บท
ตั้งค่า

บทที่ 10 รินสุราคารวะให้ไม่ยอมดื่ม กลับชอบดื่มสุราจับกรอก!

บทที่ 10 รินสุราคารวะให้ไม่ยอมดื่ม กลับชอบดื่มสุราจับกรอก!

ยามอู่ (11.00 - 12.59 น.) ดวงอาทิตย์ลอยเด่นอยู่กลางหัว ทว่าบรรยากาศในหมู่บ้านจินเฟิงที่ควรจะเงียบสงบเพราะชาวบ้านหลบแดดอยู่ตามใต้ถุนบ้าน กลับต้องพังทลายลงด้วยเสียงโห่ร้องและเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่สั่นสะเทือนไปทั่วผืนดิน

“หลีกทางหน่อยๆ! ของหนักมาแล้ว!”

เสียงตะโกนของต้าหนิวดังนำมาก่อน

ชาวบ้านที่กำลังนั่งสานตะกร้าหรือตากปลาแห้งต่างชะโงกหน้าออกมาดู ก่อนที่ทุกคนจะเบิกตากว้างจนแทบถลน อ้าปากค้างจนแมลงวันบินเข้าไปทำรังได้ ภาพของชายฉกรรจ์สี่คนและหัวหน้าหมู่บ้านหวังที่กำลังหน้าแดงก่ำ หามคานไม้แอ่นโค้งที่มีภูเขาเนื้อหมูสีดำทะมึนขนาดมหึมามัดติดอยู่ สร้างความตื่นตะลึงขั้นสุดยอด!

“สวรรค์! นั่นมันตัวอะไรกันน่ะ?! หมีรึ?!”

“หมีบ้านเจ้ามีเขี้ยวยาวโค้งแบบนั้นเรอะ! นั่นมันราชันย์หมูป่าชัดๆ! เกิดมาข้ายังไม่เคยเห็นหมูป่าตัวเท่าโคถึกขนาดนี้มาก่อนเลย!”

ชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างทิ้งงานในมือ วิ่งกรูกันเข้ามาล้อมรอบขบวนหามหมูอย่างเนืองแน่น เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ และเมื่อกวาดสายตาไปด้านหลังขบวน พวกเขาก็ต้องแปลกใจยิ่งขึ้นเมื่อเห็นมู่หลัน หญิงหม้ายร่างผอมบางกำลังแบกตะกร้าไม้ไผ่ที่มีหัวยุ่งๆ ของเสี่ยวเปาเปาโผล่ออกมา เดินตามหลังขบวนมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

เมื่อขบวนเคลื่อนมาถึงลานกว้างกลางหมู่บ้าน ลุงหวังเทียนซานก็สั่งให้วางร่างอสูรกายลง เสียงกระแทกพื้นดัง ตึง! ฝุ่นตลบอบอวล

หัวหน้าหมู่บ้านหวังผู้เจนโลกและรู้ซึ้งถึงสันดานความโลภของมนุษย์ดี ย่อมรู้ว่าหากบอกว่ามู่หลันเจอหมูตัวนี้คนเดียว หญิงหม้ายไร้ทางสู้ผู้นี้จะต้องตกเป็นเป้าหมายของพวกมิจฉาชีพและโดนญาติฝั่งสามีมารีดไถเป็นแน่ เขาจึงกระแอมไอเรียกความสนใจ แล้วป่าวประกาศด้วยเสียงอันดังกังวาน

“พี่น้องชาวจินเฟิงทั้งหลาย! วันนี้สวรรค์เปิดตาเมตตาหมู่บ้านของเราแล้ว! เมื่อช่วงเช้า ข้า ต้าหนิว และพรรคพวก บังเอิญขึ้นไปหาของป่าบนเขาหมื่นลี้พร้อมๆ กับมู่หลันและลูกสาวที่ไปขุดรากไม้ประทังชีวิตพอดี! จู่ๆ ไอ้หมูยักษ์ตัวนี้ก็วิ่งเตลิดชนหินตายสนิทอยู่ตรงหน้าพวกเรา!”

ลุงหวังกวาดสายตามองชาวบ้านที่กำลังตื่นเต้น ก่อนจะชี้มือไปทางมู่หลันที่ยืนส่งยิ้มถ่อมตนอยู่

“และที่สำคัญที่สุด! แม้พวกเราจะเจอมันพร้อมกัน แต่มู่หลันผู้นี้กลับมีน้ำใจประเสริฐยิ่งนัก! นางเสนอให้พวกข้านำเนื้อหมูและเงินส่วนแบ่งที่ขายได้ แบ่งปันให้กับคนเฒ่าคนแก่ เด็กเล็ก และครอบครัวที่ยากไร้ในหมู่บ้านของเราทุกคน เพื่อเป็นการทำบุญและแบ่งปันโชคลาภให้ทั่วถึงกัน!”

สิ้นคำประกาศของหัวหน้าหมู่บ้าน ความเงียบก็เข้าปกคลุมลานกว้างไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงโห่ร้องยินดีและเสียงปรบมือจะดังเกรียวกราวสนั่นหวั่นไหว!

“โอ้โห! มู่หลัน เจ้านี่มันแม่พระมาโปรดชัดๆ!”

“ขอบใจเจ้ามากนะมู่หลัน! หลานๆ ข้าไม่ได้กินเนื้อสัตว์มาเกือบปีแล้ว!”

“ต่อไปนี้ใครกล้ารังแกมู่หลันกับเปาเปา ก็เท่ากับเป็นศัตรูกับพวกเราทั้งหมู่บ้าน!”

สายตาซาบซึ้งและคำสรรเสริญเยินยอหลั่งไหลถาโถมเข้าหามู่หลันไม่ขาดสาย หญิงสาวค้อมศีรษะรับคำขอบคุณอย่างอ่อนน้อม แต่ในใจกลับยิ้มกริ่มจนแก้มแทบปริ แผนการใช้เนื้อหมูซื้อใจคนของเธอประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ตอนนี้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านกลายเป็นองครักษ์พิทักษ์สองแม่ลูกไปโดยปริยาย

และในขณะที่มู่หลันกำลังปลาบปลื้มกับกำแพงมนุษย์ที่เพิ่งสร้างเสร็จสดๆ ร้อนๆ เสียงสังเคราะห์ที่คุ้นเคยก็ดังรัวขึ้นในโสตประสาท ราวกับเสียงเหรียญทองนับไม่ถ้วนที่กำลังร่วงหล่นลงในกระปุกออมสิน!

ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!

[แจ้งเตือนระบบ: ได้รับแต้มความซาบซึ้งใจจากป้าหลี่ +2 แต้ม]

[แจ้งเตือนระบบ: ได้รับแต้มความสุขจากลุงหู +1 แต้ม]

[แจ้งเตือนระบบ: ได้รับแต้มความยินดีจากเด็กๆ ในหมู่บ้าน +5 แต้ม]

[แจ้งเตือนระบบ: ...]

หน้าต่างโฮโลแกรมสีฟ้าเด้งข้อความรัวเร็วจนแทบอ่านไม่ทัน แม้จะเป็นเพียงความรู้สึกคนละเล็กคนละน้อยที่หลั่งไหลมาจากชาวบ้านแต่ละคน แต่หยดน้ำเล็กๆ เมื่อรวมกันย่อมกลายเป็นมหาสมุทร ตัวเลขที่วิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องสร้างความเบิกบานใจให้แก่อดีตซีอีโอสาวยิ่งกว่าการได้เห็นกราฟหุ้นทะยานขึ้นเสียอีก!

[สรุปยอด: ได้รับแต้มบุญสะสมเพิ่มทั้งหมด +20 แต้ม!] [ยอดสะสมปัจจุบัน: 60/100 คะแนน]

แม้เป้าหมายการอัปเกรดระบบจะยังไม่เต็มร้อย แต่ตัวเลขที่ทะลุเกินครึ่งทางมาแล้วก็ทำให้ความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าสายหนึ่งไหลเวียนไปทั่วร่างของมู่หลัน หญิงสาวลอบกำหมัดแน่น แทบจะหลุดหัวเราะออกมาดังๆ

การลงทุนด้วยเนื้อหมูป่าที่ลูกสาวเป็นคนต่อยสลบแถมท่านลุงหวังเป็นคนหามลงมาให้ ครั้งนี้ ช่างเป็นดีลธุรกิจที่กำไรมหาศาลและคุ้มค่าที่สุดเท่าที่เธอเคยจับมา!

‘หึ... แจกหมูแค่ไม่กี่ชั่ง แต่ได้ทั้งบอดี้การ์ดคุ้มกันภัย ได้ทั้งแต้มบุญมาตุนไว้เกินครึ่งหลอดแบบนี้ มีแต่รวยกับรวยเท่านั้นมู่หลันเอ๋ย! อีกแค่ 40 แต้มเท่านั้น เข้าเมืองไปขายโสมรอบนี้ ระบบแม่จะต้องอัปเกรดแน่นอน!’

ทว่า! ข่าวใหญ่ระดับแผ่นดินไหวนี้ มีหรือที่จะรอดพ้นหูตาของบ้านใหญ่ตระกูลเว่ยไปได้!

ห่างออกไปไม่ไกลนัก ณ บ้านอิฐหลังใหญ่ที่ดูดีที่สุดในหมู่บ้านแม่เฒ่าเว่ยหญิงชราหน้าตาจืดชืดแต่แววตาเต็มไปด้วยความละโมบ กำลังทุบโต๊ะดังปัง! เมื่อได้ฟังคำรายงานจากลูกสะใภ้รอง

“อะไรนะ?! หมูป่าตัวเท่ารถม้า?! น้ำหนักตั้งหลายร้อยชั่ง?!”

แม่เฒ่าเว่ยตาลุกวาวราวกับเห็นทองคำกองอยู่ตรงหน้า ความโลภบังตาจนลืมไปสนิทว่าตนเองเพิ่งจะไล่ตะเพิดลูกสะใภ้และหลานสาวคนนี้ออกไปตกระกำลำบากเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

“ใช่จ้ะท่านแม่!” สะใภ้ใหญ่รีบใส่ไฟ

“แล้วดูความไม่มีหัวคิดของน้องสะใภ้รองสิเจ้าคะ! แทนที่จะเอาสมบัติล้ำค่าปานนั้นมามอบให้ท่านแม่ที่เป็นผู้อาวุโสของตระกูลเว่ย กลับเอาไปแจกจ่ายประจบประแจงพวกชาวบ้านหน้าโง่! นี่มันเอาสมบัติของตระกูลเว่ยเราไปละลายแม่น้ำชัดๆ!”

“นังตัวดี! กล้าดีอย่างไรเอาของๆ บ้านเว่ยไปแจกคนอื่น!”

แม่เฒ่าเว่ยผุดลุกขึ้นยืน คว้าไม้เท้าประจำตัว คิ้วขมวดเข้าหากันจนเป็นปม

“ไป! ตามพวกสามีกับลูกๆ ของเจ้ามาให้หมด! ข้าจะไปทวงสมบัติของลูกชายข้าคืน นังหม้ายชั้นต่ำนั่นไม่มีสิทธิ์มาฮุบเนื้อหมูของตระกูลเว่ยไปคนเดียว!”

ทางด้านมู่หลันที่กำลังยืนรับคำขอบคุณอยู่ที่ลานหมู่บ้าน หางตาของเธอกระตุกเบาๆ สัญชาตญาณเตือนภัยบางอย่างดังขึ้น อดีตซีอีโอสาวลอบยกยิ้มเย็นชาที่มุมปาก กลิ่นเหม็นเน่าของความโลภลอยโชยมาแต่ไกล ดูท่าว่าปลิงดูดเลือด กำลังจะมาขอส่วนแบ่งเสียแล้ว!

“หลีกไป! หลีกทางให้ข้าเดี๋ยวนี้! ข้าบอกให้หลีก!”

เสียงแผดร้องแหลมปรี๊ดของแม่เฒ่าเว่ยดังแหวกอากาศมาแต่ไกล ทำเอาบรรยากาศชื่นมื่นกลางลานหมู่บ้านชะงักกึก หญิงชราหน้าตาดุดันเดินกระทุ้งไม้เท้าปึงปังฝ่าวงล้อมชาวบ้านเข้ามา โดยมีสะใภ้รองและลูกชายอีกสองคนเดินเชิดหน้าตามหลังมาติดๆ ราวกับฝูงแร้งที่ได้กลิ่นซากสัตว์

เมื่อสายตาของแม่เฒ่าเว่ยปะทะเข้ากับภูเขาเนื้อหมูป่าขนาดมหึมา ความโลภก็พุ่งปรี๊ดจนดวงตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า นางชี้ไม้เท้าสั่นระริกไปที่หน้าของมู่หลันทันที

“นังสะใภ้ตัวดี! นังคนเนรคุณ!แกได้สมบัติล้ำค่าปานนี้มา กลับไม่ยอมแบกไปให้ที่บ้านใหญ่ แต่กลับเอามาแจกจ่ายให้คนนอกหน้าตาเฉย! สมบัติของสะใภ้ตระกูลเว่ยก็คือสมบัติของตระกูลเว่ย! พวกข้าจะเอาหมูตัวนี้กลับไป!”

คำพูดหน้าด้านๆ ของแม่เฒ่าเว่ยทำเอาชาวบ้านถึงกับอ้าปากค้าง ก่อนที่เสียงโห่ฮาและเสียงด่าทอจะดังสวนขึ้นมาทันควัน

“ถุย! ช่างกล้าพูดนะนังเฒ่าเว่ย!” ป้าหลี่เท้าเอวด่ากราด

“ตอนที่แกไล่มู่หลันกับเปาเปาออกจากบ้าน แกบอกเองไม่ใช่รึว่าตัดขาดกันแล้ว! ข้าวสารสักเม็ดก็ไม่ยอมแบ่งให้พวกนางประทังชีวิต ปล่อยให้ไปอยู่กระท่อมผุพังท้ายหมู่บ้าน พอตอนนี้นางมีโชค แกกลับจะมาทวงสิทธิ์ความเป็นญาติรึ หน้าหนาเกินไปแล้ว!”

“ใช่! ตอนนางอดตายพวกแกไปมุดหัวอยู่ที่ไหน!” ชาวบ้านต่างตะโกนสมทบด้วยความเดือดดาล

สะใภ้ใหญ่เห็นท่าไม่ดีจึงรีบแว้ดขึ้นมา

“หุบปากไปเลยพวกคนนอก! อย่างไรเสียมู่หลันก็เป็นสะใภ้รองและยังใช้นามสกุลเว่ยของน้องรองแม้ว่าเขาจะตายไปแล้วแต่เลือดข้นกว่าน้ำ หมูตัวนี้ต้องเป็นของพวกเรา!”

ปึง!!

ลุงหวังเทียนซานกระทุ้งไม้เท้าลงพื้นอย่างแรงจนฝุ่นตลบ ใบหน้ากร้านแดดถมึงทึงด้วยความโกรธจัด บารมีของหัวหน้าหมู่บ้านแผ่ซ่านจนบ้านใหญ่เว่ยต้องหดคอ

“ใครบอกพวกเจ้าว่าหมูตัวนี้เป็นของมู่หลันคนเดียว?!” เสียงตวาดของลุงหวังดังกังวาน

“ข้าและชายฉกรรจ์อีกสี่คนเป็นคนเจอหมูตัวนี้พร้อมนาง และพวกข้าเป็นคนออกแรงแบกมันลงมา! มู่หลันมีสิทธิ์แค่ส่วนแบ่งเล็กน้อยเท่านั้น! ที่นางบอกว่าจะแจกเนื้อหมูให้พวกชาวบ้าน ก็คือส่วนแบ่งของนาง! พวกเจ้าตระกูลเว่ยมีสิทธิ์อะไรมาอ้างความเป็นเจ้าของฮะ?! หรือพวกเจ้าคิดจะปล้นสมบัติของข้าและชาวบ้านจินเฟิงกลางวันแสกๆ!!”

คำตอกหน้าของลุงหวังทำเอาแม่เฒ่าเว่ยหน้าซีดเผือด นางไม่คิดว่าหัวหน้าหมู่บ้านจะออกโรงปกป้องนังหม้ายนี่เต็มตัวขนาดนี้

มู่หลันที่ยืนดูละครฉากใหญ่เงียบๆ มาตลอด ลอบยิ้มมุมปาก อดีตซีอีโอสาวผู้เชี่ยวชาญการเชือดเฉือนศัตรูในห้องประชุม ก้าวเท้าออกมาเบื้องหน้าหนึ่งก้าว ท่วงท่าสง่างามและเยือกเย็นจนน่าขนลุก เธอจ้องมองอดีตแม่สามีด้วยสายตาที่เย็นชาราวกับมองเศษขยะ

“ท่านยายเว่ย...” มู่หลันจงใจเปลี่ยนสรรพนามจาก ‘ท่านแม่’ เป็น ‘ท่านยายเว่ย’ เพื่อขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์อย่างชัดเจน

“ท่านคงจะเลอะเลือนตามอายุขัยไปแล้วกระมัง วันที่ท่านโยนเสื้อผ้าขาดๆ สองชุดใส่หน้าข้า แล้วประกาศกร้าวต่อหน้าชาวบ้านทั้งหมู่บ้านว่า ‘นับแต่นี้ไปข้าและลูกไม่ใช่คนของตระกูลเว่ย เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ห้ามมาเหยียบเรือนอีก’ คำพูดนั้นยังดังก้องอยู่ในหูข้าอยู่เลย”

มู่หลันเว้นจังหวะ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับเหยียดยิ้มเย้ยหยัน

“วันนี้สวรรค์ประทานโชคมาให้ข้า ข้าเลือกที่จะนำส่วนแบ่งของข้าไปตอบแทนบุญคุณผู้ที่มีพระคุณที่ช่วยเหลือข้าในยามยากลำบาก!ซึ่งแน่นอนว่าในรายชื่อผู้มีพระคุณเหล่านั้น ไม่มีชื่อของสุนัขตัวไหนในตระกูลเว่ยเลยแม้แต่ตัวเดียว!”

“กะ... แก! นังแพศยา! แกกล้าด่าข้าเป็นสุนัขรึ!!”

แม่เฒ่าเว่ยโกรธจนตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า ชูไม้เท้าหมายจะพุ่งเข้ามาฟาด

“ลองแตะต้องตัวข้าแม้แต่ปลายเล็บสิ!”

น้ำเสียงของมู่หลันตวัดกร้าวขึ้นมาทันที ดวงตาเฉียบคมดุจพญาเหยี่ยวจ้องเขม็งจนแม่เฒ่าเว่ยชะงักกึก

“ตอนนี้ชาวบ้านทุกคนคือพยาน หากท่านกล้าก้าวเข้ามาแย่งเนื้อหมูของท่านลุงหวัง หรือทำร้ายร่างกายข้า ข้าจะเดินไปตีกลองร้องทุกข์ที่ศาลาว่าการอำเภอทันที! ข้อหาปล้นทรัพย์และทำร้ายร่างกายต่อหน้าธารกำนัล!ข้าอยากรู้นักว่าเงินเก็บก้นหีบของตระกูลเว่ย จะพอจ่ายค่าปรับและยัดไต้โต๊ะช่วยลูกชายท่านไม่ให้ถูกโบยจนหลังลายในคุกได้หรือไม่!”

ประโยคเชือดเฉือนที่อัดแน่นไปด้วยข้อกฎหมายและการข่มขู่ที่เหนือชั้น ทำเอาครอบครัวเว่ยหน้าซีดเป็นไก่ต้ม สะใภ้รองรีบดึงแขนเสื้อแม่ย่าตัวสั่นงันงก พวกนางเป็นแค่ชาวบ้านป่าเมืองเถื่อน พอได้ยินคำว่าศาลาว่าการและคุกตะรางก็ขวัญหนีดีฝ่อไปหมดแล้ว

แม่เฒ่าเว่ยโกรธจนเลือดขึ้นหน้า หายใจติดขัดจนแทบจะหน้ามืดล้มพับ นางกัดฟันกรอด กระทืบเท้าเร่าๆ ด้วยความอับอายขายขี้หน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนี

“ฝากไว้ก่อนเถอะนังตัวดี! พวกเรา กลับ!!”

แม่เฒ่าเว่ยตวาดลั่น ก่อนจะสะบัดหน้าเดินกะเผลกหนีฝ่าวงล้อมของชาวบ้านที่กำลังโห่ไล่ตามหลังไปอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะแห่งชัยชนะของชาวหมู่บ้านจินเฟิง!

เมื่อหนีกลับมาถึงบ้านอิฐหลังใหญ่ บานประตูไม้ก็ถูกปิดกระแทกดังปัง! แม่เฒ่าเว่ยคว้าถ้วยชาเคลือบดินเผาบนโต๊ะปาอัดกำแพงจนแตกกระจายเพื่อระบายโทสะ ร่างท้วมหอบหายใจฮักๆ ด้วยความโกรธจัด

“นังแพศยา! นังหม้ายชั้นต่ำ! มันกล้าฉีกหน้าข้า เอาข้อกฎหมายมาข่มขู่ข้าต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้านเชียวรึ!”

แม่เฒ่าเว่ยทุบโต๊ะสั่นระริก

“หมูตัวเบ้อเริ่มขนาดนั้น เนื้อเป็นกอง เงินเป็นกอบเป็นกำ! มันกลับเอาไปประเคนให้พวกคนนอกหน้าโง่ นังคนผลาญสมบัติตระกูลเว่ย!”

สะใภ้ใหญ่รีบปราดเข้าไปบีบนวดไหล่ให้แม่ย่า พลางกลอกตาไปมาด้วยความเจ้าเล่ห์

“ท่านแม่ใจเย็นๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะ นังมู่หลันมันได้พวกผู้ใหญ่บ้านหนุนหลัง ตอนนี้เราทำอะไรมันซึ่งหน้าไม่ได้หรอก แต่ท่านแม่ลองคิดดูสิเจ้าคะ ต่อให้มันแจกเนื้อหมูไปมากแค่ไหน แต่อย่างไรเสีย ส่วนแบ่งก้อนใหญ่ที่สุดและเงินที่ขายได้ ก็ต้องตกไปอยู่ในมือของมันอยู่ดีไม่ใช่หรือจ๊ะ?”

เว่ยคัง ลูกชายคนโตของบ้านรีบพยักหน้าสนับสนุนภรรยา แววตาฉายความละโมบไม่แพ้ผู้เป็นแม่

“ใช่แล้วท่านแม่! กระท่อมผุพังท้ายหมู่บ้านที่พวกมันซุกหัวนอนน่ะ ประตูก็พัง หน้าต่างก็หลุดบานพับ แค่ลมพัดแรงๆ ก็แทบจะพังครืนลงมาแล้ว แถมในนั้นยังมีแค่หญิงหม้ายขี้โรคกับเด็กสามขวบตัวกะเปี๊ยก...”

ชายหนุ่มแสยะยิ้มชั่วร้าย

“ในเมื่อหน้าลานหมู่บ้าน ขอคืนดีๆ แล้วมันไม่ให้ เช่นนั้นพวกเราก็แค่รอจังหวะที่มันเผลอแอบไปหยิบเงินและเนื้อหมูที่เป็นของตระกูลเว่ยเรากลับคืนมาก็สิ้นเรื่อง! บ้านทรุดโทรมแค่นั้น จะไปขัดขวางอะไรพวกข้าได้!”

แม่เฒ่าเว่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ความโกรธเกรี้ยวจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมบนใบหน้าเหี่ยวย่น นางหัวเราะในลำคออย่างพึงพอใจ

“หึ... จริงของพวกเจ้า ในเมื่อรินสุราคารวะให้ไม่ยอมดื่มกลับชอบดื่มสุราจับกรอก! ก็ได้!คืนนี้พวกเจ้าเตรียมตัวให้พร้อม รอให้ดึกสงัดเสียก่อนแล้วค่อยลอบเข้าไป นังมู่หลันมันโง่ ขนสมบัติกลับไปไว้ในที่ที่ไม่มีแม้แต่หมาเฝ้าบ้านแบบนั้น ก็หวานหมูพวกเราสิ!”

ครอบครัวตัวร้ายต่างมองหน้ากันแล้วหัวเราะร่วน วาดฝันถึงกองเนื้อหมูและเงินทองที่จะได้มาครอบครองในคืนนี้อย่างย่ามใจ

หารู้ไม่ว่า! แผนการลอบเข้าไปขโมยของในกระท่อมที่มีมหาเทพพฤกษาผู้กุมมิติห้างสรรพสินค้า และฮัลค์น้อยจอมพลังอาศัยอยู่นั้น!มันไม่ใช่การไปขโมยสมบัติ แต่มันคือการรนหาที่ตายแบบขุดหลุมฝังศพตัวเองชัดๆ!

****

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel