ตอนที่ 7 พบซือฝุ
ณ หน้าตำหนักเหอเซิ่ง
เสี่ยวหู่รับรู้ได้ถึงไอของความเย็นยะเยือกและหมอกดำแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ เงาดำที่เห็นเมื่อสักครู่แวบหายไปก่อนที่จะมาถึง
‘ทำไมคืนนี้ถึงปรากฏความผิดปกติเกิดขึ้นนะ กำลังจะเกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้นหรือเปล่าเนี่ย’
เมื่อเธอเดินสำรวจไปรอบๆหน้าตำหนักยังไม่พบเจอสิ่งใดผิดสังเกต
‘รอดูพรุ่งนี้อีกวันละกัน อาจจะเป็นแค่วันปล่อยผีก็ได้มั้ง’ จากนั้นเถียนจิ้งหลานในร่างเสี่ยวหู่ก็กลับเข้าตำหนักไปนอนบนเตียงนุ่มๆของตนเอง
ยามแสงสว่างสาดส่องมาทางหน้าต่าง ยังไม่ทันที่จะรู้สึกตัวตื่นจากความอบอุ่นในตอนเช้า กลับต้องสะดุ้งตกใจตื่นเพราะเสียงของเฉิงกงกง
“ฝ่าบาทๆ พะย่ะค่ะ”
“มีเรื่องอันใดเกิดขึ้น” เสียงเนือยๆของฮ่องเต้ดังขึ้น
“เถียนเฟยทรงหมดสติ วันนี้วันที่สามวันแล้วพะย่ะค่ะ”
“หมดสติงั้นหรือ หมอหลวงเข้าไปตรวจดูอาการหรือยัง”
น้ำเสียงของฮ่องเต้ก็ยังเนือยๆไม่ตระหนกตกใจอันใด
“นางกำนัลแจ้งว่า เถียนเฟยรับสั่งก่อนหมดสติว่า ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวก็ฟื้นได้สติเอง แต่ไม่รู้ว่าจะเมื่อใดพะย่ะค่ะ”
“อ่อ เช่นนั้นก็ดี แต่ถ้านางมีอันเป็นไป เจ้าค่อยหารายชื่อสตรีที่เหมาะสมมาให้เจิ้นแต่งตั้งเป็นสนมคนใหม่ แต่นางไม่มีทางเป็นอันใดไปได้หรอก” ฮ่องเต้กล่าวพลางหยิบของว่างใส่พระโอษฐ์ไม่สนใจใดๆ
เถียนจิ้งหลานได้ยินดังนั้นในใจรู้สึกโศกเศร้าอยู่ไม่น้อย ใช่สิ เพียงเพราะเธอเป็นสตรีใช่หรือไม่ แม้ไม่ได้รักใคร่ชอบพอ แต่ห่วงสักนิดนึงก็ยังดี เสแสร้งบ้างก็ได้
‘เบื่อนักคนใจดำ ฉันไปที่ตำหนักตัวเองดีกว่า เผื่อซือฝุมาถึงแล้ว’
ยังไม่ทันได้ลุกขึ้นจากเตียงก็ถูกฮ่องเต้อุ้มไปวางบนตัก อกไก่อบแห้งชิ้นหนึ่งถูกยัดเข้าปาก
“กินซะ อิ่มแล้วค่อยออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก”
‘ซะ ซาบซึ้งน้ำตาจะไหล เถียนจิ้งหลานเธอโชคดีเหลือเกิน ที่ได้มาอยู่ในร่างแมว ได้รับพระกรุณาธิคุณล้นพ้น’
แมวน้อยเคี้ยวแก้มตุ่ยพร้อมเหลือกตามองบน ชาติก่อนของฉันนะ มีแต่คนต้องมาพะเน้าพะนอ แค่เดินเซนิดเดียวก็มีคนมาคอยประคองแทบจะอุ้ม พอมาอยู่นี่สิ จะเป็นจะตายสามีในนามก็ไม่สนใจใยดี
“อิ่มแล้วเพคะ บ๊ายบายนะฝ่าบาท” “เหมียวๆๆๆ” สะบัดก้นเดินออกไป
สายเต้ฮ่องเต้ปรายสายตามองตาม
‘เสี่ยวหู่ของเจิ้นจะกระเดียดเป็นแมวเพศเมียแล้ว อ้อนเก่ง บ่นเก่ง ขี้งอน แถมเดินบิดสะโพกอีก’ ฮ่องเต้ส่ายหน้าเบาๆพร้อมถอนหายใจ
นี่แหละหนาความกลุ้มใจของทาสแมว
ณ ตำหนักซินหยวนของเถียนเฟย หมอกขาวบางๆปกคลุมทั่วบริเวณ
‘ยังไม่เข้าฤดูหนาว ทำไมหมอกถึงเยอะเช่นนี้ เอ๊ะ นั่นเงาผู้ใด หรือว่าจะเป็นซือฝุนะ’ เสี่ยวหู่วิ่งเข้าไปดู พอถึงหน้าประตูห้องบรรทมสายตาก็เห็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้างเอวคอด ผมดำเงางาม หันหลังอยู่
‘นี่ซือฝุหรือ นึกว่าจะเป็นตาเฒ่าหัวหงอกเสียอีก’ คิดแล้วหลับตาสำรวจความทรงจำที่มี
‘กรรม ตอนนี้ฉันอยู่ในร่างแมว ไม่มีความทรงจำ แหะๆ เขินจัง’
เธอยืนมองอยู่หน้าประตูก่อนตัดสินใจจะก้าวเท้าเข้าห้อง
บุรุษผู้สวมใส่อาภรณ์ขาวนั่งอยู่ข้างเตียง มือเอื้อมไปลูบไล้ผมข้างใบหูของเถียนเฟย คิ้วขมวดเป็นปม สายตาบ่งบอกถึงความเป็นห่วงและความหงุดหงิด
“เจ้าศิษย์บื้อ”
เสี่ยวหู่ชะงักเท้า ‘วันนี้คงฤกษ์ไม่ดี ฝ่าบาทไม่สนใจแถมซือฝุยังหงุดหงิด ไปเที่ยวตำหนักสนมคนอื่นก่อนดีกว่า’ หันหลังกลับยังไม่ทันก้าวขาก็ได้ยินเสียง
“หยุดอยู่ตรงนั้น เจ้าแมวโง่”
ได้ยินเช่นนั้นเธอรู้สึกเจ็บร้าวถึงทรวง ตอกย้ำเก่ง ซือฝุปากร้าย เพิ่งเจอหน้าคำแรกก็เจ้าศิษย์บื้อ คำที่สองก็เจ้าแมวโง่
‘อาจารย์คงไม่รู้หรอกนะว่าตอนนี้ฉันอยู่ในร่างแมว’ เธอหันกลับไปมองหน้าบุรุษผู้นั้น
‘ไอหยา รูปงามอีกแล้ว คิ้วเข้ม ดวงตาดอกท้อชวนให้หลงใหล ปากหยักได้รูป ดูสูงศักดิ์ไม่แพ้ฮ่องเต้ อายุน่าจะแค่ยี่สิบสี่ยี่สิบห้า ไปเป็นดาราได้เลยนะแบบนี้ เดี๋ยวอาสาเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้’
“หยุดความคิดโง่ๆนั้นเสีย” ซือฝุเอ่ยขึ้นและหันไปทางนางกำนัล “พวกเจ้าออกไปรอข้างนอก”
“เจ้าค่ะ”
‘ซือฝุดูฉันออกและอ่านความคิดได้ด้วยหรอ สุดยอดดด’ แมวส้มพยักพเยิดหน้าอย่างภาคภูมิใจ
“ข้าอ่านความคิดสัตว์เดรัจฉานไม่ได้หรอก แต่ข้าสามารถเข้าใจได้จากภาษากาย” “นั่งลงซะ”
‘ซือฝุฝีปากคมจริงๆ ที่บอกว่าอ่านความคิดสัตว์เดรัจฉานไม่ได้ ไม่รู้ว่าพูดความจริงหรือกำลังหลอกด่าฉันอยู่นะ’
ขณะที่คิดก็กระโดดขึ้นไปนั่งลงบนเก้าอี้ข้างอาจารย์
“เจ้าเนี่ยนะ...ไม่ว่าเจ้าคนเก่าหรือเจ้าคนใหม่ล้วนไม่ได้ความ”
อาจารย์ถอนหายใจพร้อมเอื้อมมือเขกที่หัวเสี่ยวหู่
เถียนจิ้งหลานในร่างเสี่ยวหู่ออกอาการกระสับกระส่าย อยากจะอธิบายให้ซือฝุฟัง
“ซือฝุ ข้าไม่ได้ตั้งใจนะ มัน มันแค่ อ่านผิดไปนิดเดียว บะแบบว่า ผวนคำ ละ แล้วก็มีอ่านย้อนจากหลังไปหน้า แค่นั้นจริงๆนะ ก็แค่ข้าคนเก่าเป็นคน ข้าคนใหม่เป็นแมวเอง”
ซือฝุจะไปเข้าใจภาษาแมวได้อย่างไร มองภายนอกก็เหมือนแมวตัวหนึ่งที่กำลังยกขาหน้าทั้งสองขาเหมือนคว้าอากาศเล่น แล้วก็ร้องเหมียวๆๆ ไม่ยอมหยุด
เขาเห็นดังนั้นก็ส่ายศีรษะพร้อมทอดถอนหายใจ เอ่ยเบาๆ
“พอแล้วศิษย์ข้า ยิ่งร้องเยอะ ข้ายิ่งลมปราณตับติดขัด”
เขาถอนหายใจอีกหลายรอบ อึดอัดเกินไปแล้ว
“ข้าบอกเจ้าก่อนว่า การผิดพลาดครั้งนี้ร้ายแรงยิ่งนัก ประการแรก จิตวิญญานเจ้าจะสิงในร่างของผู้คนต่างๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และกำหนดจำนวนวันไม่ได้ แต่เมื่อครบกำหนดเวลาวิญญานเจ้าจะเข้าร่างเดิมเอง ประการที่สอง วันที่เจ้าทำพิธีน่าจะมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน เจ้าจงสังเกตถึงความผิดปกติภายในวังหลวงให้ดี ถ้าพบเจอให้แจ้งข้า จะได้แก้ไขได้ทันท่วงที เรื่องนี้ช้าไม่ได้”
“ข้าคงไม่รอเจ้าพูดตอบนะ ไปล่ะ” พูดจบซือฝุก็ลุกขึ้นพาร่างที่สูงโปร่งงดงามเดินจากไป
เสี่ยวหู่มองตามหลังร่างซือฝุ แววตาแสดงออกถึงความตกใจ
“ซือฝุ ท่านจะทิ้งข้าไว้แบบนี้น่ะหรือ” “มะ..เหมียวๆๆๆ”
‘โอ้ ซือฝุผู้สง่างามของฉัน นอกจากฝีปากคมคายแล้ว ยังไม่ค่อยมีเมตตากรุณาอีก ให้มันได้อย่างนี้สิ ฉันไปทำภารกิจด้วยสี่เท้าของฉัน แมวตัวเดียวเองก็ได้ ชิ’
