บทนำ : กลิ่นคาวเลือดในคืนพายุคลั่ง
บทนำ : กลิ่นคาวเลือดในคืนพายุคลั่ง
ความตาย... คือความเงียบงันที่ไร้จุดสิ้นสุด
นั่นคือสิ่งที่ ‘มู่หว่านชิง’ นักพฤกษศาสตร์สาวแห่งศตวรรษที่ 21 คิดเป็นสิ่งสุดท้าย ก่อนที่ร่างของเธอจะร่วงหล่นจากหน้าผาสูงชันในขณะสำรวจพันธุ์พืชหายาก สติของเธอดับวูบไปพร้อมกับความเสียดายที่ยังทำวิจัยไม่สำเร็จ
ทว่า... ความเงียบงันนั้นกลับคงอยู่เพียงชั่วครู่
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าดังกึกก้องปลุกสติที่ควรจะดับให้ตื่นขึ้น ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วศีรษะราวกับถูกใครเอาค้อนปอนด์มาทุบ กลิ่นอายชื้นแฉะของดินโคลนและกลิ่นอับของไม้เก่าๆ ลอยมาแตะจมูก
มู่หว่านชิงพยายามลืมตาขึ้น แต่เปลือกตากลับหนักอึ้ง สิ่งแรกที่นางสัมผัสได้ไม่ใช่เตียงนุ่มในโรงพยาบาล แต่เป็นพื้นดินแข็งๆ ที่เย็นเฉียบและความเปียกชื้นที่ซึมผ่านเสื้อผ้าเนื้อหยาบเข้ามาถึงผิวหนัง
"ที่นี่... ที่ไหน?"
นางพึมพำเสียงแหบแห้ง ทันใดนั้น ความทรงจำที่ไม่ใช่ของนางก็ไหลบ่าเข้ามาในสมอง
ภาพของเด็กสาวที่ชื่อเหมือนนาง... ‘มู่หว่านชิง’ บุตรสาวคนรองของตระกูลชาวนาผู้ยากจนในแคว้นต้าหยวน ร่างกายอ่อนแอ ทำงานหนักไม่ได้ ถูกตราหน้าว่าเป็น ‘ตัวล้างผลาญ’ ของบ้าน ท้ายที่สุดเมื่อบิดาแต่งงานใหม่ แม่เลี้ยงใจร้ายก็ออกอุบายขับไล่นางออกมา โดยอ้างว่าดวงชะตาของนางเป็นกาลกิณี ขัดลาภของน้องชายที่กำลังจะเกิด
เด็กสาวถูกโยนทิ้งไว้ที่ ‘กระท่อมร้างท้ายหมู่บ้าน’ ติดกับป่าร้อยอสูรที่ไม่มีใครกล้าย่างกราย ไม่มีอาหาร ไม่มีฟืนไฟ และในคืนที่พายุโหมกระหน่ำเช่นนี้ นางก็หนาวตายอย่างโดดเดี่ยว...
"บ้าที่สุด! ให้ตายแล้วเกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นคุณหนูจวนรวยๆ ไม่ได้หรือไง ทำไมต้องมาเป็นนางก้นครัวที่อดตายด้วย!"
มู่หว่านชิงสบถออกมาอย่างหัวเสีย แต่นางไม่มีเวลามานั่งตัดพ้อโชคชะตา ลมหนาวจากรอยแตกของผนังไม้ไผ่พัดกรูเข้ามาจนร่างบางสั่น หากนางยังนอนอยู่ตรงนี้ นางคงได้ตายตามเจ้าของร่างเดิมไปติดๆ
หญิงสาวกัดฟันยันกายลุกขึ้น ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงวูบวาบจากสายฟ้าแลบ นางคลำทางสะเปะสะปะเพื่อหาที่หลบฝนมุมห้องที่หลังคาไม่รั่ว
กร๊อบ...
เท้าเปล่าเปลือยของนางเหยียบเข้ากับอะไรบางอย่าง มันไม่ใช่ท่อนไม้... มันนุ่มหยุ่นแต่แน่นหนา และมีความอุ่นร้อนแผ่ออกมา
"อะไรน่ะ?"
ด้วยสัญชาตญาณนักวิจัยที่มักสงสัย นางย่อตัวลง ใช้มือคลำสิ่งที่อยู่บนพื้น สัมผัสแรกคือ ‘ผ้าเนื้อดี’ ที่เปียกโชก แต่เมื่อเลื่อนมือไปอีกนิด นิ้วเรียวกลับสัมผัสได้ถึงของเหลวข้นหนืดที่มีกลิ่นสนิมเหล็กคละคลุ้ง
เลือด!
เปรี้ยง!
แสงฟ้าผ่าสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าชัดเจนเต็มสองตา
ร่างของบุรุษผู้หนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนกองฟาง เขาสวมชุดสีดำสนิท ที่หน้าอกและท่อนแขนมีบาดแผลฉกรรจ์จากของมีคม เลือดสีแดงฉานไหลย้อมฟางจนกลายเป็นสีคล้ำ ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกบดบังด้วยเรือนผมที่เปียกลู่ แต่อีกครึ่งหนึ่งที่เผยให้เห็นนั้น... แม้จะซีดเผือดไร้สีเลือด แต่ก็ยังคงความหล่อเหลาคมคายราวกับเทพเซียนตกสวรรค์
ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุด คือผ้าแถบสีดำที่คาดปิดดวงตาของเขาเอาไว้
"คนเจ็บ?" มู่หว่านชิงชะงัก ลังเลว่าควรจะช่วยดีหรือไม่ ในยุคโบราณที่ป่าเถื่อนเช่นนี้ การช่วยคนแปลกหน้าอาจนำภัยมาสู่ตัว แต่จรรยาบรรณของคนในยุคปัจจุบันทำให้นางไม่อาจเมินเฉย
"เอาเถอะ ถือว่าทำบุญสะเดาะเคราะห์ก็แล้วกัน"
นางเอื้อมมือไปหมายจะจับชีพจรที่ลำคอของเขา
หมับ!
ชั่วพริบตาเดียว มือแกร่งที่ดูเหมือนคนใกล้ตายกลับพุ่งขึ้นมาคว้าข้อมือของนางไว้แน่น แรงบีบมหาศาลทำเอากระดูกข้อมือแทบแตก ร่างสูงกระชากนางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนที่มืออีกข้างจะเลื่อนมาบีบรอบลำคอของนาง!
"อึก...!" มู่หว่านชิงเบิกตากว้าง หายใจไม่ออก
บุรุษชุดดำขยับริมฝีปากที่แห้งผาก เสียงของเขาต่ำทุ้ม แหบพร่า แต่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารที่เย็นเยียบจนน่าขนลุก
"เจ้า... เป็นคนของใคร? ใครส่งเจ้ามา..."
แม้ดวงตาจะถูกผ้าคาดปิดสนิท แต่มู่หว่านชิงกลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกจ้องมองด้วยดวงตาของสัตว์ร้ายในความมืด นางรู้ได้ทันทีว่า... สิ่งที่นางเก็บมาได้ ไม่ใช่ลูกแมวที่น่าสงสาร
แต่เป็น ‘หายนะ’ ที่อาจจะคร่าชีวิตนางได้เร็วกว่าความหนาวเหน็บเสียอีก!
