บทที่ 10 นายทุนหน้าหนา
ความวุ่นวายหน้าร้านเพิ่งสงบลงได้เพียงครึ่งก้านธูป เสียงล้อรถม้าบดไปตามแผ่นหินบนถนนก็ดึงดูดสายตาของผู้คนอีกครั้ง
รถม้าไม้จันทน์ดำคันใหญ่สลักลวดลายพยัคฆ์ซ่อนลายแล่นมาจอดเทียบหน้าหอการค้าอวิ๋นฉางอย่างอุกอาจ ท่วงทำนองการเคลื่อนไหวของมันทั้งเงียบเชียบและทรงพลัง
บรรดาขุนนางและพ่อค้าที่สัญจรไปมาต่างรีบถอยร่นเปิดทางเมื่อเห็นตราสัญลักษณ์รูปเมฆาของหอเงาสดับประดับอยู่ตรงมุมธง
มู่หรงเซวียนก้าวลงจากรถม้า อาภรณ์สีนิลขลิบทองของเขาพลิ้วไหวตามแรงลมส่งให้รูปร่างสูงใหญ่ดูน่าเกรงขาม ใบหน้าหล่อเหลาคมคายประดับรอยยิ้มบางเบาทว่าดวงตาเรียวยาวกลับมืดมิดไร้ก้นบึ้ง
ชายหนุ่มก้าวเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาภายในร้านอย่างถือวิสาสะ โดยมีมู่หยานเดินตามหลังมาพร้อมกับประคองกล่องไม้บุผ้าไหมสีแดงสดใบใหญ่
"เปิ่นหวางได้ยินว่าหอการค้าอวิ๋นฉางเปิดตัวโฉมใหม่วันแรกก็มีสุนัขมารบกวนเสียแล้ว" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นกลางความเงียบ ทุกสรรพเสียงในร้านล้วนหยุดชะงัก สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังผู้มาใหม่ด้วยความยำเกรง
"ดูท่าเถ้าแก่เนี้ยคงจัดการกวาดล้างสิ่งสกปรกไปจนหมดจด ไม่เสียแรงที่เปิ่นหวางร่วมลงทุน"
เซียวอวี้ถิงก้าวออกมารับหน้า นางยอบกายลงเล็กน้อยตามธรรมเนียม ทว่าแผ่นหลังยังคงตั้งตรง
"ท่านอ๋องกล่าวชมเกินไป สุนัขไร้เจ้าของเพียงไม่กี่ตัว ข้าย่อมมีวิธีไล่ตะเพิด หากต้องรบกวนท่านอ๋องออกโรงบ่อยครั้ง เกรงว่าชาวเมืองจะมองว่าข้าพึ่งพาบารมีผู้อื่นมากเกินควร"
มู่หรงเซวียนหัวเราะในลำคอแผ่วเบา เขาพยักหน้าให้มู่หยานเปิดกล่องไม้ในมือออก แสงสีแดงประกายวาววับสะท้อนเข้ากับสายตาทุกคู่
ปะการังโลหิตรูปทรงงดงามสมบูรณ์แบบขนาดเท่าครึ่งลำตัวคนปรากฏขึ้นท่ามกลางเสียงสูดลมหายใจด้วยความตกตะลึงของลูกค้าในร้าน
ของล้ำค่าเช่นนี้แม้แต่ในวังหลวงยังหาได้ยากยิ่ง ทว่าชินอ๋องกลับนำมามอบเป็นของขวัญเปิดร้านให้แก่สตรีที่เพิ่งหย่าร้าง
"ปะการังโลหิตต้นนี้ถือเป็นของกำนัลเล็กน้อยจากข้า" ชายหนุ่มจงใจเน้นเสียงให้ทุกคนในที่แห่งนั้นได้ยินถ้วนทั่ว
"กิจการของตระกูลเซียวก็เปรียบเสมือนกิจการของเปิ่นหวาง หากผู้ใดคิดจะรังแกเถ้าแก่เนี้ยผู้นี้ คงต้องถามไถ่กระบี่ในมือขององครักษ์เงาเสียก่อน"
คำประกาศกร้าวนี้เปรียบเสมือนกำแพงเหล็กกล้าที่ตั้งตระหง่านคุ้มครองนาง ชายหนุ่มหลายคนที่เคยมองเถ้าแก่เนี้ยรูปงามด้วยแววตาปรารถนาต่างรีบก้มหน้าหลบสายตา ไม่มีผู้ใดกล้าท้าทายอำนาจมืดของบุรุษผู้นี้
เซียวอวี้ถิงสบตากับเขานิ่งนาน นางรู้ดีว่าเขากำลังใช้โอกาสนี้ตีตราจองและประกาศความเป็นเจ้าของนางอย่างหน้าไม่อาย
เมื่อเวลาล่วงเข้าสู่ปลายยามเว่ย ลูกค้าเริ่มเบาบางลง มู่หรงเซวียนไม่รอให้นางกล่าวคำเชิญ เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวจนกลิ่นไม้จันทน์หอมโชยแตะจมูก
"ความสำเร็จในวันนี้สมควรได้รับการเฉลิมฉลอง ข้าสั่งให้คนจองห้องปีกซ้ายชั้นสามของเหลาสุราจินอวี้ไว้แล้ว เถ้าแก่เนี้ยคงไม่ปฏิเสธคำเชิญของข้ากระมัง"
นางปรายตามองมือใหญ่ที่ผายออกเพื่อรอรับ ก่อนจะหันไปสั่งการชิงชิงให้ดูแลบัญชีส่วนที่เหลือ เซียวอวี้ถิงก้าวเดินตามบุรุษสูงศักดิ์ขึ้นรถม้าคันโตไปอย่างว่าง่าย
นางรู้ดีว่าในวังวนการค้า หากปฏิเสธการสานสัมพันธ์กับพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ย่อมเท่ากับตัดหนทางของตนเอง
เหลาสุราจินอวี้ยามโหย่วคึกคักไปด้วยผู้คน เสียงดนตรีพิณบรรเลงคลอกับเสียงเจรจาค้าขายของเหล่าคหบดี ทว่าห้องปีกซ้ายชั้นสามกลับเงียบสงบและเป็นส่วนตัว ผนังไม้หนานมู่กั้นเสียงรบกวนจากภายนอกจนหมดสิ้น
บรรยากาศภายในห้องสว่างไสวด้วยแสงจากโคมระย้า บนโต๊ะกลมกลางห้องเต็มไปด้วยอาหารเลิศรสหลากชนิด ทั้งเป็ดย่างหนังกรอบ ปลานึ่งซีอิ๊ว และสุราหมักนารีแดงชั้นเลิศที่ส่งกลิ่นหอมหวนยั่วน้ำลาย
เซียวอวี้ถิงทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม รักษาระยะห่างตามความเหมาะสม ทว่ามู่หรงเซวียนกลับไม่ปล่อยให้นางได้ทำตามใจ เขาขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้จนเรือนกายแทบจะชิดติดกัน ความกดดันจากบุรุษผู้นี้ไร้รูปร่างแต่มักจะทำให้ผู้คนรู้สึกไร้ทางหนีเสมอ
"ดูเหมือนข่าวลือเรื่องจวนหย่งอันโหวถังแตกจะแพร่สะพัดไปไกลกว่าที่คิด" มู่หรงเซวียนรินสุราลงในจอกหยกส่งให้นาง ท่าทางของเขาผ่อนคลายราวกับกำลังชื่นชมงิ้วฉากสนุก
"การที่เจ้าส่งอันธพาลพวกนั้นไปให้ศาลาว่าการไต่สวน จ้าวซื่อเซิงคงไม่กล้าโผล่หัวออกจากจวนไปอีกหลายวันเพื่อหลบเลี่ยงคำครหา การเดินหมากของเจ้าช่างหมดจดและไร้ความปรานี สมกับเป็นสตรีที่เปิ่นหวางถูกใจ"
"คนผู้นั้นหน้าบางห่วงชื่อเสียงยิ่งชีพ ซ้ำยังโง่เขลาในเรื่องการบริหารจัดการ ข้าย่อมต้องตีที่จุดอ่อน" เซียวอวี้ถิงรับจอกสุรามาถือไว้ ทว่านางกลับวางมันลงบนโต๊ะและเลือกหยิบป้านชาหลงจิ่งมารินใส่ถ้วยของตนเองแทน
นางยังไม่ต้องการให้สติสัมปชัญญะเลือนรางเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าบุรุษอันตรายผู้นี้ สุราของชินอ๋องมิใช่สิ่งที่จะดื่มด่ำได้โดยไม่ระแวดระวัง
"อีกอย่าง ข้าเพียงแค่ป้องกันตัวและทวงคืนสิ่งที่ควรเป็นของข้า มิได้ทำสิ่งใดเกินเลย หากพวกเขาไม่เริ่มคิดสกปรกก่อน ก็คงไม่ต้องพบจุดจบเช่นนี้"
นางยกถ้วยชาขึ้นจิบเชื่องช้า ทว่าความร้อนของน้ำชาทำให้มีหยดน้ำเล็ก ๆ เกาะติดอยู่ที่มุมปากบาง ท่ามกลางแสงไฟสลัวในห้องลับ มู่หรงเซวียนจ้องมองริมฝีปากอิ่มสีชาดนั้นด้วยแววตาที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากความเกียจคร้านเป็นความปรารถนาลึกล้ำ เขาขยับตัวเข้าประชิดโดยที่นางไม่ทันตั้งตัว
มือหนายกขึ้นช้า ๆ ปลายนิ้วชี้และนิ้วโป้งหยาบกร้านจากการจับอาวุธแตะลงบนมุมปากของนางอย่างแผ่วเบา เซียวอวี้ถิงชะงัก ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะเมื่อความร้อนผ่าวเสียดสีกับผิวเนื้อบอบบางของนาง ร่างกายของนางแข็งทื่อคล้ายถูกพันธนาการ
ชายหนุ่มเกลี่ยเช็ดคราบน้ำชาออกอย่างเชื่องช้า ทะนุถนอม ทว่าแฝงความจาบจ้วงและการอ้างสิทธิ์ครอบครองอยู่ในที
"ท่านอ๋อง" นางเอ่ยเสียงแผ่ว พยายามจะขยับใบหน้าหนีเพื่อรักษาระยะห่าง ทว่าสายตาคมกริบของเขากลับตรึงร่างของนางเอาไว้ราวกับมนตร์สะกด ไม่ยอมให้ขยับถอยแม้แต่ชุ่นเดียว
"เลิกเรียกข้าด้วยท่าทีห่างเหินเช่นนั้นเสียที" มู่หรงเซวียนไม่ยอมชักมือกลับ เขากลับเลื่อนปลายนิ้วไล้ไปตามแนวขากรรไกรของนางอย่างอุกอาจ สัมผัสของเขาเชื่องช้าทว่าหนักแน่น ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน
กลิ่นอายบุรุษเพศผสมผสานกับความลึกลับแผ่ซ่านครอบคลุมทุกตารางนิ้วของห้องลับ
มู่หรงเซวียนโน้มใบหน้าเข้าใกล้ เอ่ยกระซิบเสียงพร่าข้างใบหู "ผลกำไรของร้านนี้ข้าไม่ต้องการ ขอเพียงเถ้าแก่เนี้ยยอมจ่ายค่าตอบแทนเป็นเวลาของเจ้าก็พอ"
