บท
ตั้งค่า

บทที่ 1 : เพื่อนร่วมห้องจากนรก

บทที่ 1 : เพื่อนร่วมห้องจากนรก

แรงบีบที่ลำคอแน่นขึ้นจนมู่หว่านชิงเริ่มเห็นดาวระยิบระยับในดวงตา ลมหายใจขาดห้วง นางพยายามแกะมือนั้นออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี แต่ดูเหมือนเรี่ยวแรงของหญิงสาวผอมแห้งคนนี้จะไม่อาจสู้แรงของบุรุษฝึกยุทธ์ได้เลย แม้เขาจะบาดเจ็บเจียนตายก็ตาม

“ข้า... แค่ก! ข้าไม่ใช่... คนของใคร...”

นางเค้นเสียงผ่านลำคอที่ตีบตันออกมาอย่างยากลำบาก พยายามสื่อสารให้ชัดเจนที่สุด “ข้าเป็น... เจ้าของบ้าน... ปล่อย...”

ชายชุดดำชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดมุ่นราวกับกำลังใช้ความคิดประมวลผลคำพูดของนาง เสียงลมหายใจของเขาหอบกระชั้นและร้อนผ่าว ร่างกายของเขาสั่นเทาไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะพิษบาดแผลและการสูญเสียเลือด

“เจ้าของบ้าน?” เขาพึมพำเสียงต่ำ มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มหยัน “ที่รกร้างเช่นนี้... ยังมีคนอยู่อีกหรือ?”

“ถ้าเจ้า... ฆ่าข้า...” มู่หว่านชิงตัดสินใจงัดไม้ตายสุดท้ายออกมา “...เจ้าก็นอนรอความตาย... อยู่ตรงนี้คนเดียวเถอะ!”

คำขู่นั้นดูเหมือนจะได้ผล หรือไม่ก็เป็นเพราะพละกำลังเฮือกสุดท้ายของเขาหมดลงพอดี มือแกร่งที่บีบคอนางค่อยๆ คลายออก ก่อนที่ศีรษะได้รูปของเขาจะร่วงตกลงกระแทกกับพื้นฟางเสียงดัง ตุ้บ!

“แฮ่ก... แฮ่ก...”

มู่หว่านชิงรีบถอยกรูดออกมาจนแผ่นหลังชนฝาผนังไม้ไผ่ นางสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ ยกมือลูบลำคอที่เริ่มรู้สึกแสบร้อนและคงจะขึ้นรอยช้ำในไม่ช้า

“เกือบตายแล้วไหมล่ะ ยัยหว่านชิง...” นางบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความโมโห พลางจ้องมองร่างสูงที่นอนแน่นิ่งไปแล้วอย่างหวาดระแวง “ช่วยคนไม่ได้บุญไม่พอ ยังเกือบจะได้เป็นผีเฝ้ากระท่อมอีกต่างหาก”

นางนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อรอให้หัวใจเต้นช้าลง สายตาปรับสภาพจนเริ่มชินกับความมืดภายในกระท่อม แสงฟ้าแลบจากภายนอกทำให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของ ‘มู่หว่านชิงคนเก่า’ ได้ชัดเจนขึ้น

มันแย่ยิ่งกว่าที่คิด...

กระท่อมหลังนี้แทบจะเรียกว่าบ้านไม่ได้ มันคือเพิงไม้ไผ่ผุพังที่พร้อมจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ หลังคามุงจากมีรูรั่วหลายจุดทำให้น้ำฝนหยดลงมาเป็นทาง พื้นเป็นดินอัดแน่นที่ตอนนี้เริ่มแฉะเป็นโคลน ข้าวของมีเพียงโต๊ะขาหักหนึ่งตัว กองฟางแห้งที่นางและชายผู้นั้นนอนทับอยู่ และไหดินเผาบิ่นๆ สองสามใบที่วางระเกะระกะ

“จนกรอบ...” มู่หว่านชิงถอนหายใจยาวเหยียด “ไม่มีข้าวสาร ไม่มีผ้าห่ม แม้แต่เสื้อผ้าที่ใส่อยู่ก็บางจนกันลมไม่ได้ นี่มันโหมดเอาชีวิตรอดระดับฮาร์ดคอร์ชัดๆ”

แต่ก่อนที่จะคิดเรื่องปากท้อง สายตาของนางก็เหลือบไปมองร่างของชายชุดดำอีกครั้ง เขายังคงนอนนิ่ง ลมหายใจแผ่วเบาและไม่สม่ำเสมอ หากปล่อยไว้แบบนี้ เขาไม่รอดแน่

จิตวิญญาณของนักพฤกษศาสตร์และอดีตอาสาสมัครกู้ภัยในโลกเดิมทำให้นางไม่อาจนิ่งดูดาย นางขยับตัวเข้าไปหาเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ใช้เท้าเขี่ยขาเขาเบาๆ เพื่อเช็กดูว่าเขาแกล้งหลับหรือไม่

“เฮ้... นาย ตายหรือยัง?”

ไร้เสียงตอบรับ มู่หว่านชิงจึงรวบรวมความกล้าคุกเข่าลงข้างกายเขา นางเอื้อมมือไปแตะหน้าผากกว้าง

“ร้อนจี๋...”

ไข้ขึ้นสูงขนาดนี้ แสดงว่าบาดแผลคงอักเสบ หรือไม่ก็ติดเชื้อ นางตัดสินใจเลิกผ้าคลุมสีดำของเขาออกเพื่อดูสภาพบาดแผล แสงสลัวเผยให้เห็นรอยดาบพาดเฉียงตั้งแต่อกซ้ายลงมาถึงหน้าท้อง เลือดสดๆ ยังคงซึมออกมาไม่หยุด ผสมกับเลือดเก่าที่แห้งกรังจนเสื้อผ้าแข็งกระด้าง

“แผลลึกมาก ต้องห้ามเลือดเดี๋ยวนี้”

มู่หว่านชิงมองซ้ายมองขวา หาอะไรสักอย่างที่พอจะใช้ได้ สายตาไปสะดุดกับชายเสื้อตัวในของตัวเอง แม้จะเป็นผ้าฝ้ายหยาบๆ สีขาวตุ่นๆ แต่มันก็ดูสะอาดที่สุดเท่าที่จะหาได้ในตอนนี้

แคว่ก!

นางกัดฟันฉีกชายเสื้อตัวในของตนเองออกมาเป็นเส้นยาวๆ ทันทีโดยไม่เสียดาย จากนั้นจึงหันไปคว้าไหดินเผาใบหนึ่งที่รองน้ำฝนจากรอยรั่วหลังคาเอาไว้ น้ำฝนเย็นเฉียบและค่อนข้างสะอาด พอใช้ล้างแผลได้

นางใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดคราบเลือดรอบปากแผลอย่างเบามือ ชายหนุ่มครางในลำคอด้วยความเจ็บปวด คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น ร่างกายเกร็งกระตุกทุกครั้งที่ผ้าเย็นๆ สัมผัสโดนเนื้อสด

“ทนหน่อยนะพ่อคุณ ข้าไม่มียาชา” นางเอ่ยปลอบเสียงเบา แม้รู้ว่าเขาคงไม่ได้ยิน

มู่หว่านชิงสังเกตเห็นว่านอกจากแผลดาบแล้ว ที่ต้นแขนของเขายังมีรอยเข็มเล็กๆ สีม่วงคล้ำ และเส้นเลือดรอบๆ บริเวณนั้นปูดโปนเป็นสีดำน่ากลัว

“พิษ?” นางพึมพำ “มิน่าล่ะถึงได้ดูอ่อนแอผิดวิสัยนักรบ แผลดาบแค่นี้ไม่น่าจะล้มคนระดับนี้ได้ แต่พิษนี่สิ... ตัวปัญหา”

ในโลกเดิม นางเชี่ยวชาญเรื่องพืชสมุนไพรและพิษวิทยา แต่ในสถานการณ์นี้ นางไม่มีสมุนไพรสักต้นในมือ สิ่งเดียวที่ทำได้คือประคองอาการเขาไว้ก่อน

หลังจากล้างแผลจนสะอาดเท่าที่ทำได้ นางใช้ผ้าแถบยาวพันรอบอกแกร่งเพื่อห้ามเลือด นางต้องโน้มตัวลงไปโอบรอบตัวเขาเพื่อพันผ้า กลิ่นกายบุรุษผสมกับกลิ่นเลือดจางๆ ลอยมาแตะจมูก ใบหน้าของนางอยู่ห่างจากใบหน้าหล่อเหลาเพียงคืบ แม้จะมีผ้าปิดตาบดบัง แต่สันจมูกโด่งและริมฝีปากหยักได้รูปก็บ่งบอกได้ว่า ภายใต้ผ้าปิดตานั้นต้องเป็นใบหน้าที่สั่นคลอนหัวใจอิสตรีได้แน่

“เสียดายของจริงๆ หล่อขนาดนี้ถ้าต้องมาตายในกระท่อมผุๆ คงน่าเสียดายแย่”

นางผูกปมผ้าจนแน่น ตรวจสอบชีพจรอีกครั้ง พบว่าแม้จะยังอ่อนแต่ก็มั่นคงขึ้นเล็กน้อย

“เอาล่ะ หน้าที่หมอจบแล้ว ต่อไปก็หน้าที่คนเฝ้าไข้”

มู่หว่านชิงขยับไปนั่งกอดเข่าพิงผนัง ห่างออกมาจากเขาพอสมควรเพื่อความปลอดภัย ท้องของนางเริ่มประท้วงด้วยเสียงโครกคราก ความหิวโหยเล่นงานจนแสบท้องไปหมด

“ทนไว้นะร่างนี้ พรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากัน”

นางหลับตาลง ฟังเสียงฝนที่เริ่มซาเม็ด ความอ่อนเพลียจากการเดินทางข้ามภพและการต่อสู้เมื่อครู่ทำให้นางผล็อยหลับไปในที่สุด โดยมีเสียงลมหายใจของ ‘ตัวอันตราย’ เป็นเพื่อนร่วมห้องเพียงหนึ่งเดียว

...

เช้าวันใหม่มาเยือนพร้อมกับแสงแดดที่สาดส่องผ่านรอยแตกของผนัง

มู่หว่านชิงสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความปวดเมื่อยไปทั้งตัว นางขยี้ตาแล้วมองไปที่กองฟาง... ว่างเปล่า!

“หายไปไหน?”

หัวใจของนางกระตุกวูบ หรือว่าเขาหนีไปแล้ว? หรือว่าโจรตามมาฆ่าเขาแล้วลากศพไป?

นางรีบลุกขึ้นวิ่งออกไปนอกกระท่อม ภาพที่เห็นทำให้เท้าของนางชะงักค้าง

เบื้องหน้าคือทุ่งหญ้ารกที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ถัดออกไปเป็นแนวป่าทึบที่ดูอันตราย ส่วนด้านหลังเป็นภูเขาสูงตระหง่าน บรรยากาศเงียบสงบและบริสุทธิ์จนน่าทึ่ง

และที่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้ากระท่อม ชายชุดดำคนนั้นกำลังยืนอยู่...

เขาใช้ดาบเล่มยาวต่างไม้ค้ำยันร่าง ยืนหันหลังให้นาง ใบหน้าเงยขึ้นรับแสงแดดยามเช้า ลมพัดเส้นผมยาวสลวยของเขาปลิวไสว แม้จะมีผ้าพันแผลเปื้อนเลือดพันรอบอก แต่แผ่นหลังกว้างนั้นกลับดูองอาจและโดดเดี่ยวในเวลาเดียวกัน

ดูเหมือนเขาจะได้ยินเสียงฝีเท้าของนาง ใบหูของเขากระดิกเล็กน้อย ก่อนจะหันหน้ามาทางนางอย่างช้าๆ แม้ผ้าคาดตายังคงอยู่ แต่รังสีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับทำให้นางรู้สึกเย็นวาบ

“เจ้าตื่นแล้วหรือ... แม่นาง?”

เสียงของเขาแหบพร่าแต่ทรงพลัง มันไม่ใช่คำถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ แต่มันคือการหยั่งเชิง

มู่หว่านชิงสูดหายใจลึก ยืดอกขึ้นเผชิญหน้ากับชะตากรรม

“ตื่นแล้ว และข้าก็หิวมากด้วย” นางตอบกลับไปดื้อๆ “ในเมื่อท่านยังไม่ตาย และข้าก็เป็นคนช่วยท่านไว้... ท่านพอจะมีเงินจ่ายค่ารักษาไหม? ข้าไม่รับคำขอบคุณปากเปล่าหรอกนะ”

มุมปากของแม่ทัพหนุ่มยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่อ่านไม่ออกว่าขบขันหรือสมเพช

“เงินข้าไม่มี... แต่ถ้าชีวิตของเจ้า... ข้าพอจะละเว้นให้ได้ เป็นการตอบแทน”

มู่หว่านชิงอ้าปากค้าง อยากจะด่ากราดให้หายแค้น ช่วยชีวิตคนไว้แท้ๆ แต่สิ่งตอบแทนคือการ ‘ไม่ฆ่า’ เนี่ยนะ!?

“ช่างเป็นบุญคุณที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน!” นางประชดเสียงสูง เดินกระแทกเท้าผ่านหน้าเขาไปที่ลำธารเล็กๆ ข้างกระท่อม เพื่อล้างหน้าล้างตา “จำคำพูดของท่านไว้ให้ดีเถอะ สักวันข้าจะทวงหนี้บุญคุณนี้ คอยดู!”

เซียวเหยียนซานยืนนิ่ง ฟังเสียงฝีเท้าและเสียงบ่นพึมพำของสตรีชาวบ้านผู้นั้นด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด

นางไม่ได้หวาดกลัวเขาจนตัวสั่นเหมือนคนทั่วไป... นางกล้าต่อปากต่อคำ... และกลิ่นกายของนางที่ติดอยู่บนจมูกของเขาตอนทำแผลเมื่อคืน...

มันหอม... เหมือนกลิ่นดินหลังฝนตก

แม่ทัพหนุ่มกระชับดาบในมือแน่น ความมืดมิดในดวงตาไม่อาจบดบังความสนใจที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ

‘มู่หว่านชิง... สตรีผู้นี้ น่าสนใจ’

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel