บท
ตั้งค่า

2

จากนั้นจึงทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดแรง แขนเสื้อยาวถูกยกขึ้นปิดใบหน้า เสียงร้องไห้โฮดังขึ้นอย่างเจ็บปวด

“ท่านแม่ทัพ...”

“เหตุใดท่านจึงจากไปเช่นนี้...”

น้ำเสียงสะอื้นนั้นเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียจนบ่าวไพร่รอบด้านต่างพากันน้ำตาคลอ ฮูหยินช่างน่าสงสารเหลือเกิน

แต่งงานมาหกปี สามีไม่เคยกลับบ้าน แม้แต่ห้องหอก็ยังไม่เคยได้เข้า บัดนี้กลับต้องกลายเป็นหม้ายเสียแล้ว

ทว่า ไม่มีใครมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังแขนเสื้อผ้าไหมสีแดงเข้ม ไม่มีใครรู้ว่า ดวงตาของเฉินหรงอันไม่ได้มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว ที่ต้องแต่งงานเพราะครอบครัว ความรักไม่มีอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว

แววตาคู่งามค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี ริมฝีปากแดงชาดที่ถูกซ่อนเอาไว้ค่อย ๆ ยกขึ้นช้า ๆกลายเป็นรอยยิ้มเย็นชาและอำมหิต

ข่าวร้ายที่ทำให้คนทั้งจวนร่ำไห้ กลับเป็นข่าวดีที่สุดที่นางได้รับในรอบหกปี ถ้านางไม่ได้ยินแม่สามีคุยกับบ่าวรับใช้คนสนิทก่อนหน้านี้ว่าอยากหลอกใช้นางให้เติมเต็มจวนกู้แห่งนี้ และอยากให้ลูกชายแต่งงานใหม่ นางคงยังโง่งมต่อไป

‘กู้เย่ว์เสวียน ในที่สุดวันตายของเจ้าก็มาถึงเสียที’

ในเมื่อสามีไม่เคยส่งข่าวคราว ไม่เคยส่งจดหมายหากัน ความผูกพันระหว่างสามีภรรยาก็ไม่มี ดังนั้นนางก็สมควรพอแค่นี้

หกปีมานี้นางทำดีทุกอย่างเพราะหวังว่าสามีกลับมาจะครองคู่อยู่กันอย่างสงบสุข แม้จะไม่มีพื้นฐานความรักก็คงไม่เป็นไร แต่ทุกอย่างพังทลายลงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้ยินแม่สามีคุยกับคนสนิทของตนว่าที่แล้วๆ มาแค่หลอกใช้ตน ที่แต่งเพราะจวนกู้กำลังมีปัญหา อยากให้นางมาอุดรูรั่ว และลูกชายสุดที่รักของนางก็รู้ตั้งแต่แรก

แบบนี้เรียกหลอกแต่งงานชัด ๆ คนชั่วแบบเขาตายไปได้ก็ดี แต่พอคิดมาถึงตรงนี้ ขนาดหลอกแต่งงานยังหลอกได้ ไปคุกเข่าหน้าจวนสัญญาว่าจะรักนางคนเดียวยังทำได้ แล้วการตายครั้งนี้ล่ะ มีเงื่อนงำอะไรหรือเปล่า

นางยิ้มอย่างอำมหิต ถ้าเขาตายจริงก็สมควร แต่ถ้าไม่จริงล่ะ หึ! งั้นนางจะทำให้เขาตายจริง ๆ

ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหายนะที่กำลังจะถาโถมใส่จวนแม่ทัพกู้เท่านั้น

ความมืดแห่งราตรีค่อย ๆ แผ่ปกคลุมทั่วทั้งจวนแม่ทัพกู้ ท้องฟ้าในคืนต้นฤดูสารทไร้แสงจันทร์ เมฆดำเคลื่อนตัวบดบังดวงดาวจนหมดสิ้น เหลือเพียงสายลมเย็นยะเยือกที่พัดผ่านยอดไม้ เกิดเสียงเสียดสีกันดังไม่ขาดสาย

เงากิ่งไม้ทอดยาวบนกำแพง ราวกับภูตผีปีศาจกำลังเริงระบำอยู่ท่ามกลางความมืด บรรยากาศทั้งจวนเงียบสงัดจนน่าอึดอัด

ข่าวการเสียชีวิตของแม่ทัพใหญ่แห่งแผ่นดินทำให้บ่าวไพร่ทุกคนพากันหดหู่ หลายคนร้องไห้จนตาบวมแดงก่อนแยกย้ายกลับเรือนพัก ส่วนภายในเรือนของฮูหยิน แสงเทียนเพียงไม่กี่เล่มส่องสว่างอย่างริบหรี่

เฉินหรงอันนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งอย่างสงบนิ่ง ใบหน้าที่เคยเปื้อนคราบน้ำตาในตอนกลางวันกลับสะอาดหมดจดราวกับไม่เคยร้องไห้มาก่อน นางค่อย ๆ ถอดปิ่นหยกออกจากเรือนผมทีละชิ้น ดวงตาคู่งามสงบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ ราวกับข่าวการตายของสามีไม่ได้สร้างความสะเทือนใจให้นางแม้แต่น้อย

ตรงกันข้าม นางกำลังคิด คิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน คิดถึงอนาคตของจวนแม่ทัพกู้หลังจากนี้ คิดถึงทรัพย์สินมหาศาลที่ตนเองทุ่มเทลงไปตลอดหกปี และคิดถึงบางอย่างที่ยังคงติดค้างอยู่ในใจ

"ชิงเฉียว" เสียงเรียบนิ่งดังขึ้น สาวใช้คนสนิทรีบก้าวเข้ามา

"เจ้าค่ะ ฮูหยิน"

"นำเสื้อคลุมสีเข้มมาให้ข้า"

ชิงเฉียวชะงักไปเล็กน้อย

"ยามนี้หรือเจ้าคะ"

"ใช่"

"ท่านจะออกไปข้างนอกหรือเจ้าคะ" ดวงตาของสาวใช้เต็มไปด้วยความเป็นห่วง

"ฮูหยิน ท่านแม่ทัพเพิ่งเสียชีวิต ท่านร้องไห้มาทั้งวันแล้ว ควรพักผ่อนเสียหน่อยเถิดเจ้าค่ะ"

เฉินหรงอันยกถ้วยชาขึ้นจิบช้า ๆ

"ข้าคือฮูหยินแห่งจวนแม่ทัพ"

"เมื่อสามีพลีชีพในสนามรบ งานศพของเขาย่อมเป็นหน้าที่ของข้า ข้าควรไปหารือกับท่านแม่ให้เรียบร้อย" น้ำเสียงของนางสงบนิ่งจนแทบไร้อารมณ์ ทว่ากลับทำให้ชิงเฉียวรู้สึกขนลุกอย่างประหลาด สาวใช้คนสนิทไม่กล้าซักถามอีก

รีบหยิบเสื้อคลุมไหมสีดำสนิทมาสวมให้ผู้เป็นนายไม่นานนัก ร่างของคนทั้งสองก็เดินออกจากเรือนพัก ทางเดินภายในจวนทอดยาวเงียบเชียบ ไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุยของบ่าวไพร่

เฉินหรงอันปฏิเสธการถือโคมไฟนำทาง นางให้เหตุผลว่าไม่ต้องการรบกวนผู้คนในยามวิกาล

แต่ความจริงแล้ว นางต้องการความเงียบ และต้องการมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความมืดของคืนนี้

ยิ่งเดินเข้าใกล้เรือนใหญ่ คิ้วเรียวของนางก็ยิ่งขมวดแน่นขึ้น

มารดาที่เพิ่งสูญเสียบุตรชายเพียงคนเดียวควรเป็นเช่นไร ควรร้องไห้ฟูมฟาย ควรเรียกหาลูกชาย ควรจุดธูปสวดมนต์ทั้งคืน แต่เรือนใหญ่กลับเงียบสงัดราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีเพียงแสงไฟสว่างลอดออกมาจากหน้าต่างบานหนึ่ง

เฉินหรงอันยกมือขึ้นเล็กน้อย เป็นสัญญาณให้ชิงเฉียวหยุดอยู่ห่าง ๆ

ก่อนที่นางจะค่อย ๆ ก้าวเข้าไปใกล้หน้าต่างอย่างเงียบเชียบ และแล้ว ความจริงอันสกปรกก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ภายในห้องโถงอันอบอุ่น ฮูหยินเฒ่ากู้นั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้หอมราคาแพง สีหน้าเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย ไม่มีร่องรอยของความเศร้าแม้แต่น้อย ในมือของนางถือขนมโก๋ชิ้นหนึ่งกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย

ข้างกายมีแม่นมจางคอยรินชาชั้นดีให้อย่างประจบเอาใจ ภาพตรงหน้าช่างน่าขันเสียเหลือเกิน กลางวันร้องไห้แทบเป็นแทบตาย กลางคืนกลับกินขนมอย่างสำราญใจ

"ฮูหยินเฒ่า เบาเสียงหน่อยเถิดเจ้าค่ะ" แม่นมจางกล่าวพลางชำเลืองมองประตู

"หากบ่าวไพร่ได้ยินเข้าอาจไม่ดี"

ฮูหยินเฒ่ากู้หัวเราะหึ ๆ ในลำคอ

"เจ้าจะกลัวอะไร ยามนี้คนทั้งจวนต่างพากันหลับหมดแล้ว" นางยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนจะหัวเราะอย่างสะใจ

"โดยเฉพาะนางแพศยาเฉินหรงอัน ป่านนี้คงร้องไห้ตาบวมอยู่ในเรือน ช่างน่าสมเพชเสียจริง"

ชิงเฉียวที่ยืนอยู่ไกล ๆ ถึงกับหน้าเปลี่ยนสี แต่เฉินหรงอันยังคงนิ่งสนิท ไม่มีแม้แต่การขยับตัว นางเงี่ยหูฟังทุกถ้อยคำอย่างตั้งใจ

"คุณชายใหญ่ช่างเก่งกาจนัก"

แม่นมจางยิ้มประจบ

"แผนแกล้งตายในศึกเป่ยเจียงครั้งนี้แนบเนียนจนแม้แต่ฮ่องเต้ก็ทรงเชื่อ"

ฮูหยินเฒ่ากู้หัวเราะลั่น

"แน่นอนอยู่แล้ว เย่ว์เสวียนของข้าเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ หากไม่ใช้แผนนี้ จะสลัดนังเฉินหรงอันออกไปได้อย่างไร" จากนั้นน้ำเสียงของนางก็เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม

"หกปีมานี้นางทำตัวเป็นสะใภ้แสนดี ถือดีว่าตระกูลร่ำรวย เย่ว์เสวียนไม่เคยคิดแตะต้องนางแม้แต่น้อย โชคดีที่ไปออกศึกเสียก่อน ข้าเกลียดสายตาและท่าทีหยิ่งจองหองของนางนัก ส่วนเงินสินเดิมของนาง"

ฮูหยินเฒ่ากู้หัวเราะอย่างพอใจ

"ข้าจะเอามาเป็นของข้าให้หมด"

แม่นมจางหัวเราะตาม

"แล้วหลังจากนี้เล่าเจ้าคะ"

ฮูหยินเฒ่ากู้ยิ้มกว้าง แววตาเต็มไปด้วยความละโมบ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel