บทที่ 2 ทำรุนแรง
ซ่งหว่านอิงคิดแล้วก็เจ็บใจ นางอุตส่าห์ระวังตัวอย่างดี หากว่าไม่สงสารหญิงสาวผู้นั้น นางก็คงจะหลบพ้นน้ำมือคนชั่วแล้ว
เสียงฝีเท้าค่อนข้างเบา ก้าวเข้ามาในกระโจม ซ่งหว่านอิงเคยได้ยินว่าคนที่มีวรยุทธ์จะเดินเบามาก หากว่านางไม่เคยฝึกหูสำหรับการฟังเสียงที่เบาเช่นนี้มาก่อนก็คงจะไม่รู้สึก
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่เดินไปด้านหลังผ้าผืนใหญ่ที่กั้นไว้อย่างง่ายๆ ถอดเสื้อผ้าออกเหลือเพียงชุดตัวในแล้วเดินมาหยุดเท้าที่เตียง
หญิงสาวชุดแดงใบหน้าเย้ายวนทรวดทรงชวนให้หลงใหลนอนนิ่งอยู่บนเตียง
“เหตุใดสีหน้าของเจ้าจึงเป็นเช่นนี้” สวีพานย่นหัวคิ้ว เขารู้สึกว่าใบหน้าของหญิงคณิกาคนงามดูคล้ายเศร้าโศกอย่างมาก “ดูเหมือนว่าเจ้ามิได้เต็มใจจะรับใช้ข้าเลยสักนิด”
ซ่งหว่านอิงมิใช่หญิงสาวที่อ่อนแอ ทว่าพอได้ยินคำถามของแม่ทัพหนุ่มรูปงามน้ำตาของนางไหลออกมาอย่างเกินควบคุม
ชายหนุ่มตกใจรีบประคองร่างของนางให้ลุกขึ้นนั่ง
ซ่งหว่านอิงได้กลิ่นสุราจางๆ จากร่างของเขา นางพยายามจะเปล่งเสียงแต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา
“เจ้าเป็นใบ้หรือ”
หญิงสาวพยายามรวบรวมกำลังแล้วส่ายหน้า
สวีพานแตะที่ชีพจรของนาง เขานิ่วหน้าในทันที “เจ้าถูกคนวางยาไร้แรง บัดซบนัก! กองทัพของข้าไม่อนุญาตให้นำสตรีที่ไม่เต็มใจปรนนิบัติทหารเข้ามาในค่าย”
ชายหนุ่มลุกขึ้นไปสวมเสื้อคลุมทับแล้วโผล่หน้าไปเรียกหาเถี่ยหนิวในทันที
ไม่ถึงหนึ่งอึดใจ องครักษ์คู่ใจก็วิ่งมาถึงหน้ากระโจม “ท่านแม่ทัพ มีอันใดหรือขอรับ”
“เจ้าไปสำรวจดูว่ามีหญิงสาวถูกบังคับมาบ้างหรือไม่” สวีพานน้ำเสียงเคร่งขรึม
เถี่ยหนิวตาตื่น เขารับคำสวีพานแล้วไปเรียกทหารใต้บังคับบัญชาตนทั้งสิบให้ออกไปสำรวจตามกระโจมต่างๆ ในทันที
การข่มเหงหรือรังแกสตรีชาวบ้านสำหรับทหารสกุลหยางถือเป็นโทษร้ายแรงถึงประหารชีวิต
ไม่ถึงหนึ่งเค่อก็กลับมารายงานสวีพาน
“เรียนท่านแม่ทัพ คนของข้าไปสำรวจหมดทุกกระโจมแล้วขอรับ พวกนางยืนยันตรงกันว่ายินดีมาเป็นหญิงคณิกา ไม่มีผู้ใดถูกบังคับหรือจับมาขอรับ”
สวีพานนิ่วหน้า “ดี!” เขาพูดแค่นั้นก็ผลุบหายกลับเข้าไปในกระโจม
ชายหนุ่มเดินไปดึงเอาหีบใต้เตียงนอนออกมา หยิบเอาตลับไม้เล็กๆ มาเปิดฝา หยิบเม็ดยาลูกกลอนเม็ดหนึ่งออกมาใส่ปากซ่งหว่านอิง แล้วเอามือปิดปากนางผลักให้เงยหน้า
“ยาที่ข้าให้เจ้ากิน เป็นยาคลายอาการไร้เรี่ยวแรง ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ทำอันใดเจ้าหรอก ข้าเป็นถึงแม่ทัพ เรื่องข่มเหงสตรีข้าไม่ทำอย่างแน่นอน” ชายหนุ่มยืนยันหนักแน่น
ซ่งหว่านอิงถอนหายใจอย่างโล่งอก สายตาขึงขังของชายหนุ่มตรงหน้าทำให้นางคลายความหวาดกลัว
“ยานี่หลังจากกินไปแล้ว กว่าเจ้าจะฟื้นเรี่ยวแรงได้ก็ต้องใช้เวลาราวครึ่งชั่วยาม ดื่มน้ำเสียก่อน” เขาพูดพลางหันไปรินน้ำใส่ชามปากบานมาจ่อที่ปากของนาง
ซ่งหว่านอิงอ้าปากอย่างว่าง่าย หลังจากดื่มน้ำเข้าไปแล้วนางรู้สึกว่าร่างกายของตนค่อยๆ ฟื้นกำลังขึ้นมา สายตาที่มอง สวีพานจึงเต็มไปด้วยคำขอบคุณ นางพยายามอ้าปากพูดแต่ก็ยังไม่มีเสียง
“นอนพักเสียก่อนเถิด ข้าเองก็เหนื่อยมากอยากนอนพักแต่เจ้าไม่ต้องพยายามหนีนะ หากเจ้าพยายามหนีจะยิ่งวุ่นวาย ทหารข้างนอกล้วนกลัดมัน หากเขาจับเจ้าได้แล้วทำมิดีมิร้าย นั่นก็ถือว่าการเลือกของเจ้าเอง” ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมกับล้มตัวลงนอนข้างนาง
ซ่งหว่านอิงนั่งหลับตาปริบๆ ดูเหมือนบุรุษผู้นี้จะไม่ระวังระแวงในตัวนาง เขานอนกอดอกหันหลังให้ ครู่หนึ่งเสียงลมหายใจก็เริ่มสม่ำเสมอ
เทียนไขในห้องยังไม่ดับ คล้ายเขาจะเหลือไว้ให้มันคอยปลอบประโลมนาง ซ่งหว่านอิงเหลือบมองแผ่นหลังของชายหนุ่มผู้ได้ชื่อว่าเป็นแม่ทัพแล้วก็รู้สึกทั้งกลัวทั้งอบอุ่นใจ
ที่ยังกลัวก็เพราะเขาเป็นบุรุษ แต่ที่อบอุ่นใจก็เพราะเขาเอ่ยอย่างหนักแน่นว่าจะไม่ข่มเหงนาง
จวนจะรุ่งสาง ซ่งหว่านอิงจึงค่อยรู้ตัวตื่นขึ้น เทียนในกระโจมยังสว่างไสว เงาหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่หลังฉากผ้า
“เจ้าตื่นแล้วรึ” เขาเอ่ยทัก
ดูเหมือนหูเขาจะไวเป็นพิเศษ แค่เพียงนางเคลื่อนไหวเบาๆ เขาก็รู้แล้วว่านางตื่น
สวีพานล้างหน้าแต่งตัวเสร็จก็เดินออกจากหลังฉาก
“เจ้าคงจะเหนื่อยมาก ถึงกับนั่งหลับไป ข้าขออภัยที่ต้องล่วงเกินประคองเจ้าให้นอนลง”
หญิงสาวพยายามอ้าปากอีกครั้ง ทว่ากลับไม่มีเสียงออกมา นางชี้ที่ลำคอของตนเอง ทำสีหน้าตกใจ
“เจ้าเขียนอักษรเป็นหรือไม่”
นางพยักหน้าหงึกหงัก
สวีพานหันไปยกเอาโต๊ะตัวเล็กที่มีกระดาษ พู่กัน และที่ฝนหมึกมาวางบนเตียง “เช่นนั้น ก็เขียนบอกข้ามา”
ซ่งหว่านอิงรีบขยับไปใกล้ ฝนหมึกอย่างตั้งใจแล้วเขียนเล่าเรื่องราวของตน
สวีพานรับกระดาษจากมือนาง เขาอ่านแล้วสีหน้าอึมครึมลงหลายส่วน “บัดซบนัก! ถึงกับมีคนคิดไม่ซื่อจับเจ้ามาขายให้หอคณิกา กองทัพสกุลหยางไม่อนุญาตให้ทหารข่มเหงชาวบ้าน และไม่รับหญิงที่ถูกบังคับให้มาปรนนิบัติทหาร ครั้งนี้เถ้าแก่เนี้ยนั่นถึงกับไม่เคารพกฎเกณฑ์ ข้าจะให้เจ้าไปฟ้องร้องทางการเอาผิดพวกเขา”
