บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 : ปิ่นเงินของเซียวเสวียน

ซีหยวนเป็นเมืองหลวงของแคว้นเว่ยแม้จะอยู่ทางใต้ แม้สภาพอากาศไม่หนาวเย็นจัดเท่าทางเหนือ มีฤดูหนาวเพียงระยะสั้นๆแต่ก็คร่าชีวิตชาวเมืองซีหยวนได้ปีละหลายสิบคน ลมหนาวพัดพาไอเย็นต้องผิวกายพานให้คนเจ็บไข้ พืชผักถูกความหนาวเย็นทำลายทำให้ต้องรีบเก็บเกี่ยวก่อนที่หิมะจะตก ฟืนไม้กลายเป็นสิ่งล้ำค่าในช่วงเวลานี้ เซียวเสวียนเกลียดช่วงเวลานี้ยิ่งนัก นอกจากจะหนาวเย็นจนเข้ากระดูกและเปลี่ยนลำธารใสที่นางโปรดปราณกลายเป็นผืนน้ำแข็งแล้ว เรือนนอนของนางยังเต็มไปด้วยสิ่งนี้

แต่ฤดูหนาวก็สร้างสีสันให้แก่ซีหยวนได้เช่นเดียวกัน ร้านพลุไฟเริ่มถูกนำออกมาวางเรียงราย พ่อค้าแม่ค้าร้านน้อยใหญ่ต่างป่าวประกาศเสียงดังเพื่อเรียกลูกค้า ร้านผ้าในตลาดเริ่มคึกคักมีผ้าหลากหลายสีสันวางหลายสิบพับจนบังหน้าร้าน บางร้านก็ฉวยโอกาสขึ้นราคาจนคนธรรมดาไม่มีทางซื้อไหว แต่ก็นับว่าใต้เท้าจูและฮูหยินมีเมตตาต่อบ่าวไพร่ในจวนยิ่งนัก แม้เป็นใต้เท้าผู้น้อยแต่กลับเต็มไปด้วยความเมตตากรุณาเหลือล้น

สองสามีภรรยาแจกจ่ายผ้าเนื้อดีให้กับบ่าวไพร่ในจวนคนละหลายพับไม่เว้นแม้แต่เซียวเสวียนกับแม่ของนาง

“เซียวเสวียนขอบคุณใต้เท้าและฮูหยินที่เมตตาเจ้าค่ะ” เมื่อมีผู้ใหญ่ให้ของเซียวเสวียนไม่ลืมที่จะเอ่ยขอบคุณใต้เท้าและฮูหยินที่เมตตาด้วยความดีใจหลายครั้งพร้อมโขกศีรษะแนบพื้นแทนคำขอบคุณ

ใต้เท้าจูอมยิ้มด้วยความเอ็นดูกับการกระทำของเซียวเสวียนก่อนเอ่ยถามเรื่องราวต่างๆกับเซียวเสวียนอยู่หลายคำ จนรู้ว่าเกาซิ่วเม่ยร่างกายต้องอากาศหนาวจนป่วยหนักมิอาจลุกขึ้นมาทำงานได้เป็นเหตุให้เซียวเสวียนต้องเป็นคนทำหน้าที่แทนแม้จะเป็นเด็กแต่เซียวเสวียนก็ทำได้ดีไม่ขาดตกบกพร่อง

บทสนทนาของใต้เท้าจูและเซียวเสวียนดำเนินไป จนไม่ได้สังเกตสีหน้าของฮูหยินที่ลอบมองคนทั้งคู่ด้วยสายตาหลากอารมณ์ยากที่จะคาดเดา ก่อนจะเอ่ยแทรกบทสนทนาของผู้เป็นสามี

“ท่านพี่ในเมื่อซิ่วเม่ยไม่สบาย ท่านก็เป็นห่วงนางมิคลายกังวล มิสู้ให้ข้ามอบเทียบยาดีๆให้นางสักเทียบเล่า” พูดเสร็จฮูหยินก็เดินไปหยิบเทียบยาห่อใหญ่ที่อยู่ในกล่องไม้บนโต๊ะสี่ขาทรงเตี้ยมามอบให้กับเซียวเสวียน พร้อมกับกำชับให้ดื่มเช้าเย็นจนกว่าอาการจะดีขึ้น

เมื่อได้รับเทียบยาจากฮูหยินเซียวเสวียนไม่ลืมเอ่ยขอบคุณก่อนที่จะรีบวิ่งไปหาผู้เป็นมารดาด้วยท่าทางมีความสุข

มือน้อยสองข้างเต็มไปด้วยผ้าเนื้อดีหลายพับและเทียบยาห่อใหญ่อีกหนึ่งเทียบ ทำให้เด็กสาวร่างเล็กต้องให้พละกำลังมิใช่น้อย เสียงฝีเท้าวิ่งสม่ำเสมอพร้อมกับลมหายใจเข้าออกรุนแรงก่อนจะหยุดอยู่หน้าประตูเรือนเก็บฟืน เซียวเสวียนใช้เท้าข้างหนึ่งดันประตูให้เปิดออกแล้ววางข้าวของบนโต๊ะเสียงดังทำให้ร่างของผู้เป็นแม่ที่กำลังเย็บปะรอยขาดของผ้าห่มผืนหนาหันมามองด้วยความประหลาดใจ

“เจ้าไปหาบน้ำใส่ถังไม้ให้ฮูหยินมิใช่หรือเหตุใดวิ่งเหนื่อยหอบมาเช่นนี้” สิ้นคำพูดเกาซิ่วเม่ยจึงเดินเข้าไปใกล้ๆลูกสาวด้วยความเป็นห่วงโดยไม่สนใจกับคำตอบที่ตนเอ่ยถามเมื่อครู่นัก

“ใช่เจ้าค่ะ ดูนี่สิเจ้าคะท่านแม่...ใต้เท้ากับฮูหยินมอบสิ่งนี้ให้ข้าด้วยเจ้าค่ะ ยังมีเทียบยาชั้นดีมาให้ท่านด้วย” คำพูดน่าฟังและท่าทางน่าเอ็นดูถูกเอ่ยออกไปจากใบหน้ากลมจิ้มลิ้มเอ่ย

“อีกทั้งใต้เท้าจูยังกำชับว่าให้ดูแลท่านแม่ให้ดี” เซียวเสวียนพูดเสร็จก็เดินไปนั่งที่เตียงแล้วค่อยๆผ่อนลมหายใจลงให้เป็นจังหวะที่ผ่อนคลายมากขึ้น

เซียวเสวียนใช้มือน้อยลูบคลำผ้าเนื้อละเอียด หลับตาพร้อมกับเอาแก้มนุ่มใสแนบพลางจินตนาการถึงความนุ่มสบายของเนื้อผ้าแนบกายเวลาสวมใส่ การกระทำเช่นนี้เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากผู้ที่พบเห็นได้ไม่ยากเย็นนัก แม้กระทั่งท่านแม่ของนางเองยังลอบอมยิ้มน้อยๆกับกิริยาของผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ

“ท่านแม่...ใต้เท้าจูเป็นบิดาของข้าหรือ” เซียวเสวียนถามออกไปให้คลายสงสัย

“เซียวเสวียน” เกาซิ่วเม่ยขานชื่อลูกสาวแผ่วเบาด้วยความรู้สึกหลากหลายที่สลักแน่นในความคิด ดึงตัวเซียวเสวียนมาอยู่ในอ้อมกอดพร้อมลูบศีรษะแผ่วเบาอยู่หลายครั้ง ไม่นานนักเสียงใสกังวาลจากคนในอ้อมกอดก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“ข้าได้ยินคนในจวนพูดกันเช่นนั้นเจ้าค่ะ แม้ข้ารู้ว่าเป็นไปไม่ได้เพราะท่านพ่อของข้าเป็นทหารกล้าที่ยอมสละชีวิตช่วยเหลือผู้อื่น แต่ข้าก็อดคิดไม่ได้เจ้าค่ะเพราะใต้เท้าจูดีต่อข้า ถ้า...ถ้าหากว่าท่านพ่อยังมีชีวิตอยู่”

คำถาม ถ้อยคำแสนธรรมดาที่เซียวเสวียนเอ่ย ทำให้ในใจของผู้เป็นแม่เจ็บปวดยิ่งนักแต่นางก็ไม่อาจพูดได้เต็มปากนักว่าใต้เท้าจูคือบิดาของเซียวเสวียน เดิมทีนางเป็นเพียงนางโลมที่ขายศิลปะผ่านเรือนร่างให้กับบุรุษที่หอชุนเทียนแลได้พบปะใต้เท้าลึกลับผู้หนึ่ง จากนั้นก็ใช้ค่ำคืนแห่งเสน่ห์หาด้วยกันจนรุ่งเช้าและรู้เพียงว่าเขาเป็นคนจวนสกุลจูเท่านั้น

“เซียวเสวียนเจ้ามีแม่อยู่เคียงข้าง อย่าได้ฟังคำพูดของผู้อื่นอีกเลยเช่นนั้นวิญญาณพ่อของเจ้าอาจมิสงบสุข” ยังมิทันสิ้นเสียงคำพูด อาการไอก็แทรกจู่โจมขึ้นมาซิ่วเม่ยทำหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวดที่กลางอก ก่อนจะทุบกลางหน้าอกเบาๆเชิงห้ามปรามตนเองให้หยุดไอได้แล้ว

“ท่านแม่ข้าจะไปต้มยามาให้ รอข้าก่อนนะเจ้าคะ” เกาซิ่วเม่ยพยักหน้าแผ่วเบาสองสามครั้งบอกลูกสาวตัวน้อย และแค่นไอเสียงดังออกมาอีกหลายต่อหลายครั้ง ขยับถัดพาร่างที่ไร้เรี่ยวแรงไปหวังจะเก็บผ้าหลายพับเข้าตู้ด้วยความที่หยิบไม่ระวังผ้าหลายพับร่วงหล่นจากมือปรากฏเป็นผ้าไหมชั้นดีสองพับซ่อนไว้ด้านใน

‘ขอบคุณที่ท่านยังเอ็นดูเซียวเสวียนของเราเจ้าค่ะ...’ คำพูดเหล่านี้ไม่อาจพูดออกไปได้ที่ที่เหมาะสมของมันคืออยู่แค่ในความคิดของซิ่วเม่ยเท่านั้น

คืนวันผลัดเปลี่ยนอาการของซิ่วเม่ยไม่ทุเลา อาจเป็นเพราะอากาศและลมฤดูหนาวที่เริ่มพัดพาหนักขึ้น ไอเย็นประทะผิวกายทำให้เป็นไข้หวัดหรือทำให้ผู้ที่มีร่างกายไม่แข็งแรงป่วยทรุดหนักได้ ต้นไม้น้อยใหญ่เริ่มพากันทิ้งใบจนเหลือเพียงแต่กิ่งก้านเปลือยเปล่า ใบไม้ตามลำธารและ ดอกไม้ข้างทางเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงปนน้ำตาลจากนั้นก็ทยอยร่วงหล่นเกลื่อนพื้น

ตามถนนหน้าจวนมีผู้คนมากมายเดินขวั่กไขว่ ม้าลากเกวียนหลายสิบตัวขนย้ายพืชผักที่ทำการเก็บเกี่ยวหลายชนิดมาเก็บไว้ในจวนจนเต็ม บ้างก็นำมาตากกลางลานรอจนแห้งสนิทแล้วจึงเก็บไปไว้ในห้องเล็กๆสองห้องที่อยู่ถัดจากครัวไปไม่ไกลนัก บ้างก็นำไปดองแล้วเก็บใส่ไหไว้หลายสิบไหช่วยกันขนย้ายอยู่นานกว่าจะแล้วเสร็จก็พลบค่ำ สมุนไพรพืชผักก็ต้องเก็บเกี่ยวกักตุน ฮูหยินบอกว่าผักและผลไม้สดเก็บไว้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ลูกบ๊วยที่เก็บได้ให้นำมาดองหนึ่งส่วน อีกหนึ่งส่วนนำไปดองเป็นเหล้าบ๊วย เนื้อวัวหลายร้อยชั่งให้แบ่งไปทำเนื้อตากแห้ง ส่วนขาหมูให้นำไปทำหมูหย่งฝู ยามนี้คนในจวนต้องเก็บผลผลิตอีกมากมายไว้ให้เพียงพอให้ทันก่อนฤดูหนาวย่ำกรายมาถึง

“ท่านแม่ ท่านยังไม่หายดีหรือเจ้าคะ” เซียวเสวียนเอ่ยถามผู้เป็นมารดาอีกทั้งใช้หลังมือน้อยๆแตะที่หน้าผากเพื่อวัดไข้เหมือนกับที่แม่เคยทำให้เมื่อนางไม่สบาย

“ท่านแม่ตัวร้อน” เมื่อพูดเสร็จเซียวเสวียนตัวน้อยก็หาผ้าสะอาดชุบน้ำมาเช็ดเนื้อตัวให้มารดา ทำเช่นนั้นอยู่หลายครั้งจนซิ่วเม่ยรู้สึกดีขึ้นหลายส่วน

“เซียวแสวียนพอแล้วลูก มานี่...ขยับมาใกล้ๆ แม่จะหวีผมให้เจ้า” ได้ยินดังนั้นเซียวเสวียนจึงเอาผ้าไปวางบนโต๊ะไม้ แล้วเดินไปนั่งที่หน้ากระจกพร้อมกับหันหลังให้แม่ทันที

เกาซิ่วเม่ยค่อยๆใช้หวีไม้สางผมเส้นเล็กดำขลับยาวไปถึงกลางหลัง ถักเปียยาวหลวมๆแล้วม้วนเกล้าให้เป็นทรงก่อนที่จะใช้ปิ่นเงินที่ปลายด้ามประดับด้วยหยกสีเขียวเข้มล้อมรอบด้วยดอกไม้น้อยใหญ่อีกหลายดอก ใจกลางดอกไม้น้อยเป็นหยกเม็ดเล็กสีขาวเรียงกันสวยงาม

“นะ...นี่ข้าเองงั้นหรือ...” เซียวเสวียนน้อยพูดพลางจ้องกระจกไม่วางตาราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น อ้าปากค้างพร้อมกับส่ายหน้าไปมาเบาๆ

“นี่เป็นปิ่นของท่านยายให้กับแม่ไว้ แม่คิดว่าจะยกปิ่นนี้ให้เซียวเสวียนน้อยของแม่ตอนออกเรือน” เกาซิ่วเม่ยพูดกับลูกสาวไม่ทันสิ้นเสียง อาการไอและความหนาวเย็นในหัวอกก็โจมตีอีกครั้ง ซิ่วเม่ยพยายามควมคุมสีหน้าเพื่อระงับความเจ็บปวดให้เซียวเสวียนคลายกังวล แต่ภายในใจกลับคิดหวาดหวั่นหากนางเป็นอะไรไปเซียวเสวียนจะอยู่เช่นไร หากไม่สบายนางจะไปหาสมุนไพรมาดื่มกินเป็นยาได้ใช่หรือไม่ ถ้าหากว่าลูกนางหิวตายเล่า

“เซียวเสวียนเจ้ารู้ใช่หรือไม่หากว่าจำเป็น สามารถเปิดกล่องไม้บุผ้าไหมกล่องเล็กนั่นได้ หากเจ้าโตขึ้นก็นำมันติดตัวไปด้วย เข้าใจที่แม่พูดหรือไม่” น้ำเสียงแห้งเอ่ยแผ่วเบากับลูกสาว พร้อมกับจ้องมองร่างเล็กตรงหน้าด้วยความรัก ดวงตาสวยอาบคลอไปด้วยน้ำตาของความห่วงหา

เครื่องประดับที่อยู่ในกล่องไม้นั้น นางเก็บสะสมมาครั้นเป็นนางโลมที่หอชุนเทียนแม้จะมีไม่มาก

เซียวเสวียนน้อยพยักหน้าตอบผู้เป็นแม่ พร้อมเอ่ยเสียงดัง “ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ”

นกบนต้นไผ่หลังเรือนเก็บฝืนส่งเสียงร้องบอกเป็นเวลาของวันใหม่ หลังจากนั้นไม่นานนัก ควันไฟจากห้องครัวก็ส่งกลิ่นปะปนกับกลิ่นอาหารหอมคละคลุ้งทั่วจวน

เมื่อท่านแม่ไม่สบายเซียวเสวียนไม่อาจหนีไปเล่นไกลได้ จึงขีดเส้นเป็นตารางสี่เหลี่ยมเก้าช่องไว้กับพื้น แล้วเล่นกระต่ายขาเดียวเหยียบบนเส้นด้วยความสนุกสนาน

“เซียวเสวียน ไปเล่นกันดีหรือไม่” เสียงเล็กติดเอาแต่ใจของคุณหนูเข่อชิงเอ่ยขึ้นจากทางด้านหลัง เซียวเสวียนได้ยินจึงวางขาอีกข้างลงกับพื้นก่อนจะค้อมตัวเคารพผู้เป็นนาย

“คุณหนูเข่อชิงไม่ป่วยแล้วหรือ ตอนนี้แม่ของบ่าวป่วยหนักเจ้าค่ะ เกรงว่าจะไปเที่ยวเล่นกับคุณหนูไม่ได้” เกาเซียวเสวียนเอ่ยออกไปพลางถอนหายใจ นางอยากไปเล่นซนอยากอวดคุณหนูว่านางก็มีตุ๊กตาเสือมงคลเช่นกัน

หลังจากที่เซียวเสวียนเอ่ยออกไปเช่นนั้น ก็ทำให้อารมณ์ของเข่อชิงครุกรุ่นด้วยโทษะ เซียวเสวียนผู้นี้เป็นใครกันแม้แต่ท่านพ่อกับท่านแม่ยังไม่กล้าปฏิเสธนางสักคำ อยากได้สิ่งใดล้วนหามาให้ เซียวเสวียนน่าชังเจ้ารนหาที่ยิ่งนัก เป็นบ่าวก็ต้องทำตามคำสั่งหรือนางคิดว่าตนเป็นลูกท่านพ่อเหมือนที่บ่าวไพร่คนอื่นๆพูดจริงงั้นหรือน่าขันยิ่งนัก

‘จริงอยู่ที่เจ้าเป็นสหายเพียงคนเดียวของข้า เพราะเป็นสหายจึงมิอาจปฏิเสธอย่างไรเล่า’

เข่อชิงหัวเราะเย้ยหยันกับสิ่งที่คิดเพียงชั่วครู่ สายตาแข็งกระด้างเจือไม่พอใจลอบมองไปยังบ่าวตัวน้อยด้วยความไม่พอใจ หลังจากเรียบเรียงน้ำเสียงให้เป็นปกติแล้วจึงเอ่ยขึ้น

“ปิ่นปักผมนี่ ขอข้าดูหน่อยแล้วกัน” จูเข่อชิงไม่รอให้เจ้าของปิ่นเงินอนุญาตก่อนที่จะถือวิสาสะดึงออกมาจากมวยผมของเซียวเสวียน แต่เซียวเสวียนไม่ยอมจึงยื่นมือออกไปแย่งปิ่นปักผมคืน

“คืนมันให้บ่าวนะเจ้าคะ...บ่าวขอคืนเจ้าค่ะ” เซียวเสวียนเอ่ยอ้อนวอนต่อผู้เป็นนายแต่หากไม่ได้ผลจึงใช้แรงสุดกำลังเพื่อยื้อแย่งปิ่นปักผมของตนกลับคืน

“หึ มันเป็นของเจ้าแน่หรือ ท่านแม่บอกว่าบ่าวไพร่ล้วนไม่รู้จักสิ่งของมีค่าเช่นนี้...หากเป็นเช่นนั้นเจ้าก็มาแย่งจากข้าให้ได้” เจ้าของเสียงใสปนเอาแต่ใจหัวเราะร่าและพูดออกมาอย่างถือสิทธิ์ สิ้นคำพูดขาเรียวเล็กของจูเข่อชิงก็ก้าวออกไปอย่างรวดเร็วทำให้เกาเซียวเสวียนวิ่งออกตามอย่างไม่คิดชีวิต

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel