บทที่ 4 ฉืออั้นจิ่ว อายุ 1ขวบ
ชีวิตที่ดีวันดีคืนของบ้านสกุลฉือนั้นดีขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ครอบครัวสามารถลืมตาอ้าปากได้แล้ว แม้ไม่ใช่ครอบครัวที่ร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้ยากจนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ตอนนี้อั้นจิ่วมีอายุได้ 1 ขวบแล้ว และระดับพลังก็เลื่อนขึ้นมาอยู่ในระดับกลั่นลมปราณแล้วคาดว่าอีกไม่นานจะสามารถเลื่อนระดับขั้นเป็นสร้างรากฐานปราณได้
อั้นจิ่วน้อยวัย 1 ขวบ ตอนนี้เขาสามารถเดินได้อย่างคล่องแคล่ว นอกจากจะสามารถเดินได้แล้ว ยังพูดได้ชัดถ้อยชัดคำกว่าเด็กในวัยเดียวกันมาก นิสัยโตเกินวัยของเขาทำให้พ่อแม่ปู่ย่ารู้สึกทุกข์ใจอยู่บ้าง เด็กในวัยนี้นอกจากกินแล้วนอนและเล่นแล้วก็ไม่สามารถทำสิ่งอื่นใดได้อีก
แต่การกระทำเหล่านี้ไม่ใช่อั้นจิ่ว เพราะเขาในตอนนี้ไม่ดื่มนมแม่อีกต่อไป เขากินข้าวต้มกับโจ๊กเป็นหลักและดื่มนมแพะที่ท่านแม่ต้มให้เขา วันทั้งวันเด็กน้อยยังคงมุ่งมั่นฝึกฝนดูดซับพลังฟ้าดินเข้าสู่ตันเถียน นานวันเข้าก็มีเสียงซุบซิบนินทาว่าถึงแม้บ้านสกุลฉือจะสามารถให้กำเนิดหลานชายคนโตได้ แต่ทว่าหลานชายที่เกิดมานั้นเดิมทีคิดว่าเป็นเด็กที่ได้รับพรแต่ทว่ากลับกลายเป็นเด็กโง่เขลา บ้างก็ว่าปัญญาอ่อน เพราะวันทั้งวันเด็กน้อยเอาแต่นั่งเหม่อลอยเพียงเท่านั้น ไม่มีเสียงร้องไห้งอแง แม้แต่เสียงหัวเราะยังไม่มีแบบนี้จะเรียกว่าเป็นพรได้เยี่ยงไร นานวันเข้าชาวบ้านต่างล้อเลียนว่าเขาเป็นเด็กปัญญาอ่อน เป็นเพียงแค่คนโง่คนหนึ่งเพียงเท่านั้น
ถึงแม้จะมีข่าวลือและเรื่องซุบซิบนินทาเกิดขึ้นแต่บ้านสกุลฉือก็ไม่ได้สนใจและไม่ได้ออกมาแก้ข่าว เพราะพ่อเฒ่าฉือคิดว่าคนเราไม่สามารถห้ามปากและความคิดของผู้อื่นได้ ในเมื่อไม่ใช่ความจริงก็ไม่จำเป็นต้องเดือดร้อน การกระทำย่อมสำคัญกว่าคำพูดเสมอ ตราบใดที่ครอบครัวของพวกเขารู้ดีว่าอั้นจิ่วนั้นเป็นเด็กที่ฉลาดและรู้ความ ส่วนที่ว่าผู้ใดจะพูดอันใดก็แล้วแต่พวกเขา
ตอนนี้เป็นฤดูเพาะปลูก บ้านสกุลฉือมีที่ดินเพียงสิบหมู่เท่านั้น หมู่บ้านดอกท้อถึงแม้จะเป็นหมู่บ้านที่มีชนชั้นชาวนาอาศัยอยู่ แต่ก็มีการแบ่งเขตที่อยู่อาศัยกันอย่างชัดเจน เขตที่ดินอุดมสมบูรณ์เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย เขตที่ดินที่อุดมสมบูรณ์รองลงมาก็จะเป็นดินดีเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ที่เหลือก็จะเป็นดินที่มีคุณภาพต่ำ ชาวบ้านส่วนใหญ่มีฐานะปานกลาง
ส่วนบ้านสกุลฉือนั้นตั้งอยู่ในเขตที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์เพียงสี่ส่วน นอกจากนั้นยังอยู่ติดกับภูเขา ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ล้วนแต่มีฐานะยากจน และมีชาวบ้านอาศัยอยู่มากกว่าอีกสองเขต เพราะยากจนจึงได้รวมกลุ่มกันอยู่ และถูกกันออกจากพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์
แต่สำหรับบ้านสกุลฉือแล้วไม่ได้ให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้มากนักตั้งแต่อั้นจิ่วเกิด เพราะไม่ว่าพวกเขาจะลงมือทำอันใด ก็จะได้ผลเกินคาดเสมอ เมื่อผู้อื่นเห็นว่าที่ดินของตนแห้งแล้งไม่สามารถปลูกพืชได้ หรือปลูกแล้วได้ผลผลิตน้อย แต่พอถึงคราวที่บ้านสกุลฉือปลูกบ้างผลที่ได้นั้นแตกต่างจากชาวบ้านคนอื่นมาก
วันนี้ที่บ้านสกุลฉือกำลังปลูกข้าวสาลี ทุกคนในบ้านต่างลงไปช่วยกันทำงานในทุ่งนา เด็กน้อยอั้นจิ่วจึงต้องตามครอบครัวไปที่ทุ่งนาด้วย ในระหว่างที่ทุกคนยุ่งวุ่นวายอยู่กับการปลูกข้าวสาลี อั้นจิ่วถูกทิ้งเอาไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ หลินถานอินปูเสื่อไม้ไผ่จากนั้นปูทับด้วยผ้าฝ้ายอีกครั้งให้ลูกชายได้นั่ง นอกจากนี้ยังมีหมอนสำหรับให้อั้นจิ่วนอนพักผ่อนหากเขาง่วงนอน
อั้นจิ่วฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้เขาอยู่ที่ขั้นสร้างฐานปราณแล้ว หลังจากการฝึกฝนของวันนี้เสร็จสิ้นลง เขารู้สึกเบื่อเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าเขาจะอายุเพียงหนึ่งขวบแต่เขาสามารถเดินได้มั่นคงแล้ว เพียงแต่มีคำพูดบางคำเท่านั้นที่เขาไม่สามารถออกเสียงได้ชัดเจน
อั้นจิ่วเห็นว่าตอนนี้ทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับงานตรงหน้าและไม่มีใครคอยจับตาดูเขา อั้นจิ่วจึงคิดว่าเขาจะลองเดินดูรอบ ๆ แถวนี้เผื่อว่าจะพบเจออะไรดี ๆ บ้าง ความจริงแล้วตอนนี้อั้นจิ่วสามารถเปิดใช้งานมิติส่วนตัวของเขาได้แล้ว มิติส่วนตัวของเขานี้ติดตามเขามาตั้งแต่ชาติที่แล้ว ข้างในมีของสะสมของเขามากมาย แต่ไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ในตอนนี้
อั้นจิ่วเมื่อเห็นว่าไม่มีใครหันมามองเด็กน้อยวัยหนึ่งขวบที่ชอบคิดว่าตัวเองอายุหลายพันปีแล้ว ไม่อยากเป็นภาระให้กับพ่อแม่อีกต่อไป เขาเองก็ควรจะช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวได้เช่นเดียวกัน เมื่อคิดได้ดังนั้นเด็กน้อยก็ลุกขึ้นแล้วค่อย ๆ เดินขึ้นเขาไป
ในมือของเขายังถือตะกร้าไม้ไผ่ใบเล็กที่ท่านพ่อเป็นคนสานให้เขา ถึงแม้ว่าอั้นจิ่วจะมีมิติส่วนตัวแต่เขาก็จำเป็นต้องทำตัวให้ธรรมดาสักหน่อย ตอนนี้ร่างกายอันเล็กจ้อยนี้ของเขายังไม่สามารถปกป้องตัวเองกับครอบครัวได้ การที่ไม่ทำอันใดที่ทำให้ผู้คนมองว่าเขาเป็นภูตผีปีศาจน่าจะปลอดภัยกับชีวิตของเขามากกว่า
กว่าจะได้เกิดมานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เมื่อมีโอกาสได้เกิดใหม่เขาจึงต้องรักษาการมีชีวิตเอาไว้ให้ดี เขาจะต้องเติบโตขึ้นและกลับไปในที่ที่เขานั้นจากมาไม่ว่าจะใช้ความพยายามมากน้อยแค่ไหน เขาจะต้องพยายามฝึกฝนให้ดี ตอนนี้เนื้อที่บ้านไม่มีแล้ว ผักป่าที่ท่านแม่เก็บมาเมื่อหลายวันก่อนก็กินหมดแล้ว วันนี้มีหวังได้กินโจ๊กกับผักดองอีกเช่นเคย
“มันคงจะดีกว่านี้หากข้ามีอสูรรับใช้ จะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะเอาเนื้อที่ไหนมากิน หากข้าไม่มีเนื้อกินเพื่อบำรุงร่างกายก็แย่น่ะสิ เมื่อไหร่ที่ร่างกายนี้จะเติบโต จะทำอย่างไรดี ตอนนี้การฝึกฝนของข้าเพิ่งขั้นสร้างรากปราณเท่านั้น ยุ่งยากจริง ๆ เลย”
ด้านหลังต้นไม้ใหญ่มีอสูรวิญญาณหมีดำกับหมาป่าขน เงินสัตว์อสูรวิญญาณที่ศิษย์พี่ของอั้นจิ่วเตรียมเอาไว้ให้กับเขา เพราะตอนนี้พวกเขาจะไม่สามารถมาคอยดูแลอั้นจิ่วได้อีกต่อไป เพราะอาจารย์ของพวกเขาได้ขอร้องจักรพรรดิเซียนให้พวกเขาสามารถลงมายังโลกมนุษย์เพื่อดูแลและให้ความช่วยเหลืออั้นจิ่วเพื่อเป็นการชดเชยให้กับอั้นจิ่ว
ส่วนคนที่ทำให้เขาตายนั้นอาจารย์และศิษย์พี่ได้สืบจนรู้แน่ชัดแล้วว่าเป็นผู้ใดและจักรพรรดิเซียนได้ลงโทษคนผู้นั้นไปแล้วด้วยการทำลายตันเถียนและรากปราณ จากให้นั้นเขาไปทำงานเป็นคนดูแลสวนสมุนไพร
“ศิษย์น้องเล็ก ศิษย์พี่ใหญ่จะไม่สามารถมาดูแลเจ้าได้อีกแล้ว แต่ศิษย์พี่ใหญ่จะพยายามให้มากขึ้น อาจารย์บอกแล้วว่าอีกสิบปีข้างหน้าของโลกมนุษย์พวกเราถึงจะสามารถกลับมาที่โลกมนุษย์แห่งนี้ได้ เช่นนั้นแล้วพวกเราจึงส่งต้าเฮยกับต้าฮุยมาดูแลและช่วยเหลือเจ้าในตอนที่พวกเราไม่อยู่ ส่วนทรัพยากรที่ช่วยในการบำเพ็ญเพียรของเจ้าศิษย์พี่ใหญ่ได้รวบรวมเอาไว้ให้เจ้าแล้ว ต้าเฮย ต้าฮุย เจ้าสองตัวไปทำพันธสัญญากับศิษย์น้องเล็กของข้าเถอะ ส่วนของทั้งหมดในห่อผ้านี้ เจ้าแค่มอบให้เขา จำเอาไว้ว่าอย่าได้เอ่ยถึงเรื่องของข้า เข้าใจหรือไม่”
“พวกเราเข้าใจขอรับ แต่ว่าท่านเซียน ท่านจะให้พวกข้าทั้งสองตัวลดระดับพลังลงไม่ใช่สิ่งที่ดีนะขอรับ เหตุใดท่านไม่ให้อุปกรณ์เวทย์ในการปกปิดพลังกับพวกข้าทั้งสองแทนเล่าขอรับ”
“โอ้ ใช่ ข้ายังมีของพวกนี้อยู่ ไป ๆ รีบเอาไป ข้าจะต้องกลับไปที่แดนเซียนแล้ว ที่เหลือฝากพวกเจ้าทั้งสองตัวด้วย”
“ได้ขอรับท่านเซียน”
เมื่อศิษย์พี่ใหญ่จากไปแล้วทั้งสองตัวก็เดินออกมาหาอั้นจิ่วทันที เด็กน้อยอั้นจิ่วถึงแม้ว่าจะตกใจมากเพราะอยู่ ๆ ก็มีสัตว์อสูรทั้งสองตัวโผล่ออกมาจากป่า ถึงจะตกใจแต่ในใจเขากลับกำลังคิดว่าจะจัดการกับเจ้าสองตัวนี้อย่างไรดี ด้วยพลังของเขาตอนนี้ไม่สามารถเอาชนะสัตว์อสูรระดับสูงสองตัวนี้ได้เลย แล้วเจ้าสองตัวนี้ออกมาทำอันใดที่ป่ารอบนอกแห่งนี้กัน
“แย่แล้ว ข้าคงไม่ต้องมาตายรอบที่สองใช่ไหม ข้าเพิ่งเกิดมาได้เพียงหนึ่งปีเท่านั้น ยังไม่ได้ใช้ชีวิตให้ดีเลย ครั้งนี้จบเห่แล้ว เข้ามาเลย อย่างมากข้าก็ตายอีกครั้งเท่านั้นเอง"
“ทั้งสองตัวต่างหัวเราะนายน้อยของมันอยู่ในใจ ดูเหมือนว่านายน้อยของมันเตรียมตัวที่จะตายอีกครั้งแล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้ก็แกล้งนายน้อยให้ตกใจดูสักหน่อย ต้าฮุยเจ้างับขาของนายน้อยนะส่วนข้าจะงับแขนเอง”
“ตกลง”
ทั้งสองตัวพุ่งเข้าหาอั้นจิ่วด้วยความรวดเร็ว ต้าฮุยงับขา ต้าเฮยงับแขน อั้นจิ่วหลับตาปี๋ปล่อยหมัดสวนออกไปแต่ทว่าหมัดที่เขาปล่อยออกไปนั้นไม่ได้ระคายผิวของทั้งสองตัวเลย เขาไม่เพียงไม่สามารถต่อสู้กับทั้งสองตัวได้ แต่ยังถูกกัดทั้งแขนทั้งขา ในตอนที่อั้นจิ่วคิดว่าเขาจะถูกทั้งสองตัวฉีกร่างแบ่งกันเพื่อกินเป็นอาหารนั้น พลันได้มีแสงสีทองเปล่งประกายสว่างจ้าขึ้น นอกจากเขาจะไม่เจ็บแล้วเขายังได้ยินเสียงของทั้งสองตัวหัวเราะเขาและที่สำคัญเจ้าสองตัวนั้นยังนั่งมองเขาด้วยสายตาขบขัน
“นายน้อยขอรับ ท่านอย่าโกรธไปเลยขอรับ พวกเราเพียงแค่แกล้งท่านเล่นเท่านั้น พวกเรารอท่านอยู่ที่นี่นานแล้ว นี่เป็นของที่พวกเรานำมามอบให้กับท่าน”
“ขอบใจพวกเจ้ามาก”
"นายน้อย ท่านต้องการหาอาหารหรือขอรับ"
“ใช่แล้ว พวกเจ้าช่วยหาสัตว์ป่าให้ข้าหน่อยจะได้หรือไม่ เดี๋ยวข้าจะไปหาผักป่า”
“เช่นนั้น ต้าเฮยเจ้าพานายน้อยไปหาผักป่า ข้าจะไปล่าสัตว์”
“ตกลง เจ้ารีบไปรีบมา”
