บทที่ 2 ในที่สุดก็ได้เกิดใหม่
ครั้งนี้อั้นจิ่วถูกเหวี่ยงมายังโลกของผู้ฝึกตน ในโลกแห่งนี้มีพลังฟ้าดินหนาแน่นมาก แต่ทว่าหนึ่งแคว้นก็ยังคงแบ่งออกเป็นสามส่วนเช่นเดียวกัน ดินแดนรอบนอก เป็นพื้นที่ที่มีพลังฟ้าดินน้อยที่สุด ผู้ที่อยู่อาศัยในดินแดนนรอบนอกนี้เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา พ่อค้าวานิชย์ ชาวบ้านก็มีผู้ที่ฝึกตนและผู้ที่เป็นคนธรรมดาเพราะไม่สามารถฝึกปราณได้อาศัยอยู่ปะปนกันไป
ดินแดนส่วนกลางเป็นพื้นที่ที่มีพลังฟ้าดินหนาแน่นและชาวบ้านส่วนใหญ่จะเป็นผู้ใช้ปราณ หรือเรียกว่าผู้ฝึกตน แต่จะมีชาวบ้านส่วนน้อยที่ไม่สามารถฝึกปราณได้สาเหตุมาจากไม่มีแก่นปราณตั้งแต่กำเนิด หรือบางคนมีแก่นปราณแต่ไร้ซึ่งทรัพยากรและโอกาส คนพวกนี้จะหันไปฝึกวิชายุทธ์แทน มุ่งเน้นไปที่ฝึกฝนร่างกายและวิชาต่อสู้เป็นหลัก
ดินแดนส่วนในที่นี่ถือเป็นเมืองหลวงของแคว้นและเป็นพื้นที่ที่มีพลังฟ้าดินหนาแน่นมากที่สุด แต่ทว่าเมื่อเทียบกับดินแดนเซียนแล้วถือว่าแคว้นนี้มีพลังฟ้าดินเบาบางมาก แต่ยังสามารถบำเพ็ญเพียรได้ เดิมทีชาวบ้านธรรมดาถือว่าเป็นผู้ไร้พรสวรรค์ น้อยคนนักที่จะเกิดมาพร้อมกับแก่นปราณ ถึงจะมีแก่นปราณแต่ก็มีคนส่วนน้อยเช่นกันที่สามารถเข้าสู่วิถีฝึกตนได้
ด้วยเพราะชาวบ้านนั้นล้วนยากจน ขาดแคลนทรัพยากรในการฝึกฝน วิญญาณของอั้นจิ่วถูกเหวี่ยงเข้าไปในท้องของหญิงชาวนาผู้หนึ่งซึ่งกำลังจะคลอดลูกโดยที่อั้นจิ่วไม่ทันได้ตั้งตัว ครั้งนี้อั้นจิ่วได้เกิดใหม่แบบไม่ทันตั้งใจและไม่สามามารถเลือกครอบครัวที่จะเกิดใหม่ได้ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเขาก็ยังได้เกิดใหม่สมกับความตั้งใจของเขา
แต่ทว่าเขากลับเกิดใหม่ในครอบครัวชาวนาที่แสนจะธรรมดาและมีฐานะยากจน นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปอั้นจิ่วได้เกิดใหม่ในครอบครัวชาวนาอย่างสมบูรณ์ ครอบครัวที่อั้นจิ่วมาเกิดใหม่นั้นเป็นบ้านสกุลฉือซึ่งแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก ในครอบครัวของพวกเขาล้วนขาดแคลนลูกชาย
ในรุ่นปู่ของอั้นจิ่วนับขึ้นไป ล้วนมีลูกสาวมากมายและมีลูกชายเพียงคนเดียวเท่านั้น ปู่ของอั้นจิ่วเป็นสกุลฉือรุ่นที่เจ็ด เขามีพี่สาวมากมายและปู่เป็นลูกชายคนสุดท้องและเป็นลูกชายคนเดียวของสกุลฉือ ซึ่งบ้านสกุลฉือในแต่ละรุ่นจะมีลูกชายไม่เกินหนึ่งคน
ต่อมาในรุ่นของอั้นปาพ่อของอั้นจิ่ว เขามีพี่สาวทั้งหมดสี่คน แต่เพราะครอบครัวยากจนทำให้มีอาหารไม่เพียงพอ อีกทั้งพวกเขาเป็นเพียงชาวนาซึ่งถือว่าเป็นชนชั้นล่างที่ไม่มีแก่นปราณและไม่สามารถฝึกฝนได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้พวกเขามีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตมากมาย
พวกเขาไม่สามารถไปล่าสัตว์ที่ป่าอสูรวิญญาณได้ ข้าวที่พวกเขาปลูกก็เป็นข้าวธรรมดาที่ไม่มีพลังวิญญาณรวมถึงพืชผักต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นสิ่งของธรรมดาทั้งนั้น ข้าวที่พี่เขาปลูกเป็นเพียงอาหารที่ใช้ในการเลี้ยงดูครอบครัวเพียงเท่านั้น ไม่ใช่ข้าวพลังวิญญาณที่ท้องตลาดต้องการ
ข้าวธรรมดาไม่สามารถนำไปขายแลกเงินได้มากนัก ชาวบ้านเหล่านี้อาศัยป่ารอบนอกในการหาของป่า ล่าสัตว์ ของป่าที่พวกเขาหามาได้จะสามารถนำไปแลกเป็นเงินได้บ้างเล็กน้อยในตลาดของหมู่บ้าน แต่ไม่สามารถนำไปขายในตลาดใหญ่ในเมืองได้
พ่อเฒ่าฉือชีมีลูกสาวทั้งหมดสี่คน ลูกสาวสองคนป่วยตายตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ต่อมาแม่เฒ่าเจียงหลันได้ให้กำเนิดอั้นปาซึ่งก็คือพ่อของอั้นจิ่วในตอนนี้ หลังจากให้กำเนิดอั้นปาแม่เฒ่าเจียงหลันก็ไม่ตั้งครรภ์อีกเลย ต่อมาในรุ่นของอั้นปา เพราะครอบครัวยากจนทำให้เขาแต่งงานช้า เขาแต่งงานเมื่ออายุได้ยี่สิบปีกับหลินถานอิน
ทั้งสองคนแต่งงานกันมาแล้วสี่ปีท้องของหลินถานอินก็ว่างเปล่ามาสี่ปีเช่นเดียวกัน ในที่สุดในปีที่ห้าของการแต่งงานหลินถานอินก็ตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายคนแรกก็คืออั้นจิ่ว เมื่อเป็นเช่นนี้พ่อเฒ่าฉือชีและอั้นปาก็ดีใจเป็นอย่างมาก ทั้งสองคนตั้งชื่อให้เด็กน้อยว่าอั้นจิ่วหรือมีชื่อเล่นว่าเจ้าเก้า
เด็กน้อยอั้นจิ่วเกิดมาพร้อมกับความทรงจำของชาติที่แล้ว นอกจากนั้นความรู้ที่เขาได้ร่ำเรียนมาในตอนที่เป็นวิญญาณร่อนเร่พเนจรไปในหลายสถานที่หลายยุคหลายสมัยเขาก็จำได้ทั้งหมด อั้นจิ่วเมื่อรู้ว่าตัวเองมาเกิดใหม่ในครอบครัวชาวนายากจนแทนที่จะได้เกิดในครอบครัวเศรษฐีผู้มีอันจะกินเด็กน้อยได้แต่เบ้ปากและบ่นว่า
“กว่าจะได้เกิดใหม่ก็แสนจะลำบาก ยังผลักข้าให้มาเกิดในครอบครัวชาวนายากจนอีก นี่มันจะรังแกกันเกินไปหรือไม่ โชคยังดีที่ไม่ลบความทรงจำของข้าและยังให้ข้าเกิดมาพร้อมแก่น ครั้งนี้ข้าจะไม่เอาเรื่องก็แล้วกัน”
นอกจากความทรงจำของชาติที่แล้วอั้นจิ่วยังเกิดมาพร้อมกับความสามารถของเขาในชาติที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการหลอมยา อักขระ ค่ายกล ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่ติดตัวเขามาด้วยทั้งสิ้น นอกจากนี้ มิติวิเศษที่เขามี เมื่อเขามาเกิดใหม่มิติวิเศษของเขาก็ติดตามเขามาด้วย แต่น่าเสียดายความสามารถของเขาตอนนี้ไม่สามารถเปิดใช้มิติวิเศษได้
อั้นจิ่วรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าครอบครัวของเขาในชาตินี้จะยากจนแต่ด้วยความสามารถที่ติดตัวมา จากชาวนายากจนก็จะกลายเป็นครอบครัวชาวนาที่ร่ำรวยและมั่งคั่งต่อไปในอนาคต เด็กน้อยอั้นจิ่วอายุหนึ่งวันตอนนี้ได้คิดวางแผนครอบครัวและวาดอนาคตของครอบครัวเอาไว้แล้ว หลังจากใช้สมองคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปมากมาย อั้นจิ่วน้อยก็ทั้งง่วงและหิว หลังจากนั้นบ้านสกุลฉือก็เกิดความวุ่นวายอีกครั้ง
“แง๊ แง แว๊ ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว แง๊” อั้นจิ่วน้อยร้องไห้โวยวายเพราะตอนนี้เขาทั้งหิวและง่วง เสียงร้องของเขาดังประหนึ่งฟ้าฝ่าได้ยินไปไกลหลายสิบลี้
“อั้นปา ถานอินยังไม่ตื่นอีกรึ ดูสิเจ้าเก้าร้องไห้ใหญ่แล้ว คงหิวแล้วล่ะ”
“ท่านพ่อ ถานอินไม่มีน้ำนม ทำเช่นไรดีขอรับ”
“เจ้ารีบไปหาท่านแม่ของเจ้าให้นางต้มน้ำข้าวให้เจ้าเก้าดื่มประทังหิวไปก่อน”
“ขอรับท่านพ่อ”
เสียงร้องไห้ของอั้นจิ่วนั้นดังมากจนชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านต่างพูดคุยกันว่าตอนนี้บ้านสกุลฉือนั้นมีลูกชายแล้ว ในที่สุดบ้านของพวกเขาก็มีหลานชายแล้ว ทั้งยังเป็นหลานชายคนโตอีกด้วย นี่ไม่ใช่ว่าบ้านฉือของพวกเขาจะได้รับพรแล้วหรือ
“นี่ ตาเฒ่าหวัง เจ้าจำได้หรือไม่ว่าเมื่อนานมาแล้วมีนักพรตเต๋าทำนายเอาไว้ว่าเมื่อไหร่ที่บ้านสกุลฉือสามารถให้กำเนิดลูกชายคนโตได้ เมื่อนั้นครอบครัวของพวกเขาก็จะสามารถให้กำเนิดลูกชายได้มากกว่าลูกสาวน่ะ”
“ใช่แล้วตาเฒ่าหลี่ ตอนนั้นพวกเรายังบอกว่านักพรตเต๋าผู้นั้นเป็นเพียงพวกต้มตุ๋น แต่ตาเฒ่าฉือยังให้เงินที่เขามีทั้งหมดในบ้านกับนักพรตเต๋าผู้นั้นอยู่เลย จากนั้นมาเขาก็ถูกชาวบ้านล้อเลียนว่าเป็นคนโง่ ตอนนี้บ้านคนเขามีหลานชายคนโตแล้ว หากว่าครอบครัวเขาเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาจริง ๆ เช่นนี้แล้วไม่ใช่ว่าจะเป็นการตบหน้าชาวบ้านหรอกหรือ”
“เรื่องนี้ก็ยังไม่แน่หรอก รอดูไปก่อนเถอะ คำทำนายก็คือคำทำนาย ไม่มีผู้ใดรู้ว่ามันจะเป็นจริงหรือไม่ พวกเราเองก็กลับบ้านกันเถอะ ตอนนี้ป่ารอบนอกก็แทบจะหาอะไรไม่ได้แล้ว อาหารบ้านข้าแทบไม่พอกินแล้วในตอนนี้”
“บ้านข้าเองก็ไม่ต่างอันใดกับบ้านของเจ้า กลับบ้านกันเถอะ”
กลับมาที่บ้านสกุลฉือ หลังจากที่อั้นจิ่วกัดเหงือกดื่มน้ำข้าวลงไปจนเต็มท้องด้วยความไม่พอใจ เด็กน้อยได้แต่กัดเหงือกแน่นและคิดว่าเมื่อไหร่ตัวเองจะโตจะได้ช่วยเหลือครอบครัวให้พ้นจากความยากลำบากไปได้ เขาจะให้ท่านพ่อ ท่านย่า ท่านแม่ มีเนื้อกินทุกวัน เขาจะให้ทุกคนในบ้านกินอาหารที่มีพลังวิญญาณ เขาจะทำอาหารให้ทุกคนในครอบครัวกิน และที่สำคัญเขาจะต้องฝึกฝนให้กลับไปอยู่ในระดับเดิมให้ได้
เมื่อคิดถึงเรื่องฝึกฝนอั้นจิ่วคิดว่าเขาสามารถเริ่มได้จากตอนนี้ เมื่อคิดได้ดังนั้นเด็กน้อยวัยหนึ่งวันก็ริเริ่มที่จะฝึกฝนบำเพ็ญเพียร ส่วนทางด้านแม่เฒ่าเจียงหลันนั้นดูแลหลานชายกับลูกสะใภ้ของนางอย่างดี แต่เพราะความยากจนทำให้ที่บ้านไม่มีอาหารดี ๆ พอที่จะบำรุงร่างกายของลูกสะใภ้
แม่เฒ่าเจียงหลันกลัวว่าหลานชายจะไม่มีนมดื่มจึงได้ออกมาไล่สามีกับลูกชายให้เข้าป่าไปเสี่ยงดวงเผื่อว่าจะสามารถล่าไก่ฟ้า หรืออะไรสักอย่างเพื่อมาทำน้ำแกงให้ลูกสะใภ้ดื่ม
“ตาเฒ่า ลูกชาย พวกเจ้าสองคนเข้าป่าไปเสี่ยงดวงดูบ้าง เผื่อว่าจะได้อะไรมาบำรุงร่างกายของถานอิน หากเป็นเช่นนี้ต่อไปถึงแม้เราจะมีหลานชายแต่ถ้าหลานชายไม่มีนมให้ดื่มข้าเกรงว่าหลานชายของเราคงจะไม่สามารถเติบโตได้”
“ตกลง ท่านแม่ ข้ากับท่านพ่อจะไปเดี๋ยวนี้ หากไม่สามารถหาอะไรในป่ากลับมาได้ ข้าจะลองไปจับปลาดู เผื่อว่าจะได้ปลามาต้มน้ำแกงให้ถานอินดื่ม”
“เช่นนั้นพวกเจ้าก็รีบไปเถอะ ระวังตัวด้วยล่ะ”
“ขอรับท่านแม่ ข้าฝากท่านดูแลถานอินกับเจ้าเก้าด้วย”
“เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะดูแลทั้งสองคนเป็นอย่างดี”
“ยายเฒ่าลำบากเจ้าแล้ว”
“ข้าไม่ลำบากเลยสักนิด ตอนนี้ข้ามีหลานชายคนโตแล้วข้าจะต้องเลี้ยงดูเขาให้ดีที่สุด”
ตอนนี้อั้นจิ่วน้อยกำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดพยายามชักนำพลังฟ้าดินที่มีอยู่น้อยนิดเข้าสู่ตันเถียน หากแม่เฒ่าเจียงหลันหันมาเห็นหน้าหลานชายสุดที่รักในตอนนี้นางคงคิดว่าเขาปวดท้องหรือไม่ก็กำลังถ่ายหนักอยู่เป็นแน่ หมู่บ้านที่ครอบครัวฉืออยู่คือหมู่บ้านดอกท้อ เมืองหุยอัน ตั้งอยู่ดินแดนรอบนอกแคว้นต้าเฟิ่ง
