บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 17 บ้านสกุลฉือคือครอบครัวของผู้บำเพ็ญเพียร

สองเดือนต่อมา สวนผลไม้ปราณ สวนผักปราณของอั้นจิ่วก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น ตอนนี้สวนผักปลูกผักเอาไว้มากมายหลายชนิด นอกจากผักแล้วยังมีสวนสมุนไพรวิญญาณอีกด้วย ส่วนฟาร์มไก่วิญญาณของอั้นจิ่วนั้นก็ได้ผลดีมากเช่นกัน ไก่วิญญาณจำนวนสองร้อยตัวออกไข่ทั้งเช้าและเย็น ตอนนี้สามารถเก็บไข่ได้ในแต่ละวันมากถึงสี่ร้อยฟอง 

ตอนนี้ท่านแม่ตั้งครรภ์ได้สี่เดือนแล้ว ท้องของท่านแม่ใหญ่มาก อาจจะเป็นเพราะมีน้องชายถึงสองคนอาศัยอยู่ ส่วนการฝึกฝนของท่านพ่อกับคนอื่น ๆ ก็ถือว่ามีความก้าวหน้ามาก โดยเฉพาะท่านพ่อที่มีรากวิญญาณธาตุไฟ การฝึกฝนนับว่าก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด ตอนนี้พลังยุทธ์ของท่านพ่ออยู่ในขั้นกลั่นลมปราณขั้นสูง เหลือเพียงอีกก้าวเดียวก็จะเลื่อนขั้นเป็นสร้างรากฐานปราณ

 

อาคารสามชั้นที่มีห้องนับร้อยห้องก็ได้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว อาคารสามชั้นนี้เปรียบเสมือนหอบัญชาการ โดยมีราชาอสูรวิญญาณของแต่ละเผ่าเป็นผู้บัญชาการรับคำสั่งจากอั้นจิ่วอีกที ขุมอำนาจจะสร้างกองกำลังของตัวเองโดยกองกำลังของพวกเขาเป็นมนุษย์ทั้งหมด ยกเว้นกองกำลังของหมู่บ้านเถาหยวน เพราะที่หมู่บ้านเถาหยวนใช้สัตว์อสูรวิญญาณทั้งหมด โดยมีเด็กน้อยอั้นจิ่ววัยห้าขวบเป็นผู้นำ 

หลังจากสวนผัก สวนผลไม้ ได้เริ่มลงมือแล้ว อั้นจิ่วต้องการสร้างค่ายกลขนาดใหญ่ล้อมรอบหมู่บ้านเถาหยวนเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นค่ายกลสังหาร ค่ายกลป้องกัน และค่ายกลฟ้าดิน ความยากของการสร้างค่ายกลในครั้งนี้ก็คืออั้นจิ่วจะต้องสร้างค่ายกลซ้อนค่ายกลทั้งสามชั้นเข้าด้วยกันซึ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ศิลาวิญญาณเป็นจำนวนมาก

ถึงแม้ว่าในมิติของอั้นจิ่วจะมีภูเขาศิลาวิญญาณที่ไม่มีวันใช้หมด แต่อั้นจิ่วมีสัตว์อสูรวิญญาณในปกครองเป็นจำนวนมาก ทรัพยากรที่ใช้ในการฝึกฝนก็จำเป็นต้องเตรียมเอาไว้มากมายเช่นเดียวกัน ถ้าอยากจะหาศิลาวิญญาณเพิ่มมีเพียงแค่ออกไปสำรวจหาสายแร่มังกรเท่านั้น ถ้าหากได้สายแร่มังกรมาอยู่ในมือเท่านี้ทรัพยากรก็จะมีมากมายเพียงพอให้เหล่าอสูรวิญญาณได้ฝึกฝนได้อย่างสบายใจ

“นายน้อย ท่านคิดว่าเด็ก ๆ ในหมู่บ้านจะมีสักกี่คนที่เกิดมาพร้อมกับแก่นปราณ หากว่าผู้ใดมีแก่นปราณพวกเราสามารถช่วยเปิดเส้นลมปราณให้พวกเขาได้ เช่นนี้หมู่บ้านของเราก็จะมีผู้ฝึกตนเพิ่มขึ้น แต่ข้ากลัวว่าคนเหล่านี้พอสามารถฝึกตนได้แล้วก็จะอยู่เหนือการควบคุม อาจจะทรยศหมู่บ้านได้ขอรับ ไม่เหมาะกับการใช้งานสักเท่าไหร่”

“เรื่องนี้ก็ต้องดูว่าพวกเขาจะยินดีเข้าร่วมกับหมู่บ้านหรือไม่ หากไม่พวกเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปเสียทรัพยากรในการฝึกฝนให้เขา หมู่บ้านต้องการคนที่ทำงานให้หมู่บ้านได้ ข้าเชื่อว่าชาวบ้านที่ยอมขึ้นตรงกับพวกเราจะไม่ทรยศ เริ่มจากครอบครัวของท่านอาเถี่ยจู้ก่อน”

“ขอรับนายน้อย อีกเรื่อง โรงเรียนจะเปิดแล้ว นายน้อยคิดว่าควรให้ผู้ใดไปทำหน้าที่อาจารย์สอนเด็ก ๆ ดีขอรับ”

“เรื่องนี้ให้ต้าเฮยจัดการเถอะ อาจารย์ด้านการต่อสู้ก็เลือกสัตว์อสูรวิญญาณที่ใจเย็นสุขุมมาสักสองสามตน ส่วนอาจารย์ด้านวิชาการ ก็เรียกใช้เผ่าเฟิ่งก็แล้วกัน ให้พวกเขามารับหน้าที่เป็นอาจารย์สักสองสามตน”

“ขอรับนายน้อย”

ตั้งแต่หมู่บ้านเถาหยวนแยกออกจากหมู่บ้านดอกท้อ ชาวบ้านที่อยู่ภายใต้การปกครองของหมู่บ้านเถาหยวนนั้นล้วนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ฐานะทางครอบครัวดีขึ้น มีเงิน มีอาหารและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเพียงพอ ส่วนหมู่บ้านดอกท้อนั้นไม่มีความเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีอยู่แล้ว 

แต่สิ่งที่พวกเขารู้สึกเสียดายก็คือไม่ได้อยู่ในเขตหมู่บ้านเถาหยวน ตอนนี้บ้านสกุลฉือเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก แม้กระทั่งชาวบ้านที่มีฐานะร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้านดอกท้อยังไม่สามารถเทียบได้กับบ้านสกุลฉือในตอนนี้ ที่สำคัญ ฉืออั้นปาเป็นผู้นำหมู่บ้านที่มีคุณธรรม ไม่เคยเอารัดเอาเปรียบชาวบ้าน ไม่เคยใช่อำนาจกดขี่ข่มเหงหรือรังแกชาวบ้าน

นอกจากจะไม่รังแกชาวบ้านแล้วเขายังช่วยเหลือชาวบ้านในทุก ๆ ด้านที่สามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเมล็ดพันธุ์ในแต่ละฤดูกาลเพาะปลูก ตอนนี้ยังสร้างโรงเรียนและจัดหาอาจารย์มาสอนเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน โชคดีที่เด็ก ๆ ในหมู่บ้านดอกท้อสามารถเข้าเรียนได้ แต่จะต้องผ่านการสอบคัดเลือก หากสามารถสอบผ่านก็สามารถเข้าเรียนได้ 

ตอนนี้มีข่าวลือว่าฉืออั้นปาหัวหน้าหมู่บ้านได้กลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว ตอนนี้เขาถือว่าเป็นผู้ฝึกตนแล้ว ไม่เพียงแต่อั้นปาเท่านั้น ยังมีพ่อเฒ่าฉือชีกับลูกเขยทั้งสองคนกับหลานชายหลานสาว คนพวกนี้ล้วนแต่เป็นผู้ฝึกตนทั้งนั้น ว่ากันว่าคนที่มีฝีมือเก่งกาจและอยู่เบื้องหลังบ้านสกุลฉือก็คือฉืออั้นจิ่ว เด็กน้อยวัยห้าขวบที่ไม่ได้เป็นเพียงเด็กธรรมดาสามัญอย่างที่ทุกคนเข้าใจ 

เมื่อก่อนชาวบ้านจะบอกว่าฉืออั้นจิ่วคือเด็กที่มีสมองพิการและเป็นคนโง่ วันทั้งวันเอาแต่นั่งนิ่ง ๆ ไม่ขยับตัวหรือออกไปเล่นซุกซนเหมือนเด็กคนอื่น ๆ แต่ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าเด็กน้อยคนนี้เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ เป็นลูกรักของสวรรค์ เขาสามารถเข้าสู่เส้นทางผู้ฝึกตนได้ตั้งแต่เกิด 

ต่อจากนี้ไปผู้ใดก็ไม่กล้ามีเรื่องงัดข้อกับบ้านสกุลฉือ เท่าที่ชาวบ้านหมู่บ้านดอกท้อรู้ก็คือ บ้านสกุลฉือเลี้ยงคนเอาไว้ไม่น้อย แต่ละคนล้วนแต่ไม่ธรรมดา พวกเขาก็ไม่รู้ว่าฉืออั้นจิ่วทำได้เยี่ยงไรในเวลาไม่ถึงสองปีถึงได้เปลี่ยนแปลงบ้านสกุลฉือมากมายถึงเพียงนี้ ต่อไปในอนาคตไม่ใช่ว่าหมู่บ้านเถาหยวนจะกลายเป็นหมู่บ้านของผู้ฝึกตนไปแล้วหรือ

 

ทางด้านอั้นจิ่ว หลังจากจัดการงานในแต่ละวันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เข้าป่าอสูรวิญญาณเพื่อสำรวจป่าอสูรวิญญาณ เด็กน้อยต้องการสำรวจว่าภายในป่าอสูรวิญญาณแห่งนี้จะมีถ้ำศิลาวิญญาณอยู่หรือไม่ หลังจากสำรวจป่าอสูรวิญญาณมาหลายวันแต่กลับไม่มีถ้ำศิลาวิญญาณอยู่เลย เหลือเพียงป่าอสูรวิญญาณทางทิศใต้เท่านั้นที่ยังไม่ได้ไปสำรวจ

อั้นจิ่วตั้งใจว่าวันนี้เขาจะต้องสำรวจป่าทางทิศใต้ในวันนี้ ถ้าหากมีถ้ำศิลาวิญญาณอยู่ก็ถือว่าเป็นผลกำไรจากการทำงานหนักมาหลายวัน แต่ถ้าไม่พบถ้ำศิลาวิญญาณก็ถือเสียว่าเป็นการทำความรู้จักป่าอสูรวิญญาณทุกซอกทุกมุมไป ในถิ่นของตัวเองย่อมต้องรู้ว่ามีสิ่งใดอยู่บ้างนอกเหนือจากสัตว์อสูรวิญญาณ

 

“นายน้อย ในป่าอสูรแห่งนี้ไม่มีถ้ำหรือว่าสมบัติวิเศษอยู่เลย หรือว่ามันจะมีแค่ในดินแดนลี้ลับที่เล่าขานต่อกันมาเท่านั้น” 

“ดินแดนลี้ลับ ที่โลกมนุษย์แห่งนี้มีด้วยรึ ข้าคิดว่ามีแค่แดนเซียนเท่านั้น”

“นายน้อยขอรับ ในเมื่อโลกมนุษย์ยังมีผู้ฝึกตน มีคนมากมายที่เข้าสู่เส้นทางนี้ก็ย่อมต้องมีสิขอรับ” ต้าเฮยได้แต่มองนายน้อยของมันตาปริบ ๆ ตอนนี้มันสงสัยแล้วว่านายน้อยมาเกิดใหม่เป็นทารกถึงแม้ว่าความทรงจำกับความสามารถจะยังคงอยู่แต่ สมองอาจจะเล็กลงไปตามร่างกายจึงทำให้ไม่ค่อยเข้าใจในหลาย ๆ เรื่อง

“ต้าเฮย เจ้ามองข้าด้วยสายตาเช่นนี้หมายความว่าเยี่ยงไรรึ”

“ไม่มีอันใดขอรับนายน้อย ข้าแค่สงสัยว่านายน้อยอาจจะอยู่ในร่างของเด็กก็เลยทำให้ความคิดและความรู้มีขีดจำกัด”

“เจ้าจะบอกว่าข้าโง่ว่างั้น จะบอกว่าข้าคิดอันใดไม่ได้ว่างั้น เจ้าอยากรู้หรือไม่กำปั้นของข้านี้แม้ว่ามันจะเล็กเป็นเพียงกำปั้นของเด็กน้อย แต่ก็สามารถต่อยเจ้าฟันร่วงทั้งปากได้”

“ต้าเฮย หุบปากของเจ้า อยู่ดีไม่ว่าดีจะไปยั่วโมโหนายน้อยทำไมกัน เจ้าหมีโง่นี่ สมองทึบแล้วยังจะมองว่านายน้อยสมองน้อยตามอายุอีก”

“ต้าฮุย ข้าไม่ได้หมายความเยี่ยงนั้น เป็นเจ้าที่พูดออกมาเองนะ หรือว่านี่มันเป็นความคิดของเจ้าที่มีต่อนายน้อยกัน”

“ต้าฮุย นี่เจ้าก็บอกว่าข้าไม่มีสมอง สมองน้อยรึ”

“เปล่าขอรับนายน้อย ข้าเปล่าขอรับ ข้าหมายถึงว่าเจ้าหมีโง่สมองทึบนี่ชอบคิดว่าคนอื่นจะเหมือนตัวเองที่ไม่มีสมองขอรับ”

“พอแล้ว กลับบ้าน ข้าจะหาท่านแม่ กลับถึงบ้านแล้วไปทำงานของพวกเจ้าให้เรียบร้อยด้วย”

“ขอรับนายน้อย”

กลับมาถึงบ้านท่านพ่อก็บอกว่าสำนักเมฆาต้องการรับศิษย์ จึงส่งศิษย์และผู้อาวุโสของสำนักออกมารับเด็กตามหมู่บ้าน หากเด็กคนไหนอยู่ในเกณฑ์ของสำนักจะถูกรับเข้าไปเป็นศิษย์สายนอก ถ้าหากเด็กคนไหนมีพรสวรรค์ล้ำเลิศจะถูกรับเข้าเป็นศิษย์สายในของสำนักทันที

“ท่านพ่อ แล้วในหมู่บ้านของเรามีเด็กกี่คนที่ต้องการเข้ารับการทดสอบของสำนักเมฆาหรือขอรับ”

“ไม่มีเลย ทุกครอบครัวบอกว่าไม่ต้องการเข้าร่วมกับสำนักเมฆา พวกเขาต้องการอยู่ที่หมู่บ้านกับพ่อแม่มากกว่า ที่สำคัญเด็ก ๆ พวกนั้นบอกว่ามีเจ้าเป็นต้นแบบ ไม่ต้องเข้าสำนักไหนก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเข้มแข็งและปลอดภัย พวกเขาอยากพึ่งพามือของตัวเองเพื่อทำให้ครอบครัวได้อยู่ดีกินดีและหลุดพ้นความยากจนมากกว่าที่ต้องออกจากบ้านไปไกลและไม่รู้ว่าจะรอดชีวิตกลับมาหรือไม่”

“ขอรับท่านพ่อ มันก็จริงอย่างที่พวกเขาพูด การเข้าร่วมสำนักนั้นก็มีข้อดีของมันแต่ข้อเสียก็มีมากเช่นกัน อยู่ที่ว่าผู้ใดจะสามารถอยู่รอดไปได้นานเท่าไหร่ ต่อไปหมู่บ้านของเราต้องดีขึ้นกว่านี้แน่นอนขอรับ”

“เจ้าไม่ใช่ว่าเข้าป่ามารึ ได้อันใดกลับมาบ้าง”

“ไม่ได้อันใดขอรับ ข้าแค่ไปสำรวจป่าเท่านั้น”

“นี่ลูกชายพ่อถามเจ้าจริง ๆ เถอะ พวกที่อาศัยอยู่ที่อาคารสามชั้นนั่นใช่คนหรือไม่”

“ไม่ใช่ขอรับ พวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นสัตว์อสูรใต้บังคับบัญชาของลูก ท่่านพ่อ ท่านแม่เล่าขอรับ”

“อยู่ที่ศาลารับลม กำลังพักผ่อนอยู่”

“เช่นนั้นข้าไม่รบกวนท่านแม่แล้ว ประเดี๋ยวข้าจะไปหาบ่าวรับใช้ในเรือนมาเพิ่ม”

“บ่าวรับใช้ของลูกนี่ ใช่คนหรือไม่”

“แน่นอนว่าต้องไม่ใช่ขอรับ”

“พ่อจะพยายามทำใจให้ชินนะ”

“ท่านพ่อตั้งใจฝึกฝนให้ดีก็พอ ในยามที่ข้าไม่อยู่บ้านจะได้ดูแลท่านแม่กับท่านย่าได้”

“พ่อเข้าใจแล้ว”

 

 

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel