บทที่ 2
บทที่ 2
วนิดาถอนหายใจเฮือกหนึ่งอย่างไม่ปิดบัง พลางยืนพิงราวเรือ มองผืนน้ำสีดำสนิทที่สะท้อนแสงไฟจากตัวเรือยอร์ชสุดหรูซึ่งลอยลำอยู่กลางทะเล
เรือยอร์ชส่วนตัวขนาดมหึมา รองรับผู้โดยสารได้กว่าหนึ่งร้อยชีวิต ความโอ่อ่าหรูหรานี้สมกับเป็นผลงานของบุตรชายเจ้าของอู่ต่อเรือที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกอย่าง “พบตะวัน” อย่างแท้จริง
เธอรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรเขาก็ต้องได้รับเชิญมาร่วมงานปาร์ตี้วันเกิดล่องเรือ 2 วัน 3 คืนนี้
แต่ที่ไม่คาดคิด…
คือคืนแรกก็ต้องมาเจอกัน ทั้งที่เรือก็ออกจะกว้างขนาดนี้แท้ ๆ
“โกยนมมาตั้งแต่ตาตุ่มเลยเหรอหมวยเล็ก”
เสียงคุ้นเคยที่มาพร้อมคำพูดกวนประสาทดังขึ้นด้านหลัง วนิดากรอกตามองฟ้าอย่างไม่คิดจะปิดบังความเอือมระอา ก่อนจะหันกลับไปมองคนพูดด้วยสายตาเย็นชา
“เจอหน้ากันทีไร ปากปีจอตลอดเลยนะคิน”
เธอสวนกลับทันควัน อาคิรายกยิ้มมุมปาก ราวกับสนุกกับปฏิกิริยาของเธอ ทั้งสองคนยืนเผชิญหน้ากันอย่างคนที่ไม่เคยถูกชะตากันมาตั้งแต่เด็ก และนั่นก็เป็นเรื่องจริง
วนิดาไม่เคยเข้าใจว่าทำไมพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายถึงจับเธอกับเขาหมั้นหมายกันตั้งแต่ยังเล็ก ทั้งที่นิสัยและความคิดแทบจะตรงข้ามกันคนละขั้ว
อยู่ร่วมโลกเดียวกันยังลำบาก
นับประสาอะไรกับการใช้ชีวิตคู่
โชคดีเพียงอย่างเดียว…คือหลังจากหมั้นหมายกันแล้ว ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่เคยเร่งรัดเรื่องแต่งงาน
ปล่อยให้เวลาผ่านไป
จนตอนนี้…เธอกับเขาอายุย่างเข้าเลขสามแล้ว
แต่สถานะ “คู่หมั้น” ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม
“เก็บปากไว้แดรกข้าวเถอะคิน” วนิดาตอกกลับเสียงเรียบ “ใช้ส้นตีนมองเหรอ ถึงบอกว่าโกย ของแท้แม่ให้มาย่ะ”
สายตาของเธอเลื่อนผ่านเขาไปยังหญิงสาวที่ยืนแนบชิดอยู่ข้างกายอาคิรา
“เด็กนายใส่เศษผ้าปิดแค่นมกับกางเกงตัวจิ๋ว” นางเอ่ยประชด “ถ้าไม่รู้ว่าเป็นเด็กนาย คงนึกว่ามาหารายได้เสริม”
หญิงสาวคนนั้นหน้าเสียทันที แต่อาคิรายังไม่ทันตอบโต้ วนิดาก็ดึงแขนปราณีเพื่อนสนิทของเธอ แล้วเดินหนีไปนั่งที่โต๊ะอีกมุมหนึ่งโดยไม่คิดจะต่อปากต่อคำ
“มึงนี่นะ…” เจมส์ส่ายหัว มองเพื่อนตัวเองอย่างระอา “แทนที่จะปล่อยให้หมวยเล็กเดินผ่านไปเฉย ๆ เสือกไปทัก”
“แบบนั้นเรียกทักเหรอวะ” ปกปักษ์เสริม “ต่อให้ไม่ใช่หมวยเล็ก เป็นใครก็ไม่ชอบทั้งนั้น” ความจริง มันเป็นแบบนี้กับวนิดาแค่คนเดียว เจอหน้ามีแต่หาเรื่องไม่ต่อปากต่อคำก็ทะเลาะ เป็นคู่หมั้นที่ไม่มีหรอกรักกันดี มีแต่จะตีกันตาย
อาคิราเพียงยักไหล่ ไม่ได้รู้สึกผิดแม้แต่น้อย“ก็แค่ไม่ชอบเห็นยัยนั่นมีความสุข”
คำตอบสั้น ๆ แต่ชัดเจน เขาไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ทุกครั้งที่เห็นวนิดายิ้ม หรือดูมีความสุขมันทำให้เขาหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก
“พี่หมวยเล็กคะ”
เสียงหวานใสดังขึ้นจากด้านหลังในขณะที่วนิดากำลังส่องกระจกในห้องน้ำเธอเงยหน้าขึ้น มองหญิงสาวในกระจก คู่ควงคนล่าสุดของอาคิรา
“มีอะไรกับพี่คะ…น้องริสา”น้ำเสียงของเธอเรียบเฉย
ริสากัดริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะรวบรวมความกล้า “พี่กับพี่คินก็ไม่ได้รักกัน…ทำไมไม่ถอนหมั้นกันล่ะคะ”
วนิดาเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไป…ไม่ดีกว่าเหรอคะ” อีกฝ่ายพูดต่อ “เวลาพี่คินไปไหนมาไหนกับริสา คนก็เอาไปนินทาว่านอกใจคู่หมั้น”
วนิดาถอนหายใจอีกครั้ง เหมือนจะเป็นคำถามง่าย ๆ แต่คำตอบกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก
เธอจะไม่อยากถอนหมั้นได้อย่างไร
อาคิราก็คงคิดไม่ต่างกัน
แต่พวกเขาทำไม่ได้ เพราะสองตระกูล…ผูกพันกันมายาวนาน ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษที่เดินทางมาจากเส้นทางสายไหม มาตั้งรกรากในแผ่นดินนี้ตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยา สองตระกูลร่วมทุกข์ร่วมสุข ค้ำจุนกันมาโดยตลอด และไม่เคยมีการบังคับให้ลูกหลานแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์
จนกระทั่ง…มาถึงรุ่นของพวกเขา
นั่นสิทำไมต้องเป็นเธอกับคิน
“ถ้าเขามีคนที่รักจริง ๆ” วนิดาเอ่ยขึ้นช้า ๆ “พี่ก็จะจูงมือไปขอที่บ้านให้ถอนหมั้นให้เอง” แต่ติดตรงนี้หมอนั่นควงดารานางแบบมาครึ่งวงการแล้วแต่กลับไม่มีตัวจริงสักคน แล้วดูเด็กนี่ก็ไม่น่าจะใช่
คำพูดนั้นทำให้ริสาชะงักแต่เพียงครู่เดียว เธอก็เงยหน้าขึ้นอย่างมั่นใจ “พี่คินกับริสารักกันค่ะ”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในบรรดาผู้หญิงทั้งหมด ริสาอยู่กับอาคิรามานานที่สุด เธอมองวนิดาตรง ๆ
“ถ้าไม่มีพี่…ริสาต้องได้เป็นตัวจริงแน่นอน”
หางคิ้วของวนิดากระตุกเล็กน้อย
“ติดก็ตรงพี่หมวยเล็ก” ริสาพูดต่อ “ที่พี่รั้งพี่คินไว้ เพราะพี่รักเขาใช่ไหมคะ แต่ในเมื่อพี่คินไม่ได้รักพี่เลย พี่อย่าเห็นแก่ตัวได้ไหม ปล่อยพี่คินไปเถอะ”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศเย็นลงในทันที
วนิดานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา
“น้องคะ…” น้ำเสียงของเธออ่อนโยนอย่างน่าประหลาด “น้องต้องแยกให้ออกนะ ว่าระหว่าง ‘รัก’ กับ ‘ใคร่’ มันต่างกันยังไง” เธอหันไปมองอีกฝ่ายเต็มตา
“ผู้ชายที่นอนกับผู้หญิง แล้วจ่ายเงินให้เป็นรายครั้งหรือรายเดือน…ทั้งๆ ที่คนทั้งโลกรู้ว่าเขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว” เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างชัดถ้อยชัดคำ “ผู้หญิงที่แทรกตัวเขามาแบบนั้นเขาไม่ได้เรียกว่าแฟนเขาเรียก กะ…”
ใบหน้าของริสาเปลี่ยนสีทันที กะหรี่ อีหมวยเล็กมันจะเรียกเธอว่ากะหรี่งั้นเหรอ “พี่ว่าริสาเป็นแบบนั้นเหรอคะ!”
เธอเงื้อมือขึ้นอย่างควบคุมอารมณ์ไม่อยู่แต่ยังไม่ทันจะฟาดลงมา วนิดาก็เอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
“อย่าเข้ามานะ” น้ำเสียงเย็นจนทำให้คนฟังชะงัก “ถ้าไม่อยากไปแก้จมูกใหม่” เธอจ้องอีกฝ่ายนิ่ง “ถ้าคบกับคินมานาน…ก็คงรู้ว่าฉันกับเขาใช้ครูมวยคนเดียวกัน”
มือที่เงื้ออยู่…ค่อย ๆ ลดลง ริสากัดฟันแน่น แต่ไม่กล้าทำอะไรต่อ วนิดาไม่สนใจอีกต่อไป เธอหันหลัง เดินออกจากห้องน้ำตรงไปยังโต๊ะของอาคิรา ทั้งที่ตั้งใจว่าจะไม่คุยกับเขาในคืนนี้แล้ว แต่ในเมื่อเขาคุมคนของตัวเองไม่ได้ เธอก็จำเป็นต้องพูดให้ชัด
“คิน” เธอเรียกชื่อเขาเสียงเรียบ “ต่อให้นายจะกินไม่เลือกแค่ไหน ก็ช่วยบอกคู่ขาของนายให้ชัดเจนด้วย” เธอมองริสาที่เดินตามมาข้างหลัง “ว่าอย่ามาวุ่นวายกับฉัน”
อาคิราหันไปมองหญิงสาวข้างกายเล็กน้อยสีหน้าเริ่มเย็นลง
เขามีกฎ
และเขาบอกผู้หญิงทุกคนก่อนขึ้นเตียงเสมอห้ามยุ่งกับชีวิตส่วนตัวของเขา ห้ามก้าวล้ำ ห้ามแตะต้องคู่หมั้นของเขา
ดูเหมือนว่า…เขาจะควงริสานานเกินไปจนเธอลืมกฎข้อนี้
“พี่คินคะ ริสาไม่ได้ไปยุ่งเลยนะคะ” ริสารีบแก้ตัว “แค่เจอกันในห้องน้ำ แล้วทักกันเฉย ๆ”
เธอรีบมองเขาอย่างขอความเห็นใจ
“ระหว่างคู่หมั้น…กับผู้หญิงที่ฉันจ่ายเงินให้” อาคิราเอ่ยช้า ๆ สายตาคมกวาดมองทั้งสองคน “ฉันควรเชื่อใครดี”
คำถามนั้น…ไม่ต้องการคำตอบแม้เขากับวนิดาจะไม่เคยลงรอยกัน แต่เธอไม่เคยก้าวก่ายเรื่องผู้หญิงของเขา ไม่เคยสร้างปัญหา ไม่สนใจด้วยว่าเขาจะควงใคร ไปไหน และไม่เคยลดตัวลงมาทะเลาะกับใครก่อน แม้เธอจะปากร้ายแต่เธอไม่มีทางหาเรื่องใครก่อนเรื่องนั่นเขารู้ดีกว่าใคร ขนาดกับเขาเธอยังไม่เคยหาเรื่องเขาก่อนเลยสักครั้ง
ดังนั้นเขารู้ดีว่าใครพูดความจริง
