บทที่ 5 เงินก้อนแรกของสามพี่น้อง
"หมูป่า!!"
สามพี่น้องหันมองหน้ากันแล้วเผยยิ้มยินดีออกมา แบบนี้เท่ากับว่าพวกเขาจะมีเงินแล้ว
"พี่ใหญ่ หมูป่าตัวนี้เอาไปขายในเมืองเลยนะเจ้าคะ พวกเราจะได้มีเงินซื้อข้าวสารกัน"
"แล้วเจ้าไม่อยากกินหรือน้องเล็ก"
"ไม่เจ้าค่ะพี่รอง แค่ไก่ป่ากับกระต่ายก็เพียงพอแล้ว"
"งั้นเอาตามที่น้องเล็กบอกก็แล้วกันน้องรอง" หากนางต้องการเช่นนั้นเขาก็ไม่ขัด
"ขอรับ"
"ข้าว่าเรากลับบ้านกันเถอะพี่ใหญ่ พี่รอง จื่อเอ๋อร์ชักจะหิวเสียแล้วอีกอย่างอยากกินเนื้อตุ๋นกระต่าย”
อวี้เหิงเยว่แหงนหน้ามองท้องฟ้าก็พบว่าเข้าสู่ยามเว่ยแล้วจึงได้ชักชวนน้อง ๆ กลับบ้าน “ไปเถอะเข้ายามเว่ยแล้ว”
“พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านอยากกินไก่ย่างสมุนไพรสูตรข้าหรือไม่?”
ได้ยินคำว่าไก่ย่างสมุนไพร ทั้งสองพลันกลืนน้ำลายลงคออย่างช่วยไม่ได้
แต่ก็ยังมีความสงสัยก่อนเอ่ยถาม “ไก่ย่างเนื้อมันจะแห้งไม่ใช่หรือน้องเล็ก?”
“นั่นสิ พี่รองกับพี่ใหญ่เคยกินเมื่อนานมาแล้ว เนื้อมันทั้งแห้งและฝืดคอมากแทบกลืนไม่ลง ยิ่งรสชาติไม่ต้องพูดถึง”
“แต่สูตรของข้า ทั้งนุ่ม หอมและก็อร่อยนะเจ้าคะ ไม่เหมือนผู้ใด”
“จริงหรือ?” ถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
อะไรคือจริงหรือ? นี่คงจะไม่เชื่อสินะรอให้ได้กินก่อนเถอะ จากนั้นคงรบเร้าให้นางย่างให้กินอีก อวี้จื่อลู่จึงตอบออกไปด้วยความมั่นใจในฝีมือตัวเอง “แน่นอนอยู่แล้วเจ้าค่ะ อีกเดี๋ยวกลับถึงบ้านข้าจะย่างให้พวกท่านกินดีหรือไม่”
ทั้งคู่มองหน้าสบตากัน ก่อนพยักหน้าเป็นคำตอบว่าดี ทำเอานางยิ้มระรื่นชื่นหัวใจ ‘รอดูเถอะ ข้าจะทำให้สุดฝีมือเลย รสชาติก็ต้องมิมีผู้ใดเทียบเทียม’ แค่คิดว่ามีไก่ย่างเนื้อนุ่มละมุนลิ้น พร้อมรสชาติของเครื่องเทศที่แผ่กระจายไปทั่วทั้งปาก ทำเอานางน้ำลายแทบไหล ‘โอ้ย! อยากกินไก่ย่าง ไก่ย่างจ๋าจื่อเอ๋อร์คนนี้มาแล้ว’
“น้องเล็ก” อวี้เหิงเยว่
“น้องเล็ก” อวี้เฉิงรุ่ย
สองพี่น้องมองหน้ากันอีกครั้ง ก่อนจะส่งเสียงดังลั่นเรียกนาง “อวี้จื่อลู่ / อวี้จื่อลู่”
ทำเอานางสะดุ้งยกใหญ่ “ห้ะ! ว่ายังไงเจ้าคะ”
“เช็ดน้ำลายหน่อยเถอะ” พูดน้อยแบบนี้ไม่ต้องบอกว่าใครก็รับรู้ได้ จะใครเสียอีกล่ะก็พี่ชายคนโตของนางไง ตามด้วยอีกคนที่บ่นยาวราวกับแม่น้ำทั้งสายที่ไหลไปไม่มีที่สิ้นสุด
“คิดอะไรอยู่ ดูสิน้ำลายไหลแล้ว เช็ดเสียหน่อยหากมีผู้ใดมาเห็นเข้าคงตกใจหนีกันหมด แล้วต่อไปจะมีใครกล้ามาแต่งเจ้าออกเรือน”
“…” ทำเอานางใบ้กิน “ใครอยากออกเรือนกันเจ้าคะพี่รอง อย่างข้าถ้าไม่เจอคนที่ถูกใจ ไหนเลยที่ข้าจะมองให้เสียลูกกะตา” มั่นหน้าไปอีก ว่าแต่นางทำหน้าตาน่าเกลียดแบบนั้นออกไปด้วยหรือ? จึงส่งสายตาไปหาพี่ชายทั้งสองเป็นการยืนยันใช่หรือไม่
เหมือนทั้งสองจะเข้าใจสิ่งที่น้องสาวพวกเขาต้องการจะสื่อ จึงตอบกลับไปเป็นเสียงเดียวกัน “ใช่ / ใช่”
“พี่ใหญ่ พี่รอง” ทำเอานางร้องเสียงหลง อ๊ากกก! ไม่จริงใช่ไหม เมื่อมองหน้าพี่ชายอีกครั้งก็ได้แต่โอดครวญในใจ ‘คอยดูเถอะ หากย่างไก่เสร็จแล้วข้าจะไม่ให้พวกท่านกิน’
สามพี่น้องเดินพูดคุยหยอกล้อ ทำให้มีเสียงหัวเราะกันมาตลอดเส้นจนทางจวบจนถึงบ้าน เมื่อมาถึงอวี้เหิงเยว่และอวี้เฉิงรุ่ยก็ช่วยกันแบกหมูป่ามาวางไว้ที่ลานหน้าบ้าน ส่วนอวี้จื่อลู่นางก็นำไก่ป่ากับกระต่ายเข้าไปเก็บไว้ในครัว จากนั้นทั้งสามต่างก็แยกย้ายไปตรงลำธารเพื่อล้างเนื้อล้างตัว ที่เปรอะเปื้อนไปด้วยดินและใบไม้ใบหญ้า เพียงไม่นานสามคนพี่น้องก็มารวมตัวตรงหน้าลานบ้านใกล้ ๆ กับหมู่ป่าขนาดกลางที่นอนไร้สิ้นลมหายใจ
“พี่ใหญ่ ท่านจะเอาหมูป่าตัวนี้ออกไปขายในเมืองได้ยังไงเจ้าคะ ในเมื่อเราไม่มีเกวียนเทียมหรือรถม้า” อวี้จื่อลู่ถามออกมาด้วยความสงสัย
“เดี๋ยวพี่จะไปขอจ้างเกวียนเทียมของลุงหม่าที่หน้าหมู่บ้านเอา” อวี้เหิงเยว่เอ่ยตอบ
“แต่เราไม่มีเงินจ้างเขาไม่ใช่หรือพี่ใหญ่” อวี้เฉิงรุ่ยถามออกมาด้วยสีหน้าเป็นกังวล
นางได้ยินสิ่งที่พี่ชายคนรองพูดก็อดตอบกลับมิได้ “ทำไมเราจะไม่มีเงินจ้างล่ะเจ้าคะพี่รอง อย่าลืมสิพี่ใหญ่กำลังเอาสิ่งใดไปขาย เมื่อขายได้เท่านี้เราก็มีเงินจ่ายค่าเกวียนเทียมของลุงหม่าแล้ว”
ได้ฟังที่น้องสาวบอกก็เข้าใจได้ทันที “นั่นสินะ ทำไม่ข้าถึงคิดไม่ได้กัน”
“ไม่ใช่ว่าเจ้าคิดมิได้ แต่เจ้ากลับไม่คิดเลยต่างหากเล่าน้องรอง”
เจอประโยคนี้ของพี่ใหญ่ไปทำเอาเขาสะอึกเลยทีเดียว “โถ่! พี่ใหญ่ข้าก็แค่คิดไม่ทันแค่นั้นเอง ใช่ไหมน้องเล็ก” พลางหันไปหาคนสนับสนุนคำพูดของตนอย่างน้องสาวคนเล็กทันที ทว่าเมื่อได้ฟังคำตอบจากนางทำเอาเขาถึงกับขาอ่อนแรงเข่าแทบทรุดลงไปนั่งกับพื้น
“ไม่รู้สิเจ้าคะ ข้ามิได้ฟัง” นางตอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ทั้งที่ในใจกลับลิงโลดและหัวเราะอย่างบ้าคลั่งที่ได้แกล้งพี่ชาย 'อืม ข้าช่างชั่วร้ายจริง ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า'
อวี้เหิงเยว่ได้แต่ส่ายหัวไปมาให้สองพี่น้อง แล้วพูดกับทั้งคู่ว่า “น้องรองเจ้าอยู่กับน้องเล็กที่บ้านก่อนนะ ข้าจะไปบ้านลุงหม่าเสียหน่อย”
“ขอรับ พี่ใหญ่ไว้ใจข้าได้เลย” อวี้เฉิงรุ่ยยืดอกตอบออกไปด้วยความหนักแน่นและมั่นใจ ‘ถึงพี่ใหญ่ไม่บอก ข้าก็จะทำแบบนั้นอยู่แล้ว มิใช่ว่าข้าจะแอบขี้เกียจเดินไปบ้านลุงหม่าหรอกนะ แต่เพราะไม่มีใครอยู่บ้านกับจื่อเอ๋อร์เท่านั้นเอง เขาไม่อยากทิ้งให้น้องอยู่บ้านคนเดียวแค่นั้นเองนะ นี่ข้าคิดจริง ๆ ไม่เชื่ออาเฉิงหรือ?’ หากนางรับรู้ความคิดของพี่ชายคนรองไม่รู้ว่าจะดีใจหรือไล่ให้ไปกับพี่ใหญ่กันแน่
ด้านอวี้เหิงเยว่หลังจากเดินหายเข้าไปในหมู่บ้านประมาณสองเค่อก็กลับมาพร้อมกับลุงหม่าและเกวียนเทียมของเขา เพียงชั่วน้ำชาเดือดสองคนหนึ่งเกวียนก็มาถึงยังหน้าบ้าน หม่าถงเหยียนมองไปตรงหน้าลานบ้านที่มีหมูป่าขนาดกลางนอนแน่นิ่งไร้ลมหายใจ ก่อนถามออกไปด้วยความตื่นเต้น “อาเหิงนี่เจ้าล่าหมูป่าตัวนี้มาได้อย่างนั้นรึ?”
“ขอรับ”
“ยอดเยี่ยม ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่มีฝีมือในการล่าสัตว์ไม่น้อย” หม่าถงเหยียนเอ่ยชื่นชมเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความยินดีและดีใจไปกับทั้งสามพี่น้องอวี้ แววตามีแต่ความรักใคร่และเอ็นดูประดุจลูกหลาน อายุเพียงแค่สิบสี่หนาวถึงกับล่าหมูป่าได้ฝีมือมิอาจดูแคลน หากนำหมูป่าตัวนี้ไปขายแล้วอย่างน้อยสามคนพี่น้องก็พอมีเงินได้ซื้อข้าวของและอยู่ได้ไปอีกสักพักอย่างแน่นอน ในที่สุดสวรรค์ก็เมตตาแก่เด็ก ๆ เหล่านี้ “อาเหิงเจ้าขึ้นไปนั่งรอลุงบนเกวียนเลยแล้วกัน ประเดี๋ยวลุงไปแบกหมูขึ้นเกวียนให้”
“ขอบคุณขอรับลุงหม่า” เมื่อขอบคุณหม่าถงเหยียนเสร็จ จากนั้นก็หันไปสั่งความกับอวี้เฉิงรุ่ย “น้องรองอยู่บ้านกับน้องเล็กก็ช่วยดูบ้านกันดี ๆ ล่ะ แล้วห้ามเข้าป่าเป็นอันขาดหากพี่ไม่อยู่ด้วย”
“เจ้าค่ะ / ขอรับ”
ฟังสามพี่น้องพูดคุยกันเสร็จ จากนั้นหม่าถงเหยียนเดินไปแบกหมูป่าที่มีขนาดกลางตรงหน้าลานบ้านด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงขึ้นเกวียน แล้วหันไปพูดกับเด็กหนุ่มด้วยความเอ็นดู “เรื่องเงินค่าเกวียน พวกเจ้าไม่ต้องจ่ายให้ลุงหรอกนะ ถือเสียว่าลุงนั่งเกวียนไปเที่ยวในเมืองก็แล้วกัน”
“แต่ มันจะดีหรือเจ้าค่ะ” อวี้จื่อลู่พูดออกมาด้วยความลังเล
“เอาน่า พวกเจ้าก็ตัวแค่นี้กัน ลุงไม่เอาเงินหรอก” ก่อนโบกมือลาแล้วขับเกวียนออกไปทันที ปล่อยให้สองพี่น้องยืนมองพี่ใหญ่และลุงหม่าขับเกวียนจากไปจนลับสายตา แล้วหันไปพูดกับอวี้เฉิงรุ่ยผู้เป็นพี่ชายด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยสบายใจ
“พี่รอง ข้ารู้สึกไม่ค่อยจะสบายใจเท่าไหร่นักที่ลุงหม่าไม่รับเงินค่าจ้างเกวียนเทียม”
เห็นสีหน้าน้องสาว พลางยื่นมือไปลูบหัวนางอย่างปลอบโยน “อย่าคิดมากเลยน้องเล็ก ลุงหม่าแกก็เป็นคนใจดีแบบนี้ล่ะ” เมื่อเห็นว่าจื่อเอ๋อร์ยังมีสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนัก จึงพูดออกมาอีกครั้ง “หากเจ้าไม่สบายใจเช่นนั้น เจ้าก็นำกระต่ายสักตัวมอบให้ลุงหม่าเพื่อเป็นของตอบแทนก็ได้แล้วนี่ จะคิดมากไปไย”
“จริงด้วยพี่รอง ข้านี่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลยเรื่องแค่นี้ก็ยังคิดไม่ถึง ทั้งที่พวกเรายังมีไก่ป่ากับกระต่ายอยู่” เมื่อยกเรื่องหนักใจออกจากอกที่หนักอึ้งได้แล้ว รอยยิ้มจากเด็กน้อยก็ค่อย ๆ เผยออกมาด้วยความสดใสและเบิกบานใจ ทำเอาพี่ชายอย่างอวี้เฉิงรุ่ยอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามนาง "พี่รอง เราไปทำไก่ย่างกันเถอะ"
อวี้เฉิงรุ่ยพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะมองไปยังไก่ทั้งสองที่โดนมัดขาอยู่ "จะฆ่าไก่ทั้งสองตัวเลยหรือไม่? น้องเล็ก"
"ไม่เจ้าค่ะ ข้าว่าจะทำแค่ตัวเดียว อีกตัวจื่อเอ๋อร์จะเลี้ยงไว้เพื่อให้มันออกไข่ พวกเราจะได้มีไข่กิน ส่วนกระต่ายก็เลี้ยงด้วยหนึ่งตัว อีกตัวก็มอบให้ลุงหม่าเป็นค่าเกวียน" พูดจบก็ยิ้มจนตาหยี
"เป็นความคิดที่ดี น้องเล็กว่าอย่างยังไง พี่รองก็ว่าตามนั้น"
"ดีเจ้าค่ะ ถ้าอย่างนั้นจื่อเอ๋อร์รบกวนพี่รองช่วยเชือดไก่ให้ข้าด้วยนะ เดี๋ยวข้าไปขัดการกับพวกสามตัวที่เหลือก่อน"
"ไว้ใจพี่รองคนนี้ได้เลย"
ก่อนจะเดินไป เหมือนนางจะนึกได้จึงพูดกำชับผู้เป็นพี่ชายอีกครั้ง "อ้อ อย่าลืมเก็บเลือดไก่ไว้ให้ข้าด้วยนะเจ้าคะ"
"ได้ ๆ"
จากนั้นอวี้จื่อลู่ก็นำไก่และกระต่ายอีกสองตัวไปเก็บซ่อนไว้ในโอ่งเก่า ๆ เพราะนางสังหรณ์ใจว่าจะมีมารร้ายมาแย่งทรัพยากรอันน้อยนิดไป ใช้เวลาจัดแจงไม่นานก็เดินกลับไปหาพี่ชาย พร้อมกับเครื่องเทศสมุนไพรที่เก็บมาได้ระหว่างทาง เมื่อไปถึงพบว่าพี่รองได้ทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อยแล้วพร้อมทั้งจุดไฟรอ นางจึงทำการหมักไก่และเสียบไม้เพื่อทำการย่างทันที สองพี่น้องนั่งย่างไก่ได้ประมาณหนึ่งเค่อ ไก่ตรงหน้าก็เริ่มส่งกลิ่นหอมลอยไปทั่วชวนให้ลิ้มลองนัก
"หอมมากเลยน้องเล็ก"
"แน่นอนอยู่แล้วเจ้าค่ะ ฝีมือข้าเสียอย่าง" อวี้จื่อลู่พูดออกมาด้วยความภูมิใจ ก่อนพูดขึ้นมาอีกครั้ง "พี่รองข้าฝากย่างไก่ด้วย เดี๋ยวข้ามา" จากนั้นนางก็เดินหายทางหลังบ้านทันที ปล่อยให้อวี้เฉิงรุ่ยนั่งสุขใจกับการย่างไก่
ทางด้านอวี้เหิงเยว่
หลังจากที่ลุงหม่าพาเขาไปขายหมูป่าที่เหลาอาหารชื่อดัง ทำให้ได้เงินมาจำนวนสามสิบตำลึงเงินกับอีกห้าสิบห้าอีแปะ เมื่อรับเงินมาถึงกับมือไม้สั่นกับจำนวนเงินที่ได้รับ มันช่างมากมายจนไม่เคยคิดฝันว่าจะมีวันนี้ อวี้เหิงเยว่ไม่รอช้ารีบเก็บเงินไว้อย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ชวนลุงหม่าแวะกินบะหมี่คนละชามเพราะทั้งสองยังไม่มีใครได้กินข้าว หลังจากที่เขาจัดการกับบะหมี่ตรงหน้าเรียบร้อยแล้วก็เดินไปซื้อหมั่นโถวฝากน้อง ๆ คนละสองลูกและเซาปิ่งอีกคนละสามไม้ พร้อมทั้งซื้อของที่น้องสาวได้บอกมาอย่างไม่ขาดตก ใช้เวลาไปเป็นหนึ่งชั่วยามกว่าจะซื้อทุกอย่างได้ครบทำเอาอวี้เหิงเยว่แทบหมดแรง
"เรากลับกันเถอะขอรับลุงหม่า" พูดจบก็ขึ้นไปนั่งบนเกวียนอย่างคนหมดแรง
"อืม" หม่าถงเหยียนตอบรับพลางชำเลืองมองเด็กหนุ่มด้วยแววตาขบขันปนเอ็นดู จึงถามออกไปด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ"แค่นี้ถึงกับหมดแรงเลยรึ? อาเหิง"
"โถ่! ลุงหม่าหากให้ข้ามาซื้อแบบนี้ ข้ายอมเข้าป่าไปล่าสัตว์ยังดีกว่าอีกขอรับ" ได้ยินคำตอบของเด็กตรงหน้าทำเอาเขาหัวเราะออกมาเสียงดัง ก่อนจะขึ้นไปนั่งบนเกวียนแล้วขับออกไป
ย้อนกลับมาที่อวี้เฉิงรุ่ย
ที่กำลังนั่งย่างไก่อย่างสบายอารมณ์ ทว่าความสุขนั้นเป็นอันต้องหมดลง เมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้นตรงหน้าเขา
"แหม่!! มีเนื้อให้กินทั้งทีไม่คิดจะนำไปแบ่งให้ข้าบ้างเช่นนั้นรึ? ช่างเป็นเด็กที่เนรคุณเสียจริง"