ไม่ปวดท้องตายก็ติดเชื้อตาย
“เจ้าสุนัขน่าตาย!”
มู่หรงเฉินเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาพร้อมกับพลิกตัวผลักสัตว์เดรัจฉานตัวนั้นออกไป พยายามพยุงตัวลุกขึ้นยืนทั้งที่ความเจ็บปวดบริเวณหน้าท้องเพิ่มมากขึ้น
จ้าวลี่อิงสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ
เขากำลังปวดท้อง?
“คุณหนู เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
เหมยตูที่ได้ยินเสียงลัคกี้เห่าออกมาพร้อมกับเสียงโครมครามทำให้นางวิ่งออกมาหน้าตาแตกตื่น
หลายชั่วยามที่ผ่านมานี้นางอยู่ในกระท่อมเก็บโอสถ เตรียมยาที่เจ้านายของตนแจกจ่ายให้กับคนไข้ เพิ่งจะว่างออกมาดูภายนอกก็ตอนนี้ ไม่คิดว่าจะออกมาเห็นภาพที่คุณหนูของตนกำลังถูกชายใจเหี้ยมเอาดาบจ่อคออยู่
“ทะ...ท่านแม่ทัพ”
เมื่อเหมยตูหันไปมอง ชายใจเหี้ยม ตรงๆ ก็ต้องผงะ ร่างกายสั่นเทิ้มอย่างมิอาจควบคุม
ท่านแม่ทัพคงมิได้ตามมาสังหารพวกนางที่ยังมีชีวิตรอดใช่หรือไม่?
มู่หรงเฉินกัดฟันแน่น ข่มความเจ็บปวดลุกขึ้นยืนด้วยริมฝีปากที่แห้งผาก ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้ร่างกายเขากำลังย่ำแย่ เขาคงจะไม่ยอมหยุดแต่เพียงเท่านี้
อย่างน้อยเขาจะสั่งกำจัดสัตว์เดรัจฉานที่บังอาจเหยียบย่ำเขาอยู่ใต้ฝ่าเท้าเสียก่อน
ทำได้เพียงแค่คิด...เพราะหลังจากนั้นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั้นก็โหมกระหน่ำเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่าจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่
ในที่สุดร่างสูงใหญ่ก็มิอาจต้านทานความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้อีกต่อไป
มู่หรงเฉินคุกเข่าลงพร้อมกับกุมหน้าท้องตัวเองเอาไว้ นึกก่นด่าตัวเองอยู่ในใจที่ไม่สามารถควบคุมความย่ำแย่ของตัวเองได้ มิหนำซ้ำยังมาแสดงต่อหน้าคนที่ไม่สมควรอีกต่างหาก
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกินความคาดหมายของจ้าวลี่อิงแต่อย่างใด หญิงสาวก้าวเข้าไปหาพร้อมกับเอื้อมมือออกไปกดที่ท้องน้อยด้านขวาอย่างแรง
“อ๊ากกกก”
สตรีผู้นี้คิดจะเอาคืนเขาเช่นนั้นหรือ?
“กดเจ็บตรงนี้ใช่หรือไม่”
“อย่ามายุ่งกับข้า!”
พูดแล้วก็ปัดมือนางออกไปแววตาโกรธแค้น
“ได้”
“อ๊ากกกก”
ถึงแม้จะกล่าววาจาออกไปเช่นนั้น ทว่ามือของนางกลับกดลงไปตำแหน่งเดิมเพื่อยืนยันการวินิจฉัยของตัวเอง
ตำแหน่งที่นางกดอยู่นี้คือ McBurney ซึ่งใช้ในการแยกแยะโรคไส้ติ่งอักเสบกับการปวดท้องเพราะสาเหตุอื่นได้เป็นอย่างดี
ถ้าหากนางรักษาเขาตอนนี้ อย่างน้อยก็มีโอกาสรอด...ถ้าหากไม่ เขาก็จะไส้ติ่งแตก เกิดการติดเชื้อและตายแน่นอน
“คุณหนู” เหมยตูเรียกอีกฝ่ายที่ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ เอามือป้องปากกระซิบกระซาบ “พวกเราไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับท่านแม่ทัพอีกแล้วนะเจ้าคะ”
“นั่นสินะ...เช่นนั้นก็ปล่อยเขาเอาไว้แบบนี้แหละ วันนี้เจ้าอยากกินอะไรล่ะ”
จ้าวลี่อิงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วถอยห่างออกมา มองใบหน้าที่ซีดเซียวเต็มไปด้วยความทรมานครู่หนึ่งอย่างลังเล แต่ในที่สุดก็สามารถตัดสินใจได้แล้ว
ตอนนี้นางควรจะต้องรักษาบาดแผลบริเวณลำคอของตัวเองที่เกิดขึ้นจากหมอนี่เสียก่อน มิเช่นนั้นหากเป็นแผลเป็นขึ้นมาคงจะรักษาร่องรอยลำบาก
“ลัคกี้ วันนี้แม่จะย่างเนื้อให้กิน เข้าบ้านกัน”
“โฮ่ง!”
ลัคกี้ขานรับคำของจ้าวลี่อิงอย่างแสนรู้ ก่อนที่จะวิ่งตามไปก็ยังไม่ลืมที่จะก้มลงดมบริเวณเท้าของมู่หรงเฉินแล้วหันหลังให้ อ้าขาแล้วฉี่ออกมารดรองเท้าอีกฝ่ายจนเปียกชุ่มเป็นการล่ำลาอีกด้วย
---------------------------------------------------------------------------------
จ้าวลี่อิงมองภาพบาดแผลที่สะท้อนอยู่ในกระจกพร้อมกับใช้นิ้วป้ายขี้ผึ้งลงไปเบาๆ
“จะมิเป็นอะไรจริงๆ หรือเจ้าคะ”
เหมยตูมองคนที่นั่งอยู่หน้ากระจก กล่าวอย่างเป็นกังวล ผิวพรรณของเจ้านายละเอียดผุดผ่องถึงเพียงนั้น มีรอยบาดแผลเพียงนิดเดียวก็ทำให้เด่นชัดขึ้นมา
“หมั่นทาขี้ผึ้งเช้าเย็นก็ไม่เป็นแผลแล้ว” หญิงสาวลุกขึ้นยืน “ต่อไปก็ไปเตรียมของกัน”
“เตรียมของอะไรหรือเจ้าคะ”
เหมยตูถามออกไปด้วยใบหน้างุนงง วันนี้อีกฝ่ายให้การรักษาผู้คนตลอดทั้งวันจนกระทั่งพลบค่ำ เวลานี้ก็ควรจะต้องพักผ่อนไม่ใช่หรืออย่างไร
“ห้องผ่าตัด”
คำตอบที่ได้รับกลับมาทำให้คนฟังยิ่งแสดงท่าทีไม่เห็นด้วย
“ก่อนหน้านี้ท่านบอกจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับท่านแม่ทัพอีกมิใช่หรือเจ้าคะ”
“ข้ารักษาคนไข้ที่ใกล้ตายต่างหาก”
“แต่ถึงอย่างไรคุณหนูก็เคยกล่าวเอาไว้ว่าห้องนั้นยังไม่สมบูรณ์ คุณหนูจะไม่เปิดใช้มันถ้าไม่มีเหตุจำเป็น”
ห้องผ่าตัดที่พวกนางกำลังพูดถึงกันอยู่นั้น ก็คือห้องว่างห้องหนึ่งที่จ้าวลี่อิงได้ตระเตรียมแคร่ไม้ไผ่ขนาดหนึ่งคนนอนเอาไว้ ภายในนั้นนางได้เก็บเซตอุปกรณ์ผ่าตัดเตรียมเอาไว้กรณีฉุกเฉินด้วย
จ้าวลี่อิงเปิดหน้าต่างออก มองเห็นร่างสูงใหญ่กำลังนอนคดงอด้วยความเจ็บปวดเจียนตายนั่นอยู่นิ่งๆ ถ้าหากไม่ตัดสินใจตอนนี้เขาก็จะต้องตายสถานเดียว
แต่ถ้านางยอมเสี่ยง อย่างน้อยหมอนั่นอาจจะมีชีวิตรอดต่อไป ถึงแม้ภายในใจจะยังแค้นเคืองอยู่ แต่ด้วยจรรยาบรรณแพทย์แล้วนางก็ไม่ใจแข็งพอที่จะทนเห็นคนตายต่อหน้าต่อตาโดยไร้การช่วยเหลือ
“ข้าก็จะได้รู้เดี๋ยวนี้แหละว่าการรักษาในยุคสมัยนี้ให้ผลดีมากน้อยอย่างไร”
“ถ้าหากไม่ได้ผล?”
จ้าวลี่อิงเค้นเสียงในลำคอออกมาครั้งหนึ่ง
“ก็คงจะติดเชื้อตาย”
ถึงแม้เครื่องมือพวกนั้นนางจะพยายามทำให้ปลอดเชื้อให้มากที่สุดโดยการนำไปต้มเป็นระยะเวลานานแล้วก็ตาม แต่นางก็ไม่มั่นใจว่าจะสะอาดเท่ากับการอบฆ่าเชื้ออย่างเครื่องมือในยุคอีกหลายร้อยปีข้างหน้าได้หรือไม่
แต่ก็เอาน่า...หากไม่ติดเชื้อเพราะการผ่าตัด อย่างไรก็ต้องติดเชื้อเพราะไส้ติ่งแตกตายอยู่ดี เพราะฉะนั้นก็มาเป็นหนูทดลองให้วิวัฒนาการทางการแพทย์ก้าวหน้าเถิด!
คำตอบที่ได้รับทำให้คนฟังขนลุกชูชันขึ้นมา นี่ไม่ได้เรียกว่าการช่วยชีวิตแล้ว อีกฝ่ายต้องการหุ่นทดลองการแพทย์ที่น่าหวาดกลัวนั่นต่างหาก
โชคดีรอด โชคร้ายตายสินะ
“นี่เป็นวิธีการแก้แค้นที่ฉลาดที่สุดเลยเจ้าค่ะ”
