ตอนที่ 6: วีรสตรีที่ผิดแผน
ยามเซิน (15.00-16.59 น.) ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง ท้องฟ้าเริ่มถูกฉาบด้วยสีส้มอมเทา ถนนสายรองที่ตัดผ่านป่าทึบนอกเมืองหลวงเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงใบไม้ไหว นี่คือเส้นทางลัดที่มักใช้สัญจรเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาผู้คน และเป็นเส้นทางเดียวกับที่ขบวนรถม้าของผู้คุมตราประทับกรมหลวงจะใช้เดินทางกลับเข้าเมืองลับๆ ในวันนี้
มู่หวั่นชิงซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้หนาทึบบนเนินดินเตี้ยๆ ที่สามารถมองเห็นถนนเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน วันนี้นางลักลอบออกจากจวนด้วยชุดบุรุษสีเข้มทะมัดทะแมง รวบผมตึง ซ่อนใบหน้างดงามไว้ใต้หมวกปีกกว้าง ในอกเสื้อซุกซ่อนยาสมานแผลชั้นดีและผ้าพันแผลเอาไว้พร้อมสรรพ นางทิ้งชุนเถาให้คอยดูต้นทางอยู่ที่จวนเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย
ในหัวของนางทบทวนแผนการซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตามความทรงจำในอดีตชาติ วันนี้ขบวนรถม้าของเผยยวนจะถูกนักฆ่าจากจวนกั่วกงซุ่มโจมตี เขาจะถูกลอบฟันจนได้รับบาดเจ็บสาหัสปางตาย เลือดอาบ ร่างกายต้องหามกลับจวนไปรักษาตัวนานนับเดือน
“หน้าที่ของข้าคือรอให้พวกมันรุมทำร้ายเขาจนเกือบจะเพลี่ยงพล้ำ แล้วค่อยกระโดดออกไปเอาตัวรับคมดาบแทนเขาสักแผล แผลเล็กๆ ที่แขนหรือไหล่ก็พอให้ดูน่าสงสาร... แค่นี้สุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ผู้นั้นก็จะต้องติดหนี้บุญคุณช่วยชีวิตข้าไปจนตาย!”
มู่หวั่นชิงยิ้มกริ่มกับแผนการ ‘วีรสตรีหน้าหนา’ ของตนเอง นางเตรียมใจเจ็บตัวเล็กน้อยเพื่อแลกกับความคุ้มครองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน การลงทุนนี้คุ้มค่ายิ่งกว่าสิ่งใด
กุบกับ... กุบกับ...
เสียงฝีเท้าม้าและล้อรถม้าบดถนนดินดังแว่วมาแต่ไกล มู่หวั่นชิงกลั้นหายใจ เพ่งสายตามองลอดกิ่งไม้ รถม้าไม้เนื้อแข็งสีแดงเข้ม ไร้ลวดลายประดับประดาแต่มองปราดเดียวก็รู้ว่าสร้างจากวัสดุชั้นยอด กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาในระยะสายตา มีเพียงคนขับรถม้าและผู้ติดตามในชุดสีเข้มอีกสองคนขี่ม้าขนาบข้าง ช่างเป็นขบวนที่ดูหละหลวมและเชิญชวนให้ลอบกัดยิ่งนัก
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
ทันใดนั้น เสียงแหวกอากาศก็ดังขวับ! ธนูอาบยาพิษนับสิบดอกพุ่งแหวกอากาศทะลวงเข้าใส่ขบวนรถม้าจากทุกทิศทาง คนขับรถม้าและผู้ติดตามชักดาบออกปัดป้องด้วยความรวดเร็ว ทว่าพริบตาต่อมา ชายชุดดำปิดบังใบหน้านับสิบคนก็กระโจนลงมาจากยอดไม้และพุ่มไม้ข้างทาง ตีวงล้อมรถม้าคันนั้นไว้แน่นหนา
“ลงมือ! ฆ่าคนที่อยู่ข้างในอย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว!” เสียงเหี้ยมเกรียมของหัวหน้านักฆ่าตวาดลั่น
การปะทะเริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือด เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟแลบแปลบปลาบ มู่หวั่นชิงเบิกตากว้าง แม้นางจะเตรียมใจมาบ้างแล้ว แต่การได้เห็นการเข่นฆ่ากันจริงๆ ตรงหน้าก็ทำเอาหัวใจเต้นระรัว
ปัง!
หลังคารถม้าแตกกระจายเป็นชิ้นๆ ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิท ไม่ใช่ชุดขันทีสีแดงที่ใส่อยู่เป็นประจำ ทะยานขึ้นสู่อากาศราวกับวิหค เหยียบเศษไม้ลอยตัวลงมายืนอยู่กลางวงล้อมของนักฆ่า เผยยวนในยามนี้ไม่มีท่าทีประจบสอพลอหรือรอยยิ้มเย็นเยียบแบบที่อยู่ในวัง ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเรียบตึง ดวงตาหงส์หรี่แคบแผ่รังสีอำมหิตจนนักฆ่าหลายคนต้องชะงัก
“สุนัขรับใช้ของจวนกั่วกง ช่างกัดไม่ปล่อยเสียจริง” เผยยวนแค่นเสียงหยัน มือข้างหนึ่งไพล่หลัง ส่วนอีกข้างถือกระบี่อ่อนที่ส่องประกายเย็นยะเยียบ
“ตายซะเถอะไอ้ขันทีโฉด!”
นักฆ่าห้าคนพุ่งตัวเข้าใส่พร้อมกัน ดาบในมือฟันฉับหมายจะสับร่างของเขาให้เป็นชิ้นๆ มู่หวั่นชิงเบิกตากว้าง จิกมือลงบนพื้นดินเตรียมพร้อม นางกำลังรอจังหวะที่เขาเพลี่ยงพล้ำ!
การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด เผยยวนเคลื่อนไหวราวกับภูตผี กระบี่อ่อนในมือพริ้วไหวพลิกแพลงดุจอสรพิษ เพียงไม่กี่ลมหายใจ นักฆ่าก็ล้มลงไปนอนจมกองเลือดถึงสามคน ทว่าพวกมันมีจำนวนมากกว่า ซ้ำยังเป็นยอดฝีมือที่จวนกั่วกงทุ่มเทฝึกฝนมาอย่างดี ในที่สุด เผยยวนก็เริ่มแสดงอาการหอบเหนื่อย การป้องกันของเขาเริ่มหละหลวม จังหวะก้าวเท้าเริ่มเสียศูนย์
โอกาสมาถึงแล้ว! มู่หวั่นชิงตาเป็นประกาย เมื่อเห็นนักฆ่าคนหนึ่งอ้อมไปด้านหลังของเผยยวน ยกดาบเล่มใหญ่ขึ้นสูง หมายจะฟันลงกลางแผ่นหลังของบุรุษชุดดำที่กำลังติดพันกับการรับมือศัตรูด้านหน้า!
“ท่านผู้คุมตราประทับ ระวัง!!!”
มู่หวั่นชิงตะโกนสุดเสียง ทะยานร่างออกจากพุ่มไม้ที่ซ่อนตัว นางสับเท้าวิ่งสุดชีวิตเข้าไปกลางวงล้อมเลือดสาด ไม่สนใจสายตาตกตะลึงของเหล่านักฆ่าและลูกน้องของเผยยวน นางพุ่งหลาวเข้าไปหมายจะผลักร่างของเผยยวนให้พ้นทางดาบ หรืออย่างน้อยก็เอาแขนเข้ารับรอยขีดข่วนเพื่อสร้างแผลสวยๆ ไว้ทวงบุญคุณ
ทว่า... สิ่งที่มู่หวั่นชิงไม่รู้ สิ่งที่นางไม่เคยรู้เลยทั้งในชาตินี้และชาติที่แล้วก็คือ... เผยยวนไม่เคยเพลี่ยงพล้ำ!
ในอดีตชาติ ข่าวลือที่ว่าเขาบาดเจ็บสาหัสปางตายจากการลอบสังหาร เป็นเพียง ‘ละครฉากใหญ่’ ที่เขาจงใจเล่นเพื่อตบตาจวนกั่วกงเท่านั้น เขาจงใจปล่อยให้ตัวเองโดนฟันตื้นๆ เพื่อใช้ข้ออ้างในการแสร้งนอนป่วยหนักอยู่ในจวนเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม อาศัยช่วงเวลาที่ศัตรูตายใจ แอบลักลอบลงใต้ไปรวบรวมหลักฐานการทุจริตและทำงานลับให้ฮ่องเต้จนสำเร็จต่างหาก
วรยุทธ์ที่แท้จริงของเขาสูงส่งเกินกว่าที่นักฆ่ากระจอกพวกนี้จะทำอันตรายได้ การหอบเหนื่อย การเสียจังหวะ ทุกอย่างคือการแสดงที่สมบูรณ์แบบ เขากำลังคำนวณวิถีดาบที่ฟันลงมา เพื่อเบี่ยงตัวรับคมดาบให้เกิดแผลที่ดูน่ากลัวแต่ไม่โดนจุดสำคัญ
ทว่า จู่ๆ สตรีบ้าบิ่นที่ไหนก็ไม่รู้พุ่งพรวดพราดเข้ามาแหกค่ายกลและทำลายการคำนวณของเขากระจุยกระจาย
เมื่อเผยยวนหางตาเห็นร่างเล็กๆ พุ่งเข้ามาขวางวิถีดาบ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง สัญชาตญาณทำให้เขาต้องรีบดึงพลังยุทธ์ที่ซ่อนเร้นเอาไว้ออกมาใช้จนหมดเพื่อหยุดยั้งความหายนะที่จะเกิดกับคนแปลกหน้า
“เจ้าคนโง่ ถอยไป!!”
เผยยวนตวาดเสียงดังกึกก้อง เขาพลิกข้อมือตวัดกระบี่อ่อนในมือกลับมาปัดป้องดาบของนักฆ่าด้านหลัง ทว่ามู่หวั่นชิงที่พุ่งเข้ามาด้วยแรงส่งเต็มกำลังกลับเบรกตัวเองไม่อยู่ ร่างของนางถลำลึกเข้าไปในระยะอันตราย
ฉัวะ!!
“อ๊ากกก!”
เสียงเนื้อถูกฟันขาดพร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ดาบของนักฆ่าที่เดิมทีควรจะเฉียดแผ่นหลังของเผยยวนไป กลับฟันฉับเข้าที่ลาดไหล่ซ้ายของมู่หวั่นชิงอย่างจัง เลือดสีแดงสดพุ่งกระฉูด ย้อมเสื้อผ้าสีเข้มของนางจนเปียกชุ่ม แรงฟันนั้นหนักหน่วงจนร่างของนางกระเด็นลอยไปกระแทกกับแผ่นอกกว้างของเผยยวน
เผยยวนรีบตวัดแขนรวบร่างที่โชกเลือดของนางเอาไว้แน่น กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งแตะจมูก เมื่อเขาก้มลงมองใบหน้าที่ซีดเผือดใต้หมวกปีกกว้างที่หลุดร่วง ดวงตาหงส์ก็หรี่แคบลงจนน่ากลัว
“คุณหนูใหญ่มู่...” เขากัดฟันกรอด เรียกชื่อสตรีที่เพิ่งพบหน้ากันเมื่อเช้าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยวและสับสน “เจ้ามาทำบ้าอะไรที่นี่!”
มู่หวั่นชิงเจ็บจนหน้ามืด อาการบาดเจ็บที่ไหล่ลึกจนแทบจะเห็นกระดูก ความเจ็บปวดนี้รุนแรงเสียจนทำให้นางนึกถึงความทรมานในคุกใต้ดินในอดีตชาติ นางหอบหายใจรวยริน ช้อนตามองใบหน้าหล่อเหลาที่บัดนี้ดำทะมึนไปด้วยโทสะของบุรุษที่นางตั้งใจจะมา ‘ช่วยชีวิต’
“ข้า... ข้ามาช่วย... ท่าน...” นางเค้นเสียงตอบอย่างยากลำบาก ริมฝีปากซีดเผือดสั่นระริก “ท่าน... ติดหนี้ชีวิต... ข้าแล้ว...”
พูดได้เพียงแค่นั้น สติของนางก็ดับวูบลง ปล่อยให้ ร่างกายอ่อนปวกเปียกทิ้งน้ำหนักลงสู่อ้อมแขนของบุรุษชุดดำอย่างสิ้นเชิง
เผยยวนช็อกค้างไปชั่วขณะ สตรีผู้นี้สมองมีปัญหาหรืออย่างไร นางพุ่งเข้ามาขวางดาบจนตัวเองเกือบตาย เพียงเพื่อจะมาทวงหนี้ชีวิตจากเขางั้นหรือ
เหล่านักฆ่าเห็นเป้าหมายเสียสมาธิก็ไม่รอช้า พุ่งทะยานเข้ามาหมายจะปลิดชีพทั้งสองคนพร้อมกัน
“ตายซะ!”
ในเสี้ยววินาทีนั้น ความอดทนของเผยยวนก็ขาดผึง แผนการแกล้งบาดเจ็บพังพินาศไม่เป็นท่า ซ้ำยังมีภาระก้อนใหญ่เป็นสตรีโง่งมที่กำลังจะเลือดหมดตัวตายในอ้อมแขน เขาไม่มีเวลามาเล่นละครตบตากั่วกงอีกต่อไปแล้ว
“สืออี! คุ้มกันนาง!”
เผยยวนโยนร่างของมู่หวั่นชิงส่งให้สืออีที่เพิ่งจัดการนักฆ่าอีกด้านเสร็จ ก่อนที่ตัวเขาจะระเบิดพลังปราณที่แท้จริงออกมา คลื่นพลังยุทธ์อันรุนแรงและเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปรอบทิศทางจนใบไม้แห้งบนพื้นปลิวว่อน
ดวงตาของหัวหน้าขันทีแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวกับมัจจุราชที่ลืมตาตื่น เขาสะบัดกระบี่อ่อนในมือเพียงครั้งเดียว ปราณกระบี่ไร้รูปก็พุ่งทะลวงตัดอากาศ
ฉับ! ฉับ! ฉับ!
ชั่วพริบตาเดียว นักฆ่าที่เหลืออีกห้าคนที่กำลังพุ่งเข้ามา ถูกปราณกระบี่ตัดร่างขาดสะพั้น ล้มลงสิ้นใจตายคาที่โดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง รอยตัดเรียบกริบ เลือดสาดกระเซ็นย้อมผืนป่าให้กลายเป็นสีแดงฉาน
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมถนนสายนั้นทันที มีเพียงเสียงหอบหายใจของสืออีและลูกน้องอีกคนที่ยังมีชีวิตรอด สืออีมองซากศพของนักฆ่าที่ตายเกลื่อนกลาดแล้วกลืนน้ำลายฝืดคอ นายท่านของเขาไม่ได้ใช้พลังยุทธ์ระดับนี้มานานแค่ไหนแล้ว
เผยยวนสะบัดคราบเลือดออกจากกระบี่อ่อนก่อนจะม้วนเก็บเข้าที่เอว เขาเดินสืบเท้าเข้ามาหาสืออีที่กำลังพยุงร่างไร้สติของมู่หวั่นชิงอยู่ ใบหน้าของเขาถมึงทึงและน่ากลัวจนสืออีต้องตัวสั่น
“นายท่าน... แผนการลอบบาดเจ็บของเราพังหมดแล้วขอรับ ซ้ำคุณหนูใหญ่ผู้นี้... เลือดไหลไม่หยุดเลย หากไม่รีบรักษา นางต้องตายแน่ๆ ขอรับ!” สืออีรายงานด้วยน้ำเสียงร้อนรน มือพยายามกดสกัดจุดห้ามเลือดให้นาง
เผยยวนจ้องมองใบหน้าที่ซีดราวกับกระดาษของมู่หวั่นชิง เขากัดฟันแน่นจนกรามปูดโปน สตรีผู้นี้ช่างเป็นตัวแปรที่รับมือยากเสียจริง เมื่อเช้าเพิ่งจะใช้แผนการหน้าหนาปั่นป่วนราชสำนักจนองค์รัชทายาทกระอักเลือด ตกเย็นกลับลงทุนเอาชีวิตมาทิ้งกลางป่าเพื่อสร้างหนี้บุญคุณกับเขา
นางรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะถูกลอบสังหารที่นี่? นางรู้เส้นทางลับนี้ได้อย่างไร และที่สำคัญ นางโง่หรือบ้ากันแน่ที่คิดว่าเขาต้องการความช่วยเหลือจากอิสตรีที่จับดาบไม่เป็นด้วยซ้ำ
แผนการลับที่จะลอบลงใต้ถูกทำลายย่อยยับเพราะความหวังดีประสงค์ร้ายของนางแท้ๆ
“พาตัวนางขึ้นม้า กลับไปที่จวนลับของเรานอกเมือง” เผยยวนสั่งเสียงกร้าว “ให้หมอเทวดาหลี่เตรียมยาสมานแผลและยาบำรุงที่ล้ำค่าที่สุดเอาไว้ หากสตรีหน้าหนาผู้นี้ตายในความดูแลของข้า อัครเสนาบดีมู่ได้ยกทัพมาถล่มกรมหลวงแน่!”
สืออีพยักหน้ารับคำ รีบอุ้มร่างของมู่หวั่นชิงขึ้นหลังม้าอย่างทะมัดทะแมง
เผยยวนก้าวขึ้นหลังม้าอีกตัว เขากระตุกบังเหียนแล้วหันไปมองซากศพของนักฆ่าจวนกั่วกง “จัดการเผาศพพวกมันให้หมด อย่าให้เหลือร่องรอย แล้วส่งคนไปปล่อยข่าวในเมืองหลวง ว่าผู้คุมตราประทับเผยถูกลอบสังหารระหว่างทาง อาการสาหัสปางตาย เป็นตายเท่ากัน!”
“แต่ว่านายท่านไม่ได้บาดเจ็บแม้แต่รอยขีดข่วนนะขอรับ?” ลูกน้องอีกคนถามอย่างงุนงง
“ข้าไม่ได้เจ็บ...” เผยยวนปรายตามองไปทางสตรีที่นอนสลบไสลอยู่บนหลังม้าของสืออี เลือดของนางยังคงหยดแหมะลงบนพื้นดิน “...แต่มีคนเจ็บเจียนตายแทนข้าไปแล้ว ในเมื่อนางอยากจะเล่นบทวีรสตรีช่วยชีวิตข้านัก ข้าก็จะสนองความต้องการของนาง ยืมแผลของนางมาสานต่อแผนการของข้าเสียเลย”
พูดจบ ร่างสูงก็ควบม้าพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวเลือดและความวุ่นวายที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น
ณ จวนลับนอกเมืองหลวง
มู่หวั่นชิงจมดิ่งอยู่ในความมืดมิด ความเจ็บปวดที่บาดลึกถึงกระดูกทำให้คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่นแม้ในยามหลับใหล นางรู้สึกเหมือนร่างกายถูกฉีกทึ้ง สติสัมปชัญญะล่องลอยอยู่ระหว่างความเป็นและความตาย
ในห้วงภวังค์ นางได้ยินเสียงฝีเท้าเดินวุ่นวาย เสียงคนสั่งการสลับกับเสียงน้ำร้อนที่ถูกเทเปลี่ยนกะละมังแล้วกะละมังเล่า และกลิ่นยาขมปร่าที่ลอยเตะจมูก
‘ข้า... ข้าตายอีกแล้วหรือ?’ นางรำพึงในใจอย่างสิ้นหวัง ‘ทำไมถึงไม่เหมือนในความทรงจำ เขาเก่งกาจถึงเพียงนั้น แผลบ้าๆ นี่ ข้ากะจะให้โดนแค่ถากๆ ไม่ใช่หรือ ทำไมมันถึงได้ลึกจนเหมือนจะขาดใจตายเช่นนี้ ข้ามันโง่จริงๆ ที่คิดจะใช้แผนตื้นๆ กับปีศาจอย่างเขา...’
ริมฝีปากที่แห้งผากของนางขยับมุบมิบ พึมพำถ้อยคำที่ไม่มีใครฟังได้ศัพท์ ทว่าจู่ๆ นางก็รู้สึกถึงสัมผัสอุ่นวาบที่ริมฝีปาก ของเหลวรสชาติขมปร่าอมหวานถูกป้อนผ่านเรียวปากเข้ามาอย่างช้าๆ มันไหลลงคอและแผ่ซ่านความอบอุ่นไปทั่วทั้งร่าง บรรเทาความเจ็บปวดลงไปได้มากโข
“รอดพ้นจากนรกมาได้ครั้งหนึ่งแล้ว ยังกล้าเอาชีวิตมาทิ้งขว้างอีกหรือ สตรีโง่เขลา...”
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหู มันเจือไปด้วยความโมโหและความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก
มู่หวั่นชิงพยายามปรือตาขึ้นมอง แต่ภาพที่เห็นกลับเลือนราง นางเห็นเพียงเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่ข้างเตียง กลิ่นไม้จันทน์เย็นยะเยือกโชยมาแตะจมูก ก่อนที่สติของนางจะดับวูบลงไปอีกครั้ง พร้อมกับความจริงที่ว่า แผนการใช้หนี้บุญคุณมัดใจจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ของนาง พังไม่เป็นท่าเสียแล้ว!