7# หอพักโรงพยาบาล
กานต์ออกจากห้องผ่าตัดในเวลาเกือบหกโมงเย็น ร่างกายอ่อนเพลียเพราะนอนไม่หลับตั้งแต่เมื่อคืน งานโรงพยาบาลก็หนักและเหนื่อย หลายคนเคยบอกให้เขาลาออกจากโรงพยาบาลรัฐบาลที่เขาทำอยู่แล้วไปทำคลินิกของหมอคณินแค่เพียงอย่างเดียว
ในบางห้วงของความคิดเขาเคยวาดฝันอยากทำแบบนั้น ไม่อยากทำงานหนักจนร่างกายแทบไม่ได้หยุดพัก อยากมีเวลาให้ตัวเองและคนรัก...แน่นอนว่าคนรักที่สมองอันโง่เขลาของเขาวาดไว้ก็หนีไม่พ้นหลานสาวของเขา
กานต์เปิดลิ้นชักแล้วหยิบมือถือออกมาดู ไม่มีข้อความตอบกลับจากณิริน แต่กลับมีข้อความแจ้งเตือนการอัปอินสตาแกรมของเธอ
โดยปกติณิรินไม่ใช่คนที่ชอบโพสน์รูปลงโซเชียล แต่วันนี้กลับมีข้อความแจ้งการอัปรูปลงอินสตาแกรมหลายต่อหลายครั้ง
ปกติแล้วกานต์ไม่เคยเข้าไปแอปพลิเคชันอินสตาแกรม นอกจากณิรินจะบอกให้เขาเข้าไปดูเวลาที่เธออัปรูปตอนที่เธออยู่เมืองนอก ซึ่งนานๆ เธอจึงจะบอกเขาเข้าไปดูสักครั้ง
รูปณิรินกับชายหนุ่มที่เธอเคยเล่าให้ฟังว่าเข้ามาจีบเธอตั้งแต่สมัยเรียนมอหก กานต์จำหน้าตาของเด็กหนุ่มคนนั้นได้ดี เพราะเขาแวะมารอหลานสาวของเขาที่หน้าบ้านหลายต่อหลายครั้ง
ตอนนี้เด็กหนุ่มคนนั้นหน้าตาหล่อเหลา สมวัย ซึ่งดูยังไงก็สดใสและเหมาะสมเมื่อถ่ายรูปคู่กับหลานสาวของเขา
กานต์รู้สึกร้อนใจขึ้นไปอีกเมื่อรูปที่สนิทใกล้ชิดของหลานสาวกับชายหนุ่มที่เคยเข้ามาจีบเธอมีรูปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเลื่อนดูก็ยิ่งเห็นรูปเพิ่มขึ้นไปอีก...มากไปอีก...
“ป้าเดือน! คุณน้ำหวานถึงบ้านหรือยังครับ” กานต์เผลอใช้น้ำเสียงหงุดหงิดร้อนใจใส่แม่บ้านโดยไม่รู้ตัว เมื่อไม่เห็นณิรินตอบข้อความเขา
“ทำไมป่านนี้ยังไม่ถึงบ้านอีก!”
“ถ้าน้ำหวานกลับถึงบ้านแล้วบอกให้เธอโทรหาผมทันที!” ด้วยความเป็นห่วงมาก และณิรินเองก็เพิ่งจะกลับมาไม่รู้หรอกว่าที่ไหนเป็นที่ไหน เมืองไทยเปลี่ยนไปตั้งเยอะ!! นี่มันผ่านมาตั้ง 4 ปีเลยนะ!
“หรือว่าจะมาที่นี่เหมือนที่บอก”
ไวเท่าความคิด กานต์ลุกขึ้นยืนแล้วรีบกลับไปยังหอพักของโรงพยาบาลทันที
ณิรินแยกกันกับเพื่อนในตอนใกล้ค่ำ ยกมือถือขึ้นมาอ่านข้อความอีกครั้ง เธออ่านมันไปแล้วตั้งแต่แรก แต่ไม่ได้ตอบ...ไม่อยากตอบ
กานต์ : ไม่ต้องมาหาอา
กานต์ : กลับบ้านเลยนะน้ำหวาน
กานต์ : ถึงบ้านแล้วไลน์บอกอาด้วย
เพราะเธอรู้ดีว่าถึงยังไงเขาก็คงไม่ยอมกลับบ้าน และถึงเธอจะตอบไลน์หรือขอร้องเขาทางไลน์ คนใจแข็งแบบเขาก็คงไม่มีทางใจอ่อนกลับไปหาเธอที่บ้านเป็นแน่
@หอพักโรงพยาบาล
แท็กซี่แล่นเข้ามาจอดหน้าหอพักของทางโรงพยาบาลซึ่งแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยจากเมื่อหลายปีก่อน สมัยที่เธอยังเรียนมัธยมในบางครั้งที่ไม่อยากกลับไปรออาที่บ้านหรือวันที่อาไม่ได้เข้าคลินิก ณิรินจะแวะมารออาหลังเวลาเลิกเรียนที่นี่เสมอ
เธอไปขอกุญแจสำรองจากเจ้าหน้าที่ดูแลหอพักซึ่งคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี เพราะณิรินคือลูกสาวของอาจารย์หมอคณินและหลานสาวของหมอกานต์ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญของทางโรงพยาบาลรัฐบาลแห่งนี้ทั้งสองท่าน
ด้วยร่างกายที่ปวดเมื่อยมาตั้งแต่เมื่อคืนทำให้ณิรินรู้สึกเหมือนไข้จะขึ้นอีกรอบ เธอจึงเข้าไปอาบน้ำให้สดชื่นแล้วเปลี่ยนไปใส่ชุดนอนตัวโคร่งของอาซุกตัวใต้ผ้าห่มแล้วผล็อยหลับไป
กานต์กลับมายังหอพักซึ่งห้องพักไม่ได้กว้างมากนัก ในห้องมีเพียงสิ่งอำนวยความสะดวกเพียงของใช้ที่จำเป็นเท่านั้น
ภายในห้องพักนี้จึงมีเพียงเตียงขนาดเล็กที่พอนอนคนเดียวกับตู้เสื้อผ้าเล็กๆ และห้องน้ำเพียงเท่านั้น
เขาแตะหลังมือลงบนหน้าผากของคนที่หลับใหลอยู่ใต้ผ้าห่ม
“เป็นไข้จริงๆ ด้วย” กานต์นำผ้าชุบน้ำมาเช็ดเนื้อเช็ดตัวหลานสาวเพื่อช่วยลดอุณหภูมิของร่างกาย หากยังอาการไม่ดีขึ้นจะได้พาไปที่โรงพยาบาลซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างกันกับหอพักมากนัก
“อากานต์...น้ำหวานหนาว”
“ลุกมาทานยา ถ้าไม่ดีขึ้นค่อยไปที่โรงพยาบาลกัน” กานต์ประคองคนตัวเล็กลุกขึ้นนั่งบนเตียง ป้อนยาแล้วปล่อยให้เธอได้นอนพัก
“ทานยาก็พอค่ะ” ณิรินบอกเขาก่อนจะขยับตัวเล็กน้อยแล้วหลับไป
กานต์อาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดนอนแล้วกลับมานั่งลงบนเตียง พวงแก้มสีระเรื่อของณิรินกลายเป็นสีแดงเข้มขึ้นอีกเพราะพิษไข้ ริมฝีปากอิ่มแดงเพราะอุณหภูมิของร่างกายที่สูงขึ้น
ในตอนแรกเขาไม่อยากให้เธอตามมาที่นี่เพราะกลัวว่าความใกล้ชิดจะทำให้เรื่องแบบเมื่อคืนเกิดขึ้นอีก
แต่พอเห็นหลานสาวเป็นไข้ก็รู้สึกโล่งใจที่เธอมาอยู่ที่นี่กับเขา ถ้าเธออยู่ที่บ้านคนเดียวเขาก็คงไม่มีโอกาสได้รู้ว่าเธอเป็นไข้
“อากานต์ขา กอดน้ำหวานหน่อย”
“เตียงเล็กนิดเดียว อาจะนอนที่พื้น”
“ไม่เอาค่ะ น้ำหวานจะให้อากานต์กอด” คนไข้เริ่มงอแงและเอาแต่ใจแล้วขยับที่ให้ กานต์จึงนอนลงข้างๆ สอดเรียวแขนรองคอให้เธอนอนหนุนเหมือนทุกครั้ง
“ปวดหัวหรือเปล่า” มือหนาวางลงบนหน้าผากกลมมน ตัวเธอไม่ร้อนมากเพียงแค่ตัวรุมๆ แต่หัวใจเขามันเต้นแรง เลือดในกายสูบฉีด จนทำให้ตัวรุมๆ คล้ายจะเป็นไข้เหมือนกัน
“ไม่ปวดค่ะ” ณิรินตอบพร้อมขยับตัวให้เข้าที่เพราะที่นอนคับแคบ
“หลับซะ จะได้หายไข้ไวๆ” กานต์นอนหงายส่วนหลานสาวเขานอนตะแคงหน้าเข้ามาใกล้
“อาขา น้ำหวานอยากให้อาจูบ”
“ไม่ได้...อาไม่อยากติดไข้” เขาตอบฏิเสธแบบมีเหตุผล
“น้ำหวานจะไม่ให้อาติดไข้ค่ะ”
“น้ำหวาน นอน” เขาต้องอดทนให้มากเหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด
“ถ้าอาไม่จูบ น้ำหวานจะจูบอากานต์เอง”
“ดื้อ ไม่ยอมหาย”
“……”
ยังไม่ทันจะได้พูดได้ว่าอะไรต่อ ริมฝีปากอวบอิ่มที่ผ่าวร้อนเพราะพิษไข้อ่อนๆ กดลงมาบนริมฝีปากหยักที่เฝ้าแต่ปฏิเสธ ลมหายใจผ่าวร้อนยิ่งช่วยเร่งอารมณ์วาบหวาม
กานต์จูบตอบด้วยความอ่อนหวาน แต่จะไม่ยอมให้มากไปกว่าจูบ ...เขาตั้งกฎกับตัวเอง
ทั้งสองบดเคล้าริมฝีปากเข้าหากัน ยั่วเย้าอ่อนหวาน ณิรินอ้าปากให้เขาส่งเรียวลิ้นสากเข้ามากวาดชิมความหวานในโพรงปากเล็กที่ผ่าวร้อน
“อื้อ” เสียงหวานครางเบาๆ เมื่อเขาเริ่มบดจูบเธอเร่าร้อนขึ้นไปอีกขั้น ฝ่ามือหนาสอดเข้าใต้เสื้อนอนตัวโคร่ง หัวใจอาหนุ่มก็เต้นแรงจนเลือดในกายไหลไปรวมกันที่ ‘ตรงนั้น’ ทันที
กานต์นึกอยากมีไม้เรียวไว้ตีหลานสาวตัวแสบ...เมื่อไหร่จะเลิกยั่วยวนด้วยการไม่สวมเสื้อชั้นในเมื่อเข้าใกล้เขา!!...เขาเป็นผู้ชายมีเลือดมีเนื้อ มีหัวใจ...มันนุ่ม...มันน่ากัด!...
“วันนี้นัดกับกรณ์เหรอ” สิ่งที่เขากล้าเอ่ยปากถามกับสิ่งที่คิดแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เลื่อนริมฝีปากลงไปจูบที่ซอกคอขาว หอมกรุ่น
“เปล่าคะ บังเอิญไปเจอกัน อากานต์หึงเหรอคะ”
“เปล่า” กานต์ตอบเปล่าพร้อมออกแรงดูดลงบนเต้าทรวงอวบอิ่มทั้งสองข้างด้วยความมันเขี้ยวจนเป็นรอยแดง…
“แล้วถามทำไมคะ อื้อ อาอย่าดูดค่ะ” คนบอกอย่าแต่แอ่นอกขึ้นหาปากเขา สองมือเล็กสอดเข้าใต้เรือนผมนุ่มแล้วกดศีรษะเขาลงเบาๆ
“หวง!” กานต์บอกหวงพร้อมกับดูดยอดแข็งชูชันแรงๆ จนคนตัวเล็กสะท้านเยือกเพราะความวาบหวิว ท้องน้อยวูบวาบ ช่องท้องหนักอึ้ง
“อื้อ หวง ก็แต่งงานกับน้ำหวานสิคะ”
“วันนี้จูบแค่นี้ นอนได้แล้ว” กานต์ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมให้หลานสาวแล้วลุกไปเข้าห้องน้ำทันที
“อากานต์คะ” ณิรินซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดเขาอีกครั้งเมื่อเขากลับออกมาจากห้องน้ำ
“หืม น้ำหวาน...ทำไมยังไม่นอนอีก” เขาเอื้อมมือไปเปิดสวิซต์โคมไฟหัวเตียงพร้อมกับต่อว่าคนไข้ที่ซุกตัวเข้ามากอดทันทีที่เขากลับขึ้นมาบนเตียง
“อาทำให้น้ำหวานอยาก แล้วก็ปล่อยให้ค้างอยู่แบบนี้จะหลับลงได้ยังไงคะ” เสียงหวานอู้อี้อยู่กับต้นแขนเนื้อแน่นของคนเป็นอา
“น้ำหวานจะเปิดร้านคาเฟ่กับเพื่อน อาต้องไปเป็นลูกค้าคนแรกของร้านนะคะ”
“แน่นอนสิ อาต้องเป็นคนแรกอยู่แล้ว”
“น้ำหวานคิดถึงคุณพ่อจังเลยค่ะ อยากให้คุณพ่อมาเป็นลูกค้าคนแรกของร้านพร้อมกับอากานต์” กานต์ขยับตัวนอนตะแคงหันหน้าเข้าหาแล้วรั้งเธอเข้าไปกอดแนบแน่น
“เอาไว้ถ้าท่านโทรมาหรืออาติดต่อท่านได้ อาจะบอกท่านให้”
“ตอนนี้คุณพ่ออยู่ที่ไหนของโลกใบนี้คะ”
“ล่าสุดท่านบอกอยู่ที่ทิเบต แต่มันไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ท่านบอกว่าถ้ามีสัญญาณจะรีบติดต่อมาทันที”
“น้ำหวานรักคุณพ่อ รักอากานต์ค่ะ”
“อาก็รักน้ำหวาน รักอาจารย์หมอคณิน” ดวงตาคู่สวยช้อนขึ้นมามอง ขนตาหนาเป็นแพสวย นัยน์ตาสีดำสนิทกลมโตทอประกายเจิดจ้าเหมือนคนมีความหวัง
“รักแบบอาหลาน” น้ำเสียงทุ้มนุ่มพูดต่อด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“เชอะ! คนปากแข็ง น้ำหวานรู้หรอกน่า อากานต์เองก็รักน้ำหวานไม่ต่างจากที่น้ำหวานรักอากานต์”
“เอาไว้คราวหน้าถ้าน้ำหวานได้คุยกับคุณพ่อ น้ำหวานจะขออากานต์กับคุณพ่อเองค่ะ” กานต์สบตาคนที่กำลังพูดเจื้อยแจ้ว เธอโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นสาวเต็มตัว แต่นิสัยดื้อๆ ไม่ยอมแพ้ของเธอและแววตาที่รั้นไม่ยอมลงให้เขา ทำให้เขากลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ไม่ไหว
“จะขอว่ายังไง”
“น้ำหวานจะบอกคุณพ่อว่า น้ำหวานจะขอน้องชายคุณพ่อแต่งงาน สินสอดไม่เกี่ยง มีที่ดินมรดกสามแปลง มีคอนโดสองห้องแล้วก็มีเงินในบัญชีอีกห้าสิบล้าน แล้วก็ยังมี...อื้อ”
ริมฝีปากอวบอิ่มช่างเจรจาถูกปิดลงด้วยริมฝีปากร้อนผ่าวของอาหนุ่มทันที เขามอบจูบให้คนช่างพูดด้วยความอ่อนหวาน แล้วตัดใจหักดิบด้วยการถอดถอยริมฝีปากออกมา
“เลิกพูด!...นอนได้แล้ว”
“แต่...อากานต์ขา จูบอีกหน่อยไม่ได้เหรอคะ”
“ไม่ได้! นอน!” เขาขยับตัวหันหลังให้คนตัวเล็กทันที ไม่อย่างนั้นเขาก็คงต้องใจอ่อน แพ้ลูกอ้อนของหลานสาวตัวแสบเขาอีก
“เชอะ! อดทนเก่ง เย็นชาเก่ง”
“นอนได้แล้วครับคุณณิริน” กานต์พูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเย็นชายิ่งกว่าเดิมพร้อมขยับกายออกห่าง
