาดของบริกรที่เดินผ่านมา ค่อยๆ คลี่ยิ้มละไม เป็นรอยยิ้มที่ดูผ่อนคลายและเปี่ยมไปด้วยเมตตาอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน
"จะขอโทษทำไมกันคะคุณมินตรา" น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล ทว่าชัดเจนไปทั่วบริเวณ
"ในเมื่อสิ่งที่คุณทำ มันช่วยแบ่งเบาภาระของฉันได้ตั้งเยอะ"
มินตราชะงักไปครู่หนึ่ง จนลืมปั้นหน้าน่าสงสารอย่างที่ชอบแสร้งทำ
"คะ... ภาระเหรอคะ"
"ใช่ค่ะ" นิรินก้าวเข้าไปหาทั้งคู่ แต่แทนที่จะเดินไปหาอธิปเพื่อกระชากกลับมาเอ่ยปากอ้อนวอนขอร้องดั่งเก่า เธอกลับเดินไปกุมมือมินตราอย่างแผ่วเบา ด้วยดวงหน้าเอื้ออารี
"ช่วงนี้ฉันกำลังยุ่งอยู่กับการจัดตั้งบริษัทใหม่ ตารางงานแน่นจนแทบไม่มีเวลาหายใจ พอรู้ว่าคุณมินตราคอยอยู่เป็นเพื่อน คอยปรนนิบัติดูแลคุณอธิปแทนฉันตลอดเวลา ฉันก็รู้สึกซึ้งใจจริงๆ ค่ะ"
เธอบีบมือมินตราเบาๆ พลางสบตาที่ดูไร้เดียงสานั้นด้วยแววตาเหนือกว่า แววตาของผู้ใหญ่ที่มองสิ่งเล็กกระจ้อยไร้ค่า
"ขอบคุณนะคะที่ทำหน้าที่ 'คนดูแล' ได้อย่างยอดเยี่ยม ต่อไปนี้ช่วยดูแลเขาให้ดีนะคะ เพราะช่วงนี้ฉันต้องการความเป็นส่วนตัวมากหน่อย แต่เชื่อว่าคุณมินตราทำได้ดีอยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมาคุณก็แสดงให้ฉันเห็นว่าทำได้ดีมากขนาดไหน"
ถ้อยคำอ่อนหวาน เนื้อหาเรียบง่ายแต่เชือดเฉือนถึงขั้วหัวใจ มินตราหน้าเสียจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ สมองตื้อตันต่อรับมือไม่ถูก เธอพยายามจะบีบน้ำตาต่อ แต่สายตาของแขกในงานเริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยมองมินตราด้วยความสงสาร กลับกลายเป็นมองว่าเธอคือ ‘คนดูแล’ ที่นิรินใจกว้าง ยอมให้เข้าหาคู่หมั้นตัวเอง ในวงการคนมีเงิน การมีคนดูแลแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเสียด้วย
ดังนั้นสถานะคนดูแลก็ไม่ต่างกับเมียน้อยที่เมียหลวงยอมให้เดินตามผัวตัวเองต้อยๆ
"นิริน นี่เธอเห็นฉันเป็นอะไร"
อธิปเดินมาใกล้ กดเสียงต่ำ ความรู้สึกหงุดหงิดแล่นริ้วขึ้นมา ชายหนุ่มไม่ได้คิดว่าหญิงสาวจะตอบโต้ในรูปแบบนี้ ไม่แสดงความหึงหวง ไม่ร้องไห้เสียใจอย่างเดิม แต่กลับปฏิบัติกับเขาเหมือนเป็นแค่ 'งานไม่สำคัญ ที่เธอยกให้คนอื่นทำแทน'
"เห็นเป็นคู่หมั้นที่กำลังทำตามข้อตกลงไงคะ" นิรินหันไปยิ้มให้อธิป ดวงหน้าสวยแสดงความเหนือกว่า ไม่หวั่นไหวใด ไร้กระทั่งดวงตาที่เคยระยิบระยับด้วยความรักที่มีต่อเขา
"คุณได้คนดูแลที่ถูกใจ ฉันได้มีเวลาทำงาน สังคมก็ได้เห็นว่าฉันไม่ได้ร้ายกาจเหมือนข่าวลือ ทุกอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดแล้วไม่ใช่เหรอคะ"
เธอยกแก้วแชมเปญขึ้นอีกครั้ง พยักหน้าเล็กน้อยให้ทั้งคู่ด้วยท่าทีของนางพญา ก่อนจะเดินจากไป เพื่อเข้าวงสนทนากับกลุ่มนักธุรกิจชื่อดัง ทิ้งให้อธิปยืนขมวดคิ้วท่ามกลางความสงสัย มินตราสั่นเทิ้มด้วยความแค้น แผนการเรียกคะแนนสงสารของเธอถูกทำลายยับเยิน ใครจะคิดว่านังนิรินจะมาบทบาทแม่พระแบบนี้!
"ฝากดูแลด้วยนะคุณมินตรา อย่าให้เขาเหงาล่ะ" เสียงหวานแว่วมาตามลม ยิ่งทำให้อธิปรู้สึกเหมือนผู้หญิงตรงหน้าไม่ใช่คนที่เขารู้จักมาก่อน
“มุมมองคุณน่าสนใจมาก เอาไว้เรามานัดคุยกันต่อในเรื่องนี้ ฉันจะให้เลขาติดต่อไป”
นิรินยิ้มรับคำชมจากนักธุรกิจชื่อดังมือเก่งของไทย เห็นเป็นหญิงสาวสูงวัยแต่สามารถบริหารเงินนับร้อยล้านได้อย่างชาญฉลาด
“เอาจริงที่ผ่านมาฉันคิดว่าคุณจะน่าเบื่อกว่านี้ ก็นะ ข่าวต่างๆ บางทีก็แค่ลือมากเกินไป แต่ฉันก็เคยเห็นด้วยตาตัวเองมาแล้ว”
หล่อนยิ้มมองนิรินที่สีหน้าไม่แปรเปลี่ยนทั้งที่กำลังถูกขุดอดีตออกมาพูดถึง สีหน้าที่ไม่ใช่การยอมประจบ แต่เป็นสีหน้าคนที่มั่นใจในตัวเอง และเชื่อว่ามีดีพอ
“แต่วันนี้ดูคุณเปลี่ยนไป ฉันชอบวิธีการรับมือของคุณนะ โดยเฉพาะการจัดระเบียบสิ่งของที่สมควรอยู่ในที่ที่เหมาะสมของมัน อย่าให้ออกมาสกปรกเลอะเทอะข้างนอก” หล่อนทอดน้ำเสียงลงต่ำ นิรินเข้าใจทันที เธอเองก็เคยได้ยินข่าวเรื่องสามีของผู้บริหารคนนี้มีเมียน้อยมากมาย
“ผู้ชายต่อให้เก่งกาจขนาดไหน สุดท้ายก็แพ้อะไรที่ดูปลอมๆ แบบนั้นทั้งนั้น”
“ฉันเข้าใจค่ะ เพราะงั้นผู้ชายที่อยู่ข้างฉัน ควรเป็นคนที่ไม่ตกต่ำแบบนั้น”
คราวนี้หญิงสูงวัยมองหน้าคนพูด ก่อนจะเข้าใจรอยยิ้มของนิริน หล่อนคลี่ยิ้มออกมา ในฐานะนักธุรกิจก็พอจะรู้จักอธิปอยู่บ้าง ความเชื่อมั่นในตัวเอง ความทระนงตนตามแบบผู้ชายที่ประสบความสำเร็จ มันคงสนุกน่าดูถ้าคนมั่นใจขนาดนั้นถูกผู้หญิงที่คิดว่าเป็นของตาย ทิ้งเขาไปก่อน
“เรามาคุยกันต่อถึงเรื่องบริษัทใหม่ของคุณเถอะ คุณนิริน”
นิรินยิ้มแย้มไปถึงดวงตาคู่งาม ยื่นแก้วเชมเปญชนแก้วกับอีกฝ่าย แสดงชัดว่าข้อตกลงประสบความสำเร็จด้วยดี
