บทที่ 1 ตื่นจากฝันร้าย
ลมหนาวปลายฤดูสารทพัดลอดรอยขาดของหน้าต่างกระดาษเข้ามาในเรือนชิวสุ่ย
ร่างอรชรบนเตียงไม้กระดานขยับตัวเชื่องช้า ดวงตาดอกท้อที่เคยหม่นหมองและอมทุกข์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น อย่างนั้นเองแววตาที่สะท้อนออกมากลับเยือกเย็นและเด็ดขาดราวกับเป็นคนละคน เซียวอวี้ถิงกะพริบตาขับไล่ความมึนงง
หนึ่งเค่อที่ผ่านมา ความทรงจำของสองชาติภพเพิ่งหลอมรวมกันเสร็จสิ้นเมื่อ
อดีตผู้บริหารระดับสูงผู้ทรงอิทธิพลในโลกธุรกิจ ต้องมาอยู่ในร่างของฮูหยินเอกจวนหย่งอันโหวที่ตกต่ำ
ทว่าจ้าวซื่อเซิงผู้เป็นสามี วางมาดสูงส่ง ห่วงชื่อเสียงแต่ไร้ความสามารถ การเงินของจวนจึงวิบัตินัก เขาแต่งนางเข้ามาเพียงเพราะต้องการสินเดิมก้อนโตไปประคับประคองฐานะที่กำลังจะล้มละลาย
ทว่าหนึ่งปีเต็มที่ผ่านมา เขาไม่เคยแม้แต่จะก้าวเท้าเข้าหอ ซ้ำยังขังนางไว้ในเรือนซอมซ่อท้ายจวน ปล่อยให้ฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวสูบเลือดสูบเนื้อเอาเงินทองของนางไปใช้สุรุ่ยสุร่าย
“ฮึก ฮึก”
ข้างเตียงนอนมีเด็กสาวในชุดสีเขียวอ่อนกำลังนั่งสะอื้นไห้ ชิงชิงกำกระดาษแผ่นหนึ่งไว้ในมือจนขอบกระดาษยับยู่ยี่ เมื่อเห็นผู้เป็นนายลืมตาตื่น สาวใช้คนสนิทก็รีบขยับเข้ามาใกล้พร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้นคลอเบ้า
"ฮูหยิน ท่านโหวช่างใจดำเกินไปแล้วเจ้าค่ะ รุ่งเช้าให้พ่อบ้านจางนำสัญญานี้มา บังคับให้ท่านประทับตรามอบร้านผ้าไหมและเครื่องเทศในถนนสายบูรพาให้เป็นของรับขวัญอนุไป๋ที่เพิ่งแต่งเข้าจวน
หากท่านไม่ยอมประทับตรา พวกเขาจะงดส่งถ่านและอาหารในฤดูหนาวนี้" ชิงชิงสะอื้นพลางกางกระดาษแผ่นนั้นออกให้เจ้านายดู
เซียวอวี้ถิงหยัดกายลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง อาภรณ์สีน้ำเงินครามที่สวมใส่ค่อนข้างเก่าและบางเบา นางยื่นมือออกไปรับกระดาษแผ่นนั้นมาถือไว้
ดวงตาเรียวกวาดมองตัวอักษรที่เขียนระบุสิทธิ์ขาดในการยึดครองร้านค้าอันเป็นสินเดิมอย่างหน้าไม่อาย สัญญาทาสฉบับนี้เต็มไปด้วยช่องโหว่ทางกฎหมายและตรรกะที่บิดเบี้ยว
อ้างจารีตประเพณีความกตัญญูและหน้าที่ของภรรยาเอกเพื่อบีบบังคับ หากเป็นเซียวอวี้ถิงคนเดิมคงได้แต่ตรอมใจและยอมประทับตราเพื่อแลกกับเศษเสี้ยวความเมตตา
ทว่านางคือผู้นำองค์กรที่เคยหักเหลี่ยมเฉือนคม ฉีกสัญญานับร้อยฉบับ จัดการพวกจิ้งจอกเฒ่าในวงการธุรกิจมานับไม่ถ้วน เรื่องพรรค์นี้ในสายตานางถือเป็นเพียงลูกไม้ตื้นเขินของคนโง่เขลา
ริมฝีปากบางยกยิ้มเย็นชา เซียวอวี้ถิงขยับตัวลงจากเตียง เดินเนิบนาบตรงไปยังเตาผิงไฟมุมห้องที่เหลือเพียงเถ้าถ่านอุ่น ๆ นางทิ้งกระดาษแผ่นนั้นลงไปในเตา
มองดูเปลวไฟสายเล็กที่ปะทุขึ้นมากลืนกินสัญญารีดไถจนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลี
"ฮูหยิน" ชิงชิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
"หากท่านโหวทราบเรื่อง เขาต้องลงโทษท่านแน่เจ้าค่ะ"
"ลงโทษหรือ" เซียวอวี้ถิงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ หมุนตัวกลับมามองสาวใช้คนสนิท
"หนี้สินที่จวนโหวติดค้างข้าตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมายังไม่ได้สะสาง พวกเขามีสิทธิ์อันใดมาลงโทษเจ้าหนี้ ชิงชิง ไปฝนหมึกให้ข้า"
ท่าทางสง่าผ่าเผยและน้ำเสียงเฉียบขาดของผู้เป็นนายทำให้ชิงชิงลืมเลือนความตื่นตระหนกไปชั่วขณะ
สาวใช้ร่างเล็กอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าฮูหยินของนางดูเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน นางรีบปาดน้ำตาแล้วเดินไปที่โต๊ะไม้เตี้ยซึ่งขาหักไปข้างหนึ่ง จัดเตรียมพู่กันและแท่นหมึกอย่างกระตือรือร้น
เซียวอวี้ถิงทรุดตัวลงนั่งหลังโต๊ะ หยิบสมุดบันทึกเล่มเก่าที่ซ่อนไว้ใต้รอยแยกของพื้นกระดาน นางพลิกกระดาษหน้าแรก ปลายพู่กันตวัดลงบนหน้ากระดาษอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ตัวเลขบัญชีค่าใช้จ่ายทุกอีแปะที่ตระกูลจ้าวเบิกจ่ายจากสินเดิมของนาง
ทั้งค่าเครื่องเรือนไม้หนานมู่ในเรือนหลัก ค่าแจกันลายครามล้ำค่า ค่าซ่อมแซมศาลาริมน้ำ หรือแม้แต่ค่าปิ่นหยกเนื้อดีของแม่สามี ถูกแจกแจงออกมาเป็นหมวดหมู่อย่างละเอียด
ยามเหม่าล่วงเลยไปจนเกือบสิ้นสุด เสียงตวัดพู่กันในห้องยังคงดังก้องเป็นจังหวะสม่ำเสมอ สมองระดับอัจฉริยะของอดีตนักบริหารประมวลผลตัวเลขมหาศาลโดยไม่ต้องพึ่งพาลูกคิด
เซียวอวี้ถิงนำสมุดบัญชีลับที่เจ้าของร่างเดิมแอบจดบันทึกความอยุติธรรมมาตลอดหลายเดือนออกมาสอบทานซ้ำ ไม่มีรายการใดเล็ดลอดสายตาของนางไปได้ ทุกยอดเงินถูกนำมาคำนวณรวมกันอย่างถี่ถ้วน
เมื่อปลายพู่กันจรดตัวเลขสรุปยอดหนี้สินทั้งหมดในหน้าสุดท้าย เซียวอวี้ถิงก็วางพู่กันลงบนแท่นฝนหมึก นางหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาเป่าเบา ๆ ให้รอยหมึกแห้งสนิท
ดวงตาดอกท้อทอประกายลึกล้ำยากจะหยั่งถึง
"ชิงชิง มาช่วยข้าเปลี่ยนชุด" เซียวอวี้ถิงเอ่ยเสียงเรียบพลางหยัดกายลุกขึ้นยืน ปรายตามองรุ่งอรุณที่กำลังจะมาเยือนผ่านหน้าต่างขาดวิ่น
"ได้เวลาไปคิดดอกเบี้ยที่โถงหลักเรือนโซ่วอันแล้ว"
