บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 ความอบอุ่นจากพี่ชายทั้งสอง

ได้ยินเสียงพี่ชายทั้งสองตะโกนเรียกชื่อนางดังสนั่น ก็พาลตกใจหน้าซีดมือไม้อ่อน และเหมือนว่าเพิ่งจะนึกได้ “ตายละหว่า! แกล้งเป็นลมดีกว่า”

คร่อกกก!!

"เร็วเข้าพี่ใหญ่ จื่อเอ๋อร์เป็นลมไปแล้ว" เฉิงรุ่ยเอ่ยบอกพี่ชายอย่างตื่นตระหนก

"รู้แล้วๆ" อวี้เหิงเยว่เดินไปถึงก็ช้อนร่างน้องสาวขึ้นมาอุ้ม แล้วหันหลังเดินกลับไปบ้าน โดยมีอวี้เฉิงรุ่ยเดินรั้งท้ายตามมาติดๆ ใบหน้าทั้งสองเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและเป็นห่วงน้องสาวคนเล็ก เพราะนางได้หายเข้าไปในป่าสองวันหนึ่งคืนเต็มๆ เมื่อเข้ามายังในตัวบ้านพี่ชายคนโตก็วางน้องสาวลงบนเตียงนอนอย่างนุ่มนวล ก่อนจะหันไปสั่งอวี้เฉิงรุ่ย “น้องรองเจ้าไปหยิบกะละมังใส่น้ำและผ้ามาให้ข้า”

“ได้ๆ พี่ใหญ่ รอสักประเดี๋ยว ข้าจะรีบไปเอามาให้เดี๋ยวนี้” เฉิงรุ่ยไม่รอช้า รีบพาร่างตนเองออกไปเตรียมผ้าสะอาดและน้ำใส่กะละมังเพื่อยกมาให้พี่ใหญ่ด้วยความเร่งรีบบวกกับเป็นห่วงน้องเล็ก

“น้องรองไปเชิญท่านลุงหมอหวงมาเร็วเข้า”

“ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้ พี่ใหญ่ดูน้องเล็กดี ๆ ล่ะ” อวี้เฉิงรุ่ยรีบวิ่งไปยังหน้าหมู่บ้าน เพื่อไปหาท่านลุงหมอหวงให้มาดูอาการจื่อเอ๋อร์น้องเล็กของเขา

ยามไปถึงเรือนหลังหนึ่งก็ได้ตะโกนเรียกท่านลุงหมอด้วยความร้อนใจ “ท่านลุงหมอหวงอยู่หรือไม่ ช่วยจื่อเอ๋อร์น้องของข้าด้วยขอรับ”

หมอหวงได้ยินเสียงเอะอะดังลั่นอยู่หน้าเรือนตนเองจึงรีบเดินออกมา กลับพบว่าเป็นอาเฉิงเด็กน้อยที่อาศัยอยู่ชายป่า ส่งเสียงตะโกนเรียกเขาด้วยความกระวนกระวาย “มีใครเป็นอะไรอย่างนั้นรึ? ถึงได้ร้อนใจถึงเพียงนี้”

“ท่านลุงหมอช่วยน้องสาวของข้าด้วย”

“ได้ ๆ ขอข้าเข้าไปหยิบกระเป๋ายาในเรือนสักประเดี๋ยว” หมอหวงหายเข้าไปในบ้านเพียงครู่เดียวก็เดินออกมาพร้อมกระเป๋ายา “ไปเถอะข้าเตรียมของพร้อมแล้ว”

“ขอรับ” ก่อนจะหันหลังเดินนำออกไป แต่ก็มิวายเหลียวหลังกลับมาพูดกับท่านลุงหมอหวง ติดน้ำเสียงหยอกล้อ “เดินระวัง ๆ นะขอรับ ท่านลุงหมอแก่แล้วหากรีบเดินจนเกินไป ประเดี๋ยวจะสะดุดเท้าตัวเองล้ม กระดงกระดูกจะหักเอาได้”

“เพ้ย!! เจ้าเด็กนี่ ข้ายังมิได้แก่เสียหน่อย อายุอานามข้าก็แค่ห้าสิบกว่า ๆ” เหอะ! ข้ายังมิแก่ปานนั้น ออกจะยังหนุ่มยังแน่น ช่างมีตาหามีแววไม่เจ้าเด็กคนนี้ ข้าหาได้หลงตัวเองหรอกนะ ข้าพูดเรื่องจริงทั้งนั้น

“ใช่ ๆ ท่านลุงหมอยังไม่แก่เลย ออกจะยังหนุ่มยังแน่นเหมือนบุรุษอายุยี่สิบปลาย ๆ”

“ว่าแต่ผู้ใดป่วยรึ?”

“จื่อเอ๋อร์ขอรับ”

เท้าที่กำลังก้าวเดินของหมอหวงก็หยุดชะงักเมื่อได้ยิน "อืม"

จากนั้นอวี้เฉิงรุ่ยก็เล่าทุกอย่างให้ท่านลุงหมอหวงฟังระหว่างเดินกลับไปบ้านติดชายป่าท้ายหมู่บ้าน รวมถึงเรื่องที่น้องเล็กหายเข้าไปในป่าสองวันหนึ่งคืน แล้วเพิ่งกลับออกมา หากจะถามว่าทำไมเขาถึงได้กล้าเล่าทุกอย่างให้ท่านลุงหมอฟัง นั่นก็เพราะว่าตั้งแต่ที่สามพี่น้องถูกนำมาทิ้งไว้บ้านเก่าของมารดา ก็ได้ท่านมองหวงมาช่วยดูแลในยามที่ทั้งสามไม่มีใคร

“รีบเร่งเท้าเถอะ อย่าได้มัวชักช้าอยู่เลย” เมื่อรู้ว่าจื่อเอ๋อร์เด็กตัวน้อยป่วยไข้ อดไม่ได้ที่จะกังวล เพียงแค่สิบเอ็ดหนาวกลับหายเข้าไปในป่าเพียงลำพังเป็นเวลาสองวัน ยิ่งคิดก็ยิ่งเป็นห่วง เหตุใดกันนางถึงได้หายเข้าไปหลายวัน เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพียงหนึ่งก้านธูปทั้งสองก็มาหยุดตรงหน้าบ้านหลังเล็ก

"ท่านลุงหมอเชิญเข้าไปด้านในเลยขอรับ"

"อาเหิง นางเป็นอย่างไรบ้างตอนนี้"

"ยังไม่ได้สติเลยขอรับ" แล้วหันไปพูดกับน้องชาย "น้องรองไปยกน้ำมาให้ท่านลุงหมอด้วย"

"ได้ ๆ พี่ใหญ่"

หมอหวงมองเด็กตัวน้อยนอนไม่ได้สติอยู่ตรงหน้า ก่อนจะเดินเข้าไปตรวจรักษาอาการ นั่งจับชีพจรอยู่ครู่หนึ่ง พลางพึมพำ อืม อืม มืออีกข้างก็จดเทียบยาไปด้วย "นางไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่อ่อนเพลีย ร่างกายขาดน้ำ ไม่มีบาดแผลจะมีแค่รอยฟกช้ำนิดหน่อย โดยรวมแล้วไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง อาจจะมีอาการตกใจหวาดกลัวหลงเหลืออยู่บ้าง"

อวี้เหิงเยว่และอวี้เฉิงรุ่ยนั่งฟังท่านลุงหมอหวงเอ่ยบอก ก็พากันโล่งใจ อย่างน้อยน้องเล็กของพวกเขาก็ปลอดภัยดี "น้องรองดูแลจื่อเอ๋อร์ไว้นะ ข้าจะออกไปส่งท่านลุงหมอ" ว่าแล้วก็เดินตามออกไปด้านนอก ระหว่างทางท่านหมอหวงบอกรายละเอียดในการดื่มยา

"เมื่อนางฟื้นแล้ว ก็เอายาเทียบนี้ไปต้มให้นางดื่มเช้าเย็นเป็นเวลาสามวันก็หายดีแล้ว"

"ขอบคุณท่านลุงหมอมาก ๆ ขอรับ" อวี้เหิงเยว่ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ นำถุงเงินออกมายื่นให้คนตรงหน้าเป็นจำนวนหนึ่งตำลึงเงิน แม้จะเป็นเงินก้อนโตก้อนเดียวในครอบครัว แต่เขาก็เต็มใจที่จะนำมันออกมาเพื่อรักษาน้องเล็ก ถึงอย่างไรเงินเหล่านี้ก็เทียบกับชีวิตของจื่อเอ๋อร์ไม่ได้

หมอหวงเห็นเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ตนเองเอ็นดูเหมือนลูกหลาน ล้วงถุงเงินออกมาจึงรีบเอ่ยห้ามทันที "ไม่ต้องหรอก เจ้าเก็บเงินไว้เถอะข้าไม่ขอรับไว้"

เหิงเยว่เงยมองคนตรงหน้าด้วยขอบตาแดงก่ำ นัยน์ตานั้นเต็มไปด้วยความขอบคุณ “ถ้าเช่นนั้น ท่านลุงหมอช่วยรับไก่ตัวนี้ไปได้หรือไม่ ในเมื่อท่านไม่รับเงินค่ารักษาจื่อเอ๋อร์ หากท่านไม่รับข้าคงลำบากใจไม่น้อย ภายภาคหน้ายังคงต้องรบกวนท่านอีก”

ยามเห็นแววตาตั้งมั่นของเด็กหนุ่มตรงหน้า ก็ยากที่จะปฏิเสธ ทำได้เพียงถอนหายใจทิ้งอย่างจนใจ “ได้ ข้าจะรับไก่ตัวนี้ไปก็แล้วกัน ถือเสียว่าเป็นค่ายาเทียบนั้น” เมื่อรับไก่ตัวนั้นมาแล้ว หมอหวงก็หันหลังเดินออกไปจากบ้านพี่น้องอวี้เพื่อกลับเรือนตนเอง

อวี้เฉิงรุ่ยเดินมายืนข้าง ๆ อวี้เหิงเยว่ผู้เป็นพี่ “ท่านลุงหมอล่ะพี่ใหญ่”

“กลับไปแล้ว”

“งั้นเรากลับไปดูจื่อเอ๋อร์กันเถอะพี่ใหญ่”

“น้องรองไปเถอะ เดี๋ยวพี่ไปเชือดไก่ที่จื่อเอ๋อร์จับกลับมาไปต้มน้ำแกงก่อน นางตื่นมาจะได้กินอะไรร้อน ๆ แล้วกินยา”

“เดี๋ยวข้าดูนางให้เอง พี่ใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วง”

"อืม"

หลังอวี้เหิงเยว่เดินออกไปไม่นาน อวี้จื่อลู่ที่ตื่นมาได้สักพัก ก็แอบหรี่ตามองพี่ชายคนรอง พลางเค้นความทรงจำเก่า ๆ กลับมา ในหัวก็คิดไปเรื่อยเปื่อย เด็กหนุ่มในยุคนี้ทำไมถึงโตเร็ว มีความเป็นผู้ใหญ่ไม่น้อยซึ่งแตกต่างจากโลกเก่าที่จากมา ยิ่งเด็กที่เริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นมักจะติดเพื่อน ติดเที่ยว แต่พอกลับมามองยุคนี้ กลับทำงานขยันขันแข็ง รับจ้างทุกอย่างที่ได้เงิน แม้ว่าจะได้เพียงไม่กี่อีแปะ ก็ยังพอมีให้ซื้อข้าวสารได้นิดหน่อย อย่างน้อยก็ไม่อดตาย ‘ไม่น่าแกล้งเป็นลมเลยจริง ๆ เป็นไงล่ะทีนี้ดันเป็นลมขึ้นมาจริงซะงั้น ร่างกายของเด็กคนนี้ก็ช่างบอบบาง ไม่ถึกทนเหมือนร่างเก่าเลย อีกอย่างถ้าจำไม่ผิดข้าวสารกำลังจะหมดไหแล้วด้วย ไม่ได้การล่ะแบบนี้ต้องหาเงินแล้ว’ เมื่อตัดสินใจได้นางจึงแกล้งขยับตัวนิดหน่อย แล้วค่อยลืมตาขึ้นมาช้า ๆ

“พะ…พี่รอง” เสียงหวานเล็กติดแหบค่อย ๆ เปล่งออกมาช้า ๆ

“จื่อเอ๋อร์เจ้าฟื้นแล้ว เป็นอย่างไรบ้างเจ็บตรงไหน ปวดตรงไหนบ้างหรือไม่ บอกพี่รองมาได้เลย จริงสิเจ้านอนอยู่นี่ก่อนนะ พี่ไปตามพี่ใหญ่ก่อน” พูดจบก็ผุดลุกขึ้นวิ่งออกไปอย่างไว ไม่แม้จะหันกลับมามองยังด้านหลัง

"พะ...พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ จื่อเอ๋อร์..." ด้วยความที่รีบวิ่งมาเพื่อจะบอกข่าวดีแก่คนตรงหน้า ทำให้น้ำเสียงขาดหายในช่วงท้าย ด้วยความเหนื่อยหอบ ทำเอาคนฟังยืนใจไม่ดี

เคร้งงงง!!

แค่ได้ยินน้ำเสียงร้อนรนของเฉิงรุ่ย ก็พลันมือไม้อ่อน ช้อนในมือร่วงหล่น นิ่งค้างอยู่ที่เดิม "จะ...จื่อเอ๋อร์เป็นอะไร"

"ข้าบอกว่า จื่อเอ๋อร์นางฟื้นแล้ว"

"จริงหรือ?" ได้รับการยืนยันจากผู้เป็นน้องชาย ไม่รอช้ารีบเดินไปหาน้องเล็กด้วยความเร่งรีบจนลืมวางบางอย่างลง

"ช้า ๆ ก็ได้นะพี่ใหญ่ ไม่เห็นต้องรีบขนาดนั้นเลย" ต้องรีบขนาดไหน ถึงขั้นลืมวางฝาปิดหม้อลงมิหนำซ้ำท่านก็ยังถือติดไปด้วย

"ว่าแต่ข้า เจ้าเองก็วิ่งมาจนเหนื่อยหอบมิใช่หรือ?"

"กะ...ก็ข้าดีใจนี่นา"

ครู่เดียวอวี้เหิงเยว่ก็เดินไปถึง ก่อนจะพุ่งเข้าไปกอดจื่อเอ๋อร์ทั้งเป็นห่วงและเป็นกังวล "ไม่เป็นไรแล้วนะจื่อเอ๋อร์ ต่อไปพี่ใหญ่คนนี้จะไม่ให้ได้รับเจ้าบาดเจ็บ จะดูแลให้ดี ไม่ทิ้งให้เจ้าต้องเข้าป่าเพียงลำพังอีก" อวี้เหิงเยว่เอ่ยปลอบนางด้วยน้ำเสียงอบอุ่น พลางลูบผมนางคล้ายปลอบใจอยู่ในที แม้จะรู้สึกเสียใจไปบ้างที่ดูแลน้องๆ ของตนเองได้ไม่ดีพอ

"พี่รองก็จะดูแลเจ้าให้ดีกว่านี้" เฉิงรุ่ยเดินเข้าไปโอบกอดน้องสาวของตนด้วยความปลอบโยนปนรู้สึกผิด

ความห่วงใย ความรู้สึกอบอุ่นหัวใจนี่มันอะไร ทำไมเมื่อโลกก่อนถึงไม่เคยได้รับเลย หยาดน้ำใสเอ่อล้นรินไหลลงมาจากดวงตาคู่งาม พลางสะอึกสะอื้นร้องไห้จนตัวโยนราวกับคนจะขาดใจ สิ่งโหยหามาตลอดและตอนนี้นางกำลังได้รับมันอยู่จากพี่ชายทั้งสองที่รักน้องสาวอย่างจริงใจ สายสัมพันธ์ สายใยของครอบครัวที่รักใคร่กันมันดีแบบนี้นี่เองสินะ ไม่อยากให้สายสัมพันธ์เหล่านี้หายไปเลย อยากให้คงอยู่ตลอดไปมันจะพอเป็นไปได้ไหมกับคนอย่างนาง

เมื่อเห็นจื่อเอ๋อร์ร้องไห้ทั้งสามก็พากันกอดปลอบเต็มด้วยความรู้สึกต่างกันออกไป แม้จะมีบ้างที่พวกเขาจะแอบน้ำตาซึม ทว่าคนเป็นพี่ชายทั้งสองนั้นกลับปวดใจยิ่งกว่า น้องสาวที่พวกเขาเฝ้าดูแลทะนุถนอมมาตลอดต้องมาป่วยไข้ไม่สบาย ความรู้สึกผิดเกาะกินใจ อวี้เหิงเยว่เพียงแค่สบตากับอวี้เฉิงรุ่ยผู้เป็นน้องชาย ต่างก็เข้าใจได้ทันทีนับต่อจากนี้จะต้องดูแลนางให้ดีกว่าที่ผ่านมา เพราะนางคือแก้วตาดวงใจของครอบครัว

“ไม่ต้องร้องไห้ไปนะจื่อเอ๋อร์ พี่ใหญ่คนนี้ขอสัญญาว่าจะดูแลเจ้าให้ดีกว่านี้แน่นอน”

“พี่รองเองก็จะไม่ปล่อยให้เจ้าลำบากเช่นกัน หากวันใดเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าอีก พี่กับพี่ใหญ่คงจะอยู่ไม่ได้”

“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ พี่ใหญ่ พี่รอง ต่อไปจื่อเอ๋อร์จะไม่ทำให้พี่ชายทั้งสองต้องเป็นห่วงและเป็นกังวลอีกแล้ว เพียงแต่ว่า…”

โครกกกกก!!

ไม่ต้องรอให้ร่างเล็กอธิบายท้องน้อยก็ส่งเสียงประท้วงออกมาเสียก่อน พานทำให้พี่ชายทั้งหัวเราะออกมาทั้งน้ำตาอย่างช่วยไม่ได้ นางถึงกับหน้าแดงระเรื่ออย่างอาย ๆ จากที่เศร้าเสียใจกลายเป็นครื้นเครงเสียอย่างนั้น

"เอ่อ พี่ใหญ่"

"มีอะไรหรือเปล่าจื่อเอ๋อร์"

จะทักดีไหมนะ แต่พอคิดได้ก็ขอแกล้งหน่อยละกัน แล้วพูดออกไปด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม "คือว่า...พี่ใหญ่ท่านถือที่ปิดฝาหม้อมาทำไมหรือเจ้าคะ"

พอลองก้มมองที่มือ ก็พบกับสิ่งที่น้องสาวตนเองพูดออกมา ใบหน้าคมเข้มพลันขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิด 'ทำตัวน่าอายต่อหน้าน้องเล็กไปเสียแล้ว' "คือพี่รีบไปหน่อยนะ"

ได้ฟังคำตอบแล้วก็อดไม่ได้ที่จะพากันหัวเราะออกมา 'นี่สินะความสุขที่แท้จริง นางจะขอปกป้องรอยยิ้มเหล่านี้ไปตลอดกาล'
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel