บทที่ 2 : คฤหาสน์รูหนูและบุรุษปริศนาข้างถังขยะ
บทที่ 2 : คฤหาสน์รูหนูและบุรุษปริศนาข้างถังขยะ
สายฝนยังคงเทลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับฟ้านั่ว รถม้าแล่นผ่านถนนหินขรุขระของเมืองหลวง ก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่ตรอกแคบๆ ที่มืดสนิทแห่งหนึ่งในเขตทิศใต้ ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยของชาวบ้านร้านตลาดและคนยากจน
"ถึงแล้วขอรับ ฮูหยิน" คนขับรถม้าตะโกนบอกก่อนจะดึงบังเหียนให้ม้าหยุด
จั๋วชิงเหยาเลิกม่านออกมอง อาศัยแสงตะเกียงสลัวที่แขวนอยู่หน้าประตูร้านเก่าๆ สภาพทรุดโทรม เบื้องหน้าคืออาคารไม้สองชั้นขนาดเล็กที่สีหลุดลอกจนเกือบหมด ป้ายร้านที่เคยเขียนชื่อร้านเอียงกระเท่เร่จนแทบจะร่วงลงมาทับหัวคนเดินผ่าน
"นี่หรือเจ้าคะ... ร้านในสินเดิมของฮูหยิน?" เสี่ยวเถาถามเสียงสั่น อุทานออกมาด้วยความตกใจ "มัน... มันเหมือนบ้านผีสิงเลยนะเจ้าคะ!"
จั๋วชิงเหยายิ้มมุมปาก พลางก้าวลงจากรถม้าอย่างระมัดระวัง แม้รองเท้าปักลายดอกเหมยจะจมลงในโคลน แต่นางกลับไม่ยี่หระ
"อย่ามองแค่เปลือกนอกสิเสี่ยวเถา" นางกล่าวพลางกวาดตามองรอบๆ อย่างพิจารณา "ตรอกฉางเล่อแห่งนี้ แม้จะดูซอมซ่อ แต่เป็นทางลัดเชื่อมระหว่างตลาดเช้ากับท่าเรือขนส่งสินค้า คนเดินผ่านวันละหลายพันคน ทำเลทองชัดๆ ... เพียงแต่เจ้าของเก่าบริหารไม่เป็นเท่านั้น"
นางจ่ายเงินค่าจ้างให้คนขับรถม้า ก่อนจะไขกุญแจสนิมเขรอะเปิดประตูไม้บานใหญ่ เสียง แอ๊ด... ยาวเหยียดดังฝ่าความเงียบ ชวนให้ขนลุก
ภายในร้านเต็มไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ หยากไย่ระโยงระยางราวกับม่านลูกไม้ และกลิ่นอับชื้นที่ตีจมูกอย่างจัง ข้าวของระเกะระกะถูกทิ้งไว้เกลื่อนกลาด แต่โชคดีที่โครงสร้างยังดูแข็งแรง และชั้นสองน่าจะมีห้องพอให้ซุกหัวนอนได้
"คืนนี้เราคงต้องนอนเบียดกันไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยจ้างคนมาทำความสะอาด" จั๋วชิงเหยาสั่งการอย่างรวดเร็ว นางวางหีบสมบัติลงในมุมที่ปลอดภัยที่สุด ก่อนจะหยิบไม้กวาดเก่าๆ ที่วางอยู่มุมห้องมายื่นให้สาวใช้
"เสี่ยวเถา เจ้ากวาดพื้นชั้นบน ข้าจะดูชั้นล่างเอง"
"ฮูหยิน! ท่านเป็นนายหญิงนะเจ้าคะ ให้บ่าวทำเถิด!"
"ตอนนี้ข้าไม่ใช่ฮูหยินตระกูลขุนนางแล้ว ข้าเป็นแค่แม่ค้าหน้าใหม่ที่กำลังจะสร้างเนื้อสร้างตัว" จั๋วชิงเหยาถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างทะมัดทะแมง "เลิกโอดครวญแล้วลงมือทำ งานเสร็จเร็วเราจะได้กินข้าว"
สองนายบ่าวช่วยกันปัดกวาดเช็ดถูอย่างแข็งขัน ท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิทลงเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงฟ้าร้องคำราม
หลังจากกินเสบียงแห้งประทังความหิวจนอิ่ม จั๋วชิงเหยาก็สั่งให้เสี่ยวเถาขึ้นไปนอนพักผ่อน ส่วนตัวนางเองยังข่มตาไม่ลง นางจุดตะเกียงน้ำมันดวงเล็ก นั่งลงบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ กางสมุดบัญชีและกระดาษเปล่าออกมาเริ่มวางแผนธุรกิจ
‘ทุนมี 500 ตำลึงทอง... ถือว่าเยอะมากสำหรับชาวบ้าน แต่ยังน้อยนิดถ้าจะทำการใหญ่’
นางจรดพู่กันลงบนกระดาษ เขียนคำว่า "SWOT Analysis" (วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อน) เป็นภาษาอังกฤษที่ไม่มีใครอ่านออก
สินค้า: ยุคนี้ใช้ 'เจียโจว' (ฝักส้มป่อย) หรือขี้เถ้าในการซักล้าง ซึ่งทำให้มือแห้งแตกและไม่หอม ส่วนสบู่ก้อน (อี๋จื่อ) ของชนชั้นสูงทำจากไขมันหมูผสมเครื่องหอมราคาแพงระยับ ชาวบ้านเอื้อมไม่ถึง
โอกาส: ทำสบู่ที่ราคาถูกกว่าของชนชั้นสูง แต่คุณภาพดีกว่าฝักส้มป่อย ใช้สมุนไพรบำรุงผิวและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์
การตลาด: แจกฟรีให้ลองใช้ (Sampling) , ใช้กลยุทธ์ปากต่อปาก (Viral Marketing) ในตลาดแม่บ้าน
จั๋วชิงเหยายิ้มกริ่ม แผนการในหัวแล่นฉิวราวกับเครื่องจักร นางคำนวณต้นทุนคร่าวๆ ในใจ ก่อนจะเหลือบมองไปที่ประตูหลังร้าน
"ปึง!"
เสียงวัตถุหนักๆ กระแทกเข้ากับประตูหลังร้านอย่างจัง ทำให้จั๋วชิงเหยาสะดุ้งโหยง พู่กันหลุดจากมือ
"ใครน่ะ!" นางตะโกนถาม แต่ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงสายฝนและเสียงลมหวีดหวิว
ความหวาดระแวงแล่นเข้ามาจับใจ ยุคนี้โจรผู้ร้ายชุกชุม ยิ่งนางเป็นหญิงหม้ายที่เพิ่งย้ายมาใหม่ อาจตกเป็นเป้าหมายได้ง่ายๆ จั๋วชิงเหยาคว้าท่อนฟืนขนาดเหมาะมือขึ้นมา ก้าวเท้าแผ่วเบาไปยังประตูหลัง
นางแนบหูฟัง... ได้ยินเสียงลมหายใจหอบถี่กระชั้น และเสียงครางต่ำๆ ด้วยความเจ็บปวด
‘คนเจ็บ?’
ด้วยสัญชาตญาณและความอยากรู้อยากเห็น นางค่อยๆ แง้มประตูออกทีละนิด แสงตะเกียงส่องลอดออกไปกระทบกับร่างหนึ่งที่นอนคุดคู้อยู่ข้างถังขยะเปียก
เป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิท ร่างกายชุ่มโชกไปด้วยน้ำฝนและ... เลือด!
เลือดสีแดงฉานไหลนองพื้นผสมกับน้ำฝน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง จั๋วชิงเหยาชะงักกึก จะปิดประตูหนีดีหรือไม่? การพาคนแปลกหน้าเข้าบ้านรังแต่จะนำความซวยมาให้ โดยเฉพาะคนที่มีแผลฉกรรจ์เช่นนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องราวในยุทธภพหรือการเมือง
แต่วินาทีที่นางกำลังจะดึงประตูปิด สายตาอันเฉียบคมของแม่ค้าหน้าเลือดก็ดันเหลือบไปเห็นบางสิ่ง
ที่เอวสอบของชายหนุ่ม มีป้ายหยกสีขาวมันแพะห้อยอยู่ แม้จะเปื้อนโคลน แต่เนื้อหยกนั้นโปร่งใสไร้ตำหนิ สลักลวดลายกิเลนเหยียบเมฆอย่างวิจิตรบรรจง
‘หยกเนื้อดีขนาดนี้... อย่างต่ำๆ ก็ขายได้สักหนึ่งพันตำลึงทอง!’
สมองประมวลผลทันที: ความเสี่ยง = สูง ผลตอบแทน = สูงมาก (ถ้าเขาไม่ตายและตอบแทนบุญคุณ / หรือถ้าเขาตายก็ยึดหยกมาขาย)
จั๋วชิงเหยาตัดสินใจในเสี้ยววินาที นางวางท่อนฟืนลง แล้วก้มลงไปเขย่าตัวชายหนุ่ม
"นี่เจ้า... ยังมีชีวิตอยู่ไหม?"
ชายหนุ่มขยับตัวเล็กน้อย ใบหน้าคมเข้มที่ซีดเผือดเงยขึ้นมาเล็กน้อย เส้นผมเปียกลู่ปรกหน้า ดวงตาคู่นั้นปิดสนิท แต่ริมฝีปากสั่นระริกพึมพำออกมาแผ่วเบา
"ช่วย... ช่วยข้า..."
"ช่วยน่ะช่วยได้ แต่ข้าไม่ทำการค้าที่ขาดทุนนะ" จั๋วชิงเหยาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะรวบรวมแรงทั้งหมด พยุงร่างหนักอึ้งของชายหนุ่มขึ้น
"ตัวหนักอย่างกับควาย! นี่กินอะไรเข้าไปเนี่ย!" นางบ่นอุบอิบ กัดฟันลากร่างเขาเข้ามาในร้านอย่างทุลักทุเล ทิ้งรอยเลือดเป็นทางยาว ก่อนจะรีบปิดประตูลงกลอนแน่นหนา
เมื่อลากเขามาถึงกองฟางแห้งที่มุมห้อง จั๋วชิงเหยาก็ทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจ แสงตะเกียงส่องกระทบใบหน้าของชายหนุ่มชัดๆ เป็นครั้งแรก
จั๋วชิงเหยาถึงกับชะงัก...
แม้ใบหน้าจะซีดเซียวและเปื้อนเลือด แต่โครงหน้านั้นราวกับสวรรค์ตั้งใจปั้น คิ้วกระบี่พาดเฉียง จมูกโด่งเป็นสัน รับกับริมฝีปากหยักได้รูป ช่างเป็นบุรุษที่หล่อเหลาร้ายกาจ หากจับไปขัดสีฉวีวรรณ คงขาย... เอ้ย! คงเป็นที่หมายปองของสาวน้อยสาวใหญ่ทั่วเมืองหลวง
"หล่อใช้ได้..." จั๋วชิงเหยาพยักหน้าหงึกหงัก "ถือว่าเป็นอาหารตา ขาดทุนกำไรนิดหน่อยก็พอหยวนๆ ได้"
นางเริ่มสำรวจบาดแผล พบรอยฟันลึกที่หน้าอกซ้ายและรอยฟกช้ำตามตัว นางรีบฉีกชายกระโปรงตัวในมาพันแผลห้ามเลือดอย่างลวกๆ
"น้ำ... ขอน้ำ..." ชายหนุ่มเพ้อออกมา มือหนาควานสะเปะสะปะกลางอากาศ
"รู้แล้วๆ รอเดี๋ยว" จั๋วชิงเหยารินน้ำใส่ถ้วยดินเผา แล้วประคองศีรษะเขาขึ้นดื่ม
ชายหนุ่มดื่มน้ำอย่างกระหาย เมื่อได้สติเล็กน้อย เขาก็พยายามจะลืมตาขึ้น แต่แล้วเขาก็ต้องขมวดคิ้วแน่น มือยกขึ้นกุมขมับด้วยความตื่นตระหนก
"ทำไม... ทำไมข้ามองไม่เห็น?" เสียงทุ้มแหบพร่านั้นสั่นเครือ "ที่นี่ที่ไหน? ทำไมมันมืดไปหมด!"
จั๋วชิงเหยาชะงัก นางโบกมือผ่านหน้าเขาไปมา แต่ดวงตาคมคู่นั้นกลับเหม่อลอย ไม่โฟกัสที่จุดใดเลย
"เจ้าตาบอด?" นางถามโพล่งออกไปตรงๆ
ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไป ร่างกายเกร็งเขม็ง ความทรงจำสุดท้ายคือเขาถูกลอบวางยาพิษ 'เจ็ดก้าวสังหาร' ที่ทำให้ประสาทสัมผัสล้มเหลวชั่วคราว ก่อนจะถูกไล่ล่าจนตกลงไปในแม่น้ำ... ตาบอดงั้นรึ? ท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกรแห่งแดนเหนือ กลายเป็นคนตาบอดงั้นรึ?!
"ข้า... ข้ามองไม่เห็นจริงๆ ..." เขาพึมพำ เสียงแฝงความสิ้นหวัง
จั๋วชิงเหยามองชายหนุ่มตรงหน้า สมองนักธุรกิจทำงานอีกครั้ง หล่อ... รวย (ดูจากหยก) ... แต่ตาบอดและบาดเจ็บ นี่มัน... สัตว์เลี้ยงเฝ้าบ้านชั้นดีชัดๆ!
ถ้าเขาตาบอด เขาก็ไปไหนไม่ได้ ต้องพึ่งพานาง ถ้าเขาเป็นวรยุทธ์ (ดูจากร่องรอยการต่อสู้) เขาก็ปกป้องนางจากอันธพาลได้ และถ้าวันหนึ่งเขาหายดี... หยกชิ้นนั้นก็เป็นหลักประกันชั้นยอด
จั๋วชิงเหยาเปลี่ยนน้ำเสียงให้อ่อนโยนลงทันที (ระดับแม่พระมาโปรด) "ไม่ต้องกลัวนะเจ้าหนุ่ม ข้าช่วยเจ้าไว้เอง ที่นี่ปลอดภัยแล้ว พักผ่อนเถิด... ว่าแต่เจ้าชื่ออะไร?"
ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง สัญชาตญาณบอกให้เขาปิดบังตัวตน แม่ทัพใหญ่ 'เฮ่อเหลียนเจิง' หายสาบสูญ ย่อมมีคนตามล่า เขาไม่อาจบอกชื่อจริงได้
"ข้า... ข้าจำไม่ได้" เขาโกหกคำโต "ข้าจำอะไรไม่ได้เลย..."
"ความจำเสื่อมด้วย?" จั๋วชิงเหยายิ้มกว้างกว่าเดิม 'เสร็จโจร! เข้าทางข้าล่ะทีนี้'
"เอาล่ะๆ ไม่จำก็ไม่เป็นไร ตั้งแต่นี้ไป เจ้าพักรักษาตัวอยู่ที่นี่ เป็นลูกจ้าง... เอ้ย เป็นคนในความดูแลของข้าก็แล้วกัน"
จั๋วชิงเหยาตบไหล่เขาเบาๆ
"ข้าจะเรียกเจ้าว่า 'อาเจิง' (มาจากคำว่า เจิง ที่แปลว่าแย่งชิง เพราะนางแย่งเขามาจากความตาย) ต่อไปนี้หน้าที่ของเจ้าคือ รักษาตัวให้หาย แล้วมาช่วยข้าทำงานใช้หนี้ค่ารักษา เข้าใจไหม?"
เฮ่อเหลียนเจิง หรือ 'อาเจิง' หมาดๆ พยักหน้าช้าๆ แม้จะมองไม่เห็น แต่เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมประหลาดจากกายหญิงสาว... กลิ่นหอมเย็นๆ เหมือนดอกไม้ป่า ผสมกับกลิ่นเงินตราจางๆ
"ขอบคุณ... แม่นาง..."
"เรียกข้าว่า 'เถ้าแก่เเนี๊ยะ'" จั๋วชิงเหยาสั่งสอน "และจำไว้... ชีวิตเจ้าตอนนี้ เป็นของข้าแล้ว!"
