ตอนที่ 2 ว่าที่เจ้าบ่าวหิ้วผู้หญิงขึ้นโรงแรม
ตอนที่ 2
ว่าที่เจ้าบ่าวหิ้วผู้หญิงขึ้นโรงแรม
ใบหน้าหวานกะพริบตาถี่ ๆ ปรับม่านน้ำตาที่เกาะเป็นแพรอยู่บนขนตา เพื่อที่จะได้มองให้ชัดขึ้นว่าผู้ชายที่เดินจูงมือกับผู้หญิงอีกคนเข้ามาในโรงแรมคือว่าที่คู่หมั้นของเธอที่กำลังจะแต่งงานกันอาทิตย์หน้าหรือเปล่า และตอนนี้เธอกำลังถือการ์ดเชิญแต่งงานของตัวเองกับพชรอยู่ในมือ จนบัดนี้ซองใส่การ์ดแต่งงานนั้นยับยู่ยี่เหมือนจะแหลกคามือ มือเรียวสวยนั้นสั่นเทาไปหมดด้วยความไม่เข้าใจ
“พี่เพชร” นั่นใช่คู่หมั้นของเธอหรือเปล่านะ เขาบอกว่าวันนี้ติดประชุมจึงไม่ได้มาช่วยแจกการ์ดแต่งงานด้วยกันกับเธอ
“พี่เพชรจริงๆเหรอ” เขาจะมาทำอะไรแถวนี้แต่ว่าทำไมพชรถึงดูสนิทสนมกับผู้หญิงคนนั้นมากนัก
รติรสรีบเดินเข้าไปใกล้ๆเพราะอาจจะเป็นเพียงแค่คนที่คล้ายกันก็เท่านั้น เขาเดินไปที่เคาน์เตอร์ของโรงแรมเหมือนกำลังจะเปิดห้องแล้วเดินจับมือกันตรงไปยังลิฟต์ ชายหนุ่มหันมาส่งยิ้มให้ผู้หญิงคนนั้นและจูบลงที่หน้าผากของหญิงสาวสวยที่เดินมาที่ยืนอยู่ข้างๆ หัวใจดวงน้อยๆที่บัดนี้สั่นไหวเพราะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าลิฟต์นั้นคือพชรจริงๆ ถึงแม้ว่าเธอจะเห็นแค่เสี้ยวหน้าเธอก็จำได้ไม่ผิดแน่ว่าผู้ชายคนนั้นคือพชร
ตอนหัวใจดวงน้อยๆของรติรสเหมือนมีมีดร้อยเล่มมากรีดแล่เนื้อแล้วเอาเกลือทาจนรติรสนั้นเจ็บปวดทรมานที่เห็นคู่หมั้นของตัวเองหอมแก้มหญิงอื่นและกำลังจะหิ้วผู้หญิงขึ้นโรงแรม
รติรสล้วงมือลงไปใจกระเป๋าสะพายด้วยอาการมือสั่นเทา เธอพยายามควานหาโทรศัพท์ไม่นานก็เจอ
มือเรียวสั่นนั้นรีบกดเบอร์โทรหาคู่หมั้นของเธอทันทีและสิ่งที่ยืนยันได้หนักแน่นว่าผู้ชายที่กำลังยืนลูบผมผู้หญิงอีกคนอยู่ที่หน้าลิฟต์นั้นคือพชรไม่ผิดตัวแน่
“กริ่งๆๆ” พชรขมวดคิ้วมุ่นแล้วมองเบอร์โทรที่กำลังโทรเข้าแต่เขาก็กดตัดสายแล้วยัดมันลงในกระเป๋ากางเกงอีกครั้ง
“ใครโทรมาเหรอคะ” พราววรีถามขึ้นด้วยความสงสัยที่ชายหนุ่มนั้นไม่ยอมรับสาย
“ลูกน้องที่บริษัทครับ เดี๋ยวพี่ค่อยคุยก็ได้ครับ” ว่าแล้วเขาก็กอดกระชับเอวของหญิงสาวเข้ามาหาตัว
รติรสที่ก้มดูโทรศัพท์ของตัวเองก็ถูกชายหนุ่มนั้นกดตัดสายไปซะแล้ว
“พี่เพชร” หญิงสาวพยายามเรียกชื่อของเขาแต่เสียงที่เธอเอื้อนเอ่ยออกมาแทบจะขาดหายไปในลำคอด้วยความรู้สึกเสียใจและชาไปหมดทั้งตัว มือบางกุมที่หน้าอกของตนเอง หัวใจดวงน้อยที่แสนเจ็บปวดรวดร้าวทำให้เธอแทบจะหายใจไม่ออก
“มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมพี่เพชรถึงทำแบบนี้กับรติ” เธอกดโทรศัพท์โทรหาพชรอีกรอบ
พชรทำท่าทางเบื่อหน่ายและล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง เขาตัดสินใจกดรับและพูดกระซิบเบาๆ
“พี่ติดงานอยู่แค่นี้ก่อนนะรติ” ว่าแล้วเขาก็ตัดสายทิ้งจนรติรสไม่เคยนึกเลยว่าผู้ชายที่เธอเชื่อใจจะทำแบบนี้กับเธอ
หลายครั้งที่เธอนั้นโทรไปหาพชร เขาก็บอกว่าติดงานอยู่นี่คืองานที่เขาติดพันอยู่งั้นเหรอ บัดนี้เธอรู้ความจริงแล้วว่าทุกครั้งที่บอกว่างานยุ่ง ประชุมอยู่ก็คือเขากกอยู่กับผู้หญิงสินะ
รติรสไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วหญิงสาวเสียใจเป็นอย่างมาก เธอกำโทรศัพท์แน่นแล้วรีบหันหลังวิ่งหนีออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุดเพราะเธอรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก แต่เมื่อหญิงสาวหันหลังไปก็ชนเข้ากับอกแกร่งของใครสักคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอ พยัคฆินโดนผู้หญิงตัวเล็กชนเข้าเต็มเปาก็ต้องตกใจรีบคว้าเธอเข้ามากอดโดยอัตโนมัติเพราะกลัวหญิงสาวจะล้มลงกระแทกพื้นเจ็บตัว
อมรที่เดินตามหลังมารู้สึกตกใจที่เจ้านายหนุ่มนั้นกอดผู้หญิงคนหนึ่งเอาไว้กลางโรงแรมโดยมีสายตาของพนักงานหลายคนหันมามอง
รติรสที่ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่รู้สึกอายในตอนนี้ เธอรู้ว่าเธอชนเข้ากับใครสักคนหนึ่งและอ้อมกอดของเขาก็แสนจะอบอุ่นจนทำให้เธออยากจะยืมอกแกร่งของเขาซบหน้าร้องไห้ปล่อยความเสียใจให้มันพรั่งพรูออกมาซะให้หมด
ในตอนนี้เธอแทบจะไม่มีแรงยืนอยู่แล้ว ในที่สุดโทรศัพท์ก็ร่วงหล่นลงจากมือพร้อมการ์ดงานแต่งของหญิงสาว
อมรจึงเก็บโทรศัพท์และการ์ดแต่งงานขึ้นมา เขาถือวิสาสะเปิดอ่านก็ต้องเบิกตากว้างและยื่นการ์ดใบนั้นให้กับพยัคฆิน
พยัคฆินอ่านวันที่เธอจะต้องแต่งงานและก้มหน้าดูคนตัวเล็กที่กอดเขาไว้แน่นและร้องไห้จนตัวสั่น จนเขารู้สึกว่าหัวใจของเขากระตุกวาบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกแต่ที่เขารู้ในตอนนี้ เธอคือแสงสว่างในชีวิตของเขา
ชายหนุ่มจึงยื่นการ์ดคืนให้กับอมรและโอบวงแขนกว้างกอดเธอไว้แน่น พนักงานในโรงแรมนั้นหันมองพยัคฆินเป็นตาเดียวจะไม่ให้สนใจได้ยังไงก็ในเมื่อเขาคือเจ้าของโรงแรมนี้ ว่าแล้วอมรก็โบกไม้โบกมือให้พนักงานรีบกลับไปทำงานของตัวเองไม่ต้องมาสนใจเรื่องของเจ้านาย
อาการของหญิงสาวนั้นเดาไม่ยากจนพยัคฆินสูดหายใจเข้าลึกๆและก้มหน้าไปกระซิบใกล้ๆใบหูของเธอ
“เจ้าบ่าวของคุณนอกใจเหรอ” เมื่อได้ยินคำถามนั้นเธอยิ่งร้องไห้ดังกว่าเดิมจนเขาต้องกอดปลอบและลูบที่หลังของเธอแรงขึ้นหวังจะส่งผ่านความอุ่นใจให้หญิงสาว
“เดี๋ยวผมจะพาคุณไปที่อื่นดีกว่านะ ถ้าคุณมาร้องไห้เสียงดังแบบนี้แขกที่เข้ามาในโรงแรมก็ตกใจแย่ คุณจะไปไหม” เสียงทุ้มต่ำกระซิบข้างหูของเธอเบาๆ
เมื่อเธอได้ยินแบบนั้นเธอก็พยักหน้าเพราะเธอไม่อยากจะอยู่ตรงนี้อยู่แล้วแต่ขาเจ้ากรรมนี้สิไม่มีแม้แต่แรงจะเดิน พยัคฆินจึงถอดสูทออกมาและคลุมตัวของเธอ
รติรสกอดเขาไว้แน่นและเดินไปตามทางที่เขาดันร่างบางให้เดินไปด้วยกัน อมรรีบวิ่งมากดลิฟต์ พยัคฆินก็พาเธอขึ้นไปบนห้องส่วนตัวของเขา
เมื่อถึงห้องเขาก็พยุงเธอไปนั่งที่เก้าอี้ ผมเผ้าของเธอนั้นปกรุงรังเต็มใบหน้าจนแทบจะดูไม่ออกว่าหน้าของเธอเป็นยังไง ชายหนุ่มจึงไปหยิบกระดาษทิชชูยื่นให้เธอแล้วนั่งลงตรงหน้าของหญิงสาว การกระทำของเขานั้นอ่อนโยนกับเธอไม่น้อย
“นี่กระดาษทิชชู” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมามองกระดาษทิชชูและส่งยิ้มน้อยๆให้พยัคฆินซึ่งมันก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นใบหน้าของเธอเต็มๆ ถึงแม้จะมีแต่คาบน้ำตาอาบแก้มและผมเผ้าที่ปกใบหน้าอยู่ครึ่งซีกแต่เขาก็รู้ว่าเธอนั้นสวยไม่เบา ทำไมผู้ชายคนนั้นถึงนอกใจเธอได้นะว่าแล้วเขาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ผมไม่อยากจะพูดเรื่องนี้หรอกนะ แต่ไหนๆเราได้เจอกัน อาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” รติรสที่เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความฉงน พอเธอได้มองหน้าเขาเต็มตาก็ได้รู้ว่าผู้ชายคนนี้หล่อไม่เบาถือว่าหล่อมากๆเลยล่ะ จมูกโด่ง ตาคม นัยน์ตาสีนิล คิ้วหนาเรียงเส้นได้รูปผิวขาว ถ้าจะให้ไปเป็นพระเอกหนังก็ยังได้เลยแต่แล้วเธอก็ตัดสินใจถามออกไป
“ทำไมคุณถึงบอกว่ามันอาจจะเป็นพรหมลิขิตคะ”
“ก็เพราะว่าคุณกำลังมีปัญหาเดียวกันกับผมอยู่ตอนนี้”
“ปัญหาอะไรเหรอคะ”
“คุณจะเข้าพิธีแต่งงานกับเขาไหม” หญิงสาวก็ส่ายหน้าไปมาแล้วปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง
“ไม่ค่ะ ฉันตัดสินใจแล้ว ว่าฉันจะไม่แต่งงานกับเขา”
“แม้ว่างานแต่งงานจะจัดขึ้นอาทิตย์หน้างั้นเหรอ”
“คุณรู้ได้ยังไง” เธอเริ่มจะไม่ไว้ใจเขาแล้วสิ เขารู้เรื่องของเธอได้ยังไง
“ผมดูการ์ดแต่งงานของคุณน่ะ”
“ถึงแม้ว่างานแต่งงานจะเตรียมพร้อมทุกอย่างแล้วแต่ฉันก็จะไม่แต่งค่ะ” หญิงสาวพูดขึ้นอย่างหนักแน่น
“แล้วถ้าผมขอให้คุณแต่งกับผมล่ะ”
“คุณพูดว่าอะไรนะคะ” เธอแทบจะไม่เชื่อหูว่าสิ่งที่ชายหนุ่มนั้นเอื้อนเอ่ยออกมาคือการขอแต่งงานกับเธอ ผู้หญิงที่รู้จักกันเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
“ผมอยากจะจ้างให้คุณมาแต่งงานกับผม”
“จ้างแต่งงานเหรอคะ” หญิงสาวพูดขึ้นเสียงดังเธอไม่อยากจะเชื่อหูว่ามันมีในชีวิตจริงด้วยเหรอกับการจ้างแต่งงานนึกว่าจะมีแค่ในนิยายที่เธอเคยอ่านซะอีก
