บทย่อ
บทนำ “อืมม..” มัทนาครางเบาๆทำเอาร่างใหญ่ขนลุกก่อนจะก้มมองหญิงสาวตาไม่กระพริบใบหน้าหล่อห่างไม่ถึงสองคืบแล้วหญิงสาวก็ลืมตาขึ้นกระพริบตาปริบๆมองเห็นใบหน้าหล่อลอยอยู่ตรงหน้าเหมือนเดิม “ไม่ใช่เราต้องฝันไปแน่ๆ” มัทนามองใบหน้าหล่อแล้วพูดกับตัวเองก่อนจะหลับตาอีกครั้งแล้วลืมตาขึ้นมาใหม่ว่าเธอฝันไปจริงหรือเปล่า “นี่ครูมัทตื่นมาแล้วก็ลืมตาสิ” เสียงห้าวดังขึ้นทำให้มัทนาลืมตาขึ้นมาทันทีแล้วยังเห็นหน้าหล่อของอชิระลอยอยู่ใกล้แค่คืบเดียว “คะ คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” มัทนาถามเสียงสั่นมองไปรอบห้องอย่างเลิ่กลั่ก “อ้าว,ก็นี่มันห้องผมนะครูมัท” “ละ แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” มัทนาถามแล้วลุกทะลึ่งขึ้นโดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองไม่มีเสื้อผ้าสักชิ้น “ลอยขึ้นมามั้งแม่คุณ ฮืมม..” ปากพูดแต่ตามองทรวงอกกลมกลึงขาวนวลเนียนเม็ดทับทิมสีชมพูน่าลิ้มลองทำเอาอชิระแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปาก มัทนาเห็นสายตาของเขาก็ก้มมอง “ว้ายย!! กรี้ดดดด...” หญิงสาวกรีดร้องเสียงดังเมื่อร่างกายของเธอไม่มีอะไรปกปิดจึงหยิบผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างกายเอาไว้จนถึงคอ “นี่ครูมัทจะร้องทำไมผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ” อชิระบอกหญิงสาวที่มองเขาอย่างกับไอ้บ้ากามทั้งที่ตัวเองเพิ่งจมน้ำมาหยกๆดันจำไม่ได้ “ก๊อกๆๆ ก๊อกๆๆ..” “ตากายเกิดอะไรขึ้นลูก เปิดประตูให้แม่หน่อย ตากาย..” โยษิตาเรียกลูกชายเมื่อคนสนิทบอกว่าอชิระอุ้มครูสอนพิเศษของหลานชายขึ้นมาบนห้อง “แม่ผมมารอเดี๋ยวนะครูมัท” ชายหนุ่มเดินไปเปิดประตูห้องนอนให้แม่ “เสียงใครร้องแกพาใครขึ้นมาบนห้อง” แม้จะรู้แล้วว่าเป็นใครโยษิตาก็เดินดุ่มๆไปที่เตียงนอนของลูกชายเห็นมัทนานอนอยู่บนเตียงหน้าแดงก่ำมีผ้าห่มปิดถึงคอ “เอ่อ, มะ ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะคะ” เสียงหวานพูดตะกุกตะกักเมื่อเห็นหน้าแม่ของอชิระบึ้งตึงมองเธออย่างไม่พอใจ
บทที่ 1 เด็กกำพร้า
1มีนาคม 2560
บ้านเดี่ยวหลังเล็กบนพื้นที่ขนาดหนึ่งร้อยตารางวาย่านบางบอนเป็นที่อยู่อาศัยของนางชวนชม อนิลวิเศษ วัย 52ปีอดีตอาจารย์มหาลัยที่เกษียณก่อนเพราะปัญหาเรื่องสุขภาพอาศัยอยู่กับ มัทนา อนิลวิเศษ หรือ มัท วัย29ปี หลานสาวหลังจากสามีเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ไปเมื่อสิบหกปีก่อน ชวนชมมีพี่น้องสามคนเธอเป็นพี่สาวคนรองแต่งงานกับอาจารย์ศรเพชรและย้ายจากบ้านเดิมที่อำเภอท่ายางจังหวัดเพชรบุรีบ้านเกิดมาอยู่กรุงเทพกับสามีที่ได้ตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมย่านบางแคทั้งสองไม่มีลูกด้วยกันก็รับมัทนาลูกสาวคนเดียวของภูษิตน้องชายคนเล็กที่เสียชีวิตมาเลี้ยงดูเพราะน้องสะใภ้แต่งงานใหม่ตอนหลานสาวอายุสิบขวบจึงส่งเสียให้เรียนจนจบมหาวิทยาลัยและเธอก็ไม่ได้แต่งงานใหม่จึงอยู่กันสองคนป้าหลาน
“ป้าชมทำอะไรอยู่คะ” เสียงหวานของมัทนาถามป้าที่อยู่ในครัวเพราะเธอกำลังจะไปทำงานที่โรงเรียนมัธยมเอกชนชื่อดังใกล้บ้านตั้งอยู่ติดถนนกัลปพฤกษ์ มัทนา อนิลวิเศษ สาวสวยรูปร่างสูงโปร่งใบหน้ารูปไข่ริมฝีปากอวบอิ่ม คิ้วโก่งรับกับดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้ม จมูกโด่งกำลังงาม ปลายคางเรียวลำคอระหง ผมยาวดกดำนุ่มสลวยหากแต่งหน้าแต่งตาและแต่งตัวก็จะเป็นผู้หญิงที่สวยมากแต่นานๆครั้งเธอถึงจะแต่งเวลาไปทำงานก็จะทาแป้งบางๆทาลิปสติกออกสีชมพูระเรื่อนิดๆก็สวยในแบบของเธอ พอไปเจอเพื่อนที่ทำงานเธอก็จะดูจืดๆถ้าใครตาไม่ถึงจะไม่เห็นความสวยน่ารักของเธอเพราะมีแว่นตาอันโตบดบังใบหน้าและดวงตาของเธอไว้
มัทนาทำงานที่โรงเรียนนานาชาติพัฒนา อินเตอร์เนชั่นแนล โรงเรียนมัธยมดีที่สุดในย่านบางบอนรับเด็กตั้งแต่อายุอุนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่หกมีลูกหลานคนมีเงินและเด็กที่พ่อแม่สามารถส่งเสียเล่าเรียนได้มาเรียนกันมากมาย หญิงสาวทำงานในตำแหน่งเลขาของผู้จัดการฝ่ายบัญชีของโรงเรียนและบางครั้งก็เป็นอาจารย์ มัทนาเรียนจบปริญญาตรีคณะมนุษย์ศาสตร์เอกภาษาอังกฤษจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐแต่ทำงานไม่ตรงกับสาขาที่เรียนมา เธอเริ่มทำงานแรกตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนของโรงเรียนแล้วชาวิสา ศานติทรัพย์มณี ผู้จัดการฝ่ายบัญชีเห็นเธอคล่องงานจึงดึงตัวไปช่วยงานเธอจึงทำหน้าที่เลขาและช่วยงานเรื่องบัญชีหญิงสาวทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยจนจบปริญญาโทและยังสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูอีกเพราะป้าอยากให้เป็นครูแต่เธอชอบงานที่ทำมากกว่าจึงช่วยงานสอนที่โรงเรียนเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น
“ไม่กินข้าวก่อนหรือยัยมัท” ชวนชมถามหลานสาวที่เตรียมจะไปทำงานที่อยู่ห่างจากบ้านประมาณสองกิโลเมตร
บ้านของชวนชมก็อยู่ลึกเข้ามาในซอยใกล้กับบ้านของ วัฒนากับกันตา ศานติทรัพย์มณี เจ้าของโรงเรียนมัธยม นานาชาติพัฒนา อินเตอร์เนชั่นแนล ที่หลานสาวทำงานมีภูเบศหรือพูมลูกชายคนโตกับชาวิสาหรือน้ำชาลูกสาวคนเล็กช่วยกันบริหาร
“วันนี้มัทมีประชุมเช้าค่ะเมื่อคืนนอนดึกไปหน่อยค่ะ ไปนะคะป้าจุ๊บ” หญิงสาวกอดป้าหอมแก้มท่านแล้วเดินลิ่วไปที่รถเก๋งคัมรี่รุ่นเก่าที่ใช้งานมาสิบห้าปีของป้าขับออกไปทันทีถึงโรงเรียนจะอยู่ไม่ไกลแต่เธอต้องไปเตรียมเอกสารเข้าประชุมพร้อมเจ้านายถึงโรงเรียนจะปิดเทอมแต่งานของเธอก็ไม่มีได้หยุดด้วย
เมื่อการประชุมทีมผู้บริหารใช้เวลาสามชั่วโมงก็เสร็จสิ้นลงมัทนาเดินตามเจ้านายสาวกลับไปที่ห้องทำงาน
“ปีนี้โรงเรียนของเรามีผลประกอบการดีขึ้นกว่าปีที่แล้วมากแต่ต้องพัฒนาการเรียนการสอนให้ได้มาตรฐานสากลเพื่อให้สมกับผู้ปกครองไว้ใจให้ลูกหลานมาเรียน คุณมัทช่วยน้ำชาคิดหน่อยสิคะว่าเราจะพัฒนาการสอนด้านไหนเพิ่มเป็นพิเศษ” ชาวิสาถามเลขาเพราะมัทนามักจะมีไอเดียดีๆเสมอตอนนี้การมีการแข่งขันเยอะมากต้องพัฒนาอยู่ตลอด
“ตอนนี้โรงเรียนของเราก็พร้อมทุกด้านไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอนและกีฬาไม่เป็นรองใครเลยนะคะคุณน้ำชา” มัทนาตอบเจ้านายสาว เธอรู้ว่าชาวิสาจะเป็นคนที่คิดเร็วทำเร็วและที่เธอทำมันก็ดีมีประโยชน์ต่อนักเรียน
“ก็จริงค่ะ งั้นไปกินข้าวกันเถอะค่ะคุณมัท” ชาวิสาชวนเลขาไปกินข้าวที่โรงอาหารของโรงเรียนเธอเป็นคนไม่เรื่องมากกินได้ทุกที่ต่างจากเพื่อนๆที่ต้องกินอาหารในร้านหรูและมีชื่อเสียงเท่านั้น
“ค่ะ” สองสาวก็เดินไปที่ลิฟต์ลงไปโรงอาหารของโรงเรียนที่มีร้านอาหารนับสิบร้านแต่ช่วงปิดเทอมก็จะมีแค่ร้านอาหารตามสั่งกับร้านก๋วยเตี๋ยวเท่านั้นเพราะยังมีนักเรียนมาเรียนิเศษและเจ้าหน้าที่และอาจารย์มาทำงานเมื่ออิ่มแล้วก็ไปดื่มกาแฟกันที่ห้องแพนทรีมีขนมกาแฟให้เจ้าหน้าที่และอาจารย์มานั่งพักเบรกก่อนจะไปทำงานกัน
ชีวิตของมัทนาวนเวียนเป็นแบบนี้ทุกวันตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ยกเว้นมีงานโรงเรียนหรือเจ้านายมีงานให้ช่วยเธอก็จะไปช่วยในวันหยุดและวันนี้เป็นวันเสาร์สองป้าหลานก็จะกลับไปเยี่ยมญาติที่เพชรบุรีทั้งสองจึงตื่นแต่เช้า
“จะไปไหนกันล่ะครูชม หนูมัท” ยายน้ำอ้อยเพื่อนบ้านวัยเจ็ดสิบห้าปีรดน้ำต้นไม้หน้าบ้านถามสองป้าหลานเมื่อเห็นแต่งตัวเตรียมออกจากบ้าน
“จะกลับไปเยี่ยมแม่ที่เพชรหน่อยจ้ะพี่อ้อย เดือนนี้ยังไม่ได้ไปเลยฝากดูบ้านด้วยนะจ้ะ” ชวนชมบอกเพื่อนบ้านรุ่นแม่แต่เธอติดเรียกแกว่าพี่เพราะอยู่ที่นี่มาก่อนเธอกับสามีและนับถือเหมือนญาติผู้ใหญ่
“ได้จ้ะ เดินทางปลอดภัยนะครูชม ขับรถดีๆล่ะหนูมัท” น้ำอ้อยบอกสองป้าหลานที่เธอเห็นเป็นลูกหลานเพราะรู้จักกันมานาน
“ค่ะยายอ้อย เดี๋ยวมัทซื้อขนมมาฝากนะคะ” มัทนายกมือไหว้ยายอ้อยผู้ใจดี
“หนูมัทเข้าใจเอาขนมมาล่อคนแก่นะลูก” น้ำอ้อยยิ้มให้สาวสวยรุ่นหลานแล้วยิ้ม มัทนาเป็นเด็กน่ารักมีสัมมาคารวะพูดจาอ่อนหวานเหมือนชวนชมจึงทำให้เพื่อบ้านในละแวกนี้เอ็นดู
มัทนากับชวนชมเดินทางสองชั่วโมงกว่านิดหน่อยก็ถึงบ้านไม้หลังใหญ่ครึ่งไม่ครึ่งปูนริมถนนก่อนจะถึงอำเภอท่ายางห้ากิโลเมตรล้อมรอบด้วยต้นชมพู่เมืองเพชรและหลังบ้านก็เป็นสวนชมพู่เพชรสายรุ้งยี่สิบไร่มียุทธนาเป็นคนดูแล
“โฮ่งๆๆ..”
“ไอ้จ้อนจำฉันไม่ได้หรือไงฮึ มาทีไรก็เห่าทุกที” ชวนชมลงจากรถแล้วบ่นให้หมาพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ของหลานชายที่เห่าทุกครั้งที่มาพอให้ขนมหน่อยเดินตามต้อยๆ
“สวัสดีครับอาชม ก็อาเรียกชื่อมันไม่ถูกนี่ครับมันก็เห่าสิจริงมั้ยจอนนี่” ธนาธร ลูกชายของยุทธนาพี่ชายคนโตของชวนชมกับพ่อของมัทนายกมือไหว้ป้ากับพี่สาว
“สวัสดีตาเป้ แล้วไปไหนกันหมดล่ะ” ชวนชมถามหลานชายเพราะบ้านเงียบกริบ
“ย่ากับแม่ทำน้ำยาปูอยู่หลังบ้านครับ พ่อเข้าสวนยัยปูไปซื้อของเดี๋ยวคงมาครับ” ธนาธรบอกป้าแล้วช่วยหิ้วกระเป๋าเข้าบ้าน
“สวัสดีค่ะย่า ป้าพัน” มัทนายกมือไหว้ย่ากับป้าสะใภ้แล้วกอดย่า
“สวัสดีลูก ผอมไปหรือเปล่ายัยมัท” สมัย หรือย่าสา กอดหลานสาวลูบหลังอย่างรักใคร่ไม่ต่างจากหลานๆคนอื่น
“ผอมที่ไหนคะย่า นี่มัทอ้วนขึ้นตั้งสองกิโลค่ะ” มัทนาตอบย่าตอนนี้น้ำหนักเธอขึ้นมาตั้งสองกิโลกรัมจากสี่สิบแปดขึ้นมาห้าสิบ
“เดี๋ยวนี้สาวๆเขาก็หุ่นแบบนี้กันทั้งนั้นค่ะแม่ แล้วนี่ทำอะไรกันบ้างคะพี่พัน” ชวนชมพูดขึ้นและถามพี่สะใภ้ที่ง่วนอยู่หน้าเตาถ่าน

