บทที่ 3 เป็นกำลังใจ (1)
เช้าของอีกวันก่อนออกเวรปรินทรขึ้นมายังหอผู้ป่วยตรงเข้าห้องกลิ่นจันทน์ เปิดประตูเข้ามาเจอการินหรือโอมออกจากห้องน้ำพอดี การินชะงักเล็กน้อย คุณหมอหนุ่มเข้าใจทันทีว่าอีกฝ่ายคงเป็นน้องชายฝาแฝดของกลิ่นจันทน์ เขามองสำรวจด้วยความรวดเร็ว หน้าตาการินไม่เหมือนกลิ่นจันทน์แต่ก็คงความหน้าตาดี ตัวสูง การแต่งตัวสไตล์เซอร์ๆ แบบฉบับนักร้องที่เป็นตัวของตัวเอง ไว้ผมยาวประบ่าแต่มัดรวบไว้ เสื้อยืนรัดรูปคอวีสีขาว กางเกงยีนสีเข้ม รองเท้าหุ้มข้อสีน้ำตาลอ่อน ดูรวมๆ แล้วเขาดูดีไม่น้อย
ส่วนเจ๊ตุ่นก็เดินไปเปิดม่านให้แสงเข้ามากขึ้น
“สวัสดีครับ” ปรินทรเอ่ยกับการิน อีกฝ่ายก้มหน้ารับแค่ทักกลับนิ่งๆ ตามนิสัยเขาแต่ก็สนใจในตัวปรินทรไม่น้อย
ปรินทรเดินเข้าไปที่เตียง กลิ่นจันทน์เห็นเขาแล้วก็ไม่ได้แปลกใจเพราะถึงยังไงเขาก็เป็นคนที่ดูอาการเธอมาก่อน จะมาติดตามผลการรักษาบ้างก็ไม่แปลก“หมอจะออกเวรแล้วเลยแวะมาดูหน่อย รู้สึกเป็นยังไงบ้างครับ ยังปวดสะโพกอยู่หรือเปล่า”
“ปวดเหมือนเดิมค่ะ แต่ไม่มากนัก”
“เพราะกระดูกร้าว ราวๆ สิบวันน่าจะหายดี ระหว่างนี้พยายามอย่าเดินมาก”
“ค่ะ”
“นี่ก็อยู่ไม่ค่อยนิ่ง เมื่อคืนนอนไม่หลับ กวนเจ๊กับน้องโอมจะตาย”
“มีแรงกวนก็กวนไปเถอะ” คราวนี้เป็นการินโพล่งออกมา ก็หรือไม่จริง ถ้าไม่มีแรงกวนใจคนอื่นก็ถือว่าอาการหนักน่ะสิ เขาไม่ชอบอย่างนั้นหรอกนะ
“แล้วที่แขน?” เขาเข้ามาดู เห็นเฝือกเริ่มหลวมแล้ว “เฝือกหลวมแล้ว”
“คันมากด้วยค่ะ”
ปรินทรหัวเราะเบาๆ “เป็นธรรมดาครับ น่าจะหายบวมแล้ว แต่ปล่อยให้เฝือกหลวมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนอันใหม่ อาการอื่นก็ไม่มีอะไรแล้ว เดี๋ยวช่วงสายรอเปลี่ยนเฝือกและเอกซเรย์ดูอีกสักครั้ง ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็กลับบ้านได้เลยนะครับ”
“เจ๊ว่าจะบอกคุณหมออยู่พอดีเลยค่ะว่าทางผู้ใหญ่ให้น้องโอ๋แถลงข่าว คงติดต่อประสานขอใช้สถานที่กับทางโรงพยาบาลแล้ว ให้น้องนอนอีกสักคืนนะคะ พรุ่งนี้จะได้นัดนักข่าวมาแต่เช้า”
“เรื่องสถานที่พร้อมแล้ว เป็นตึกอำนวยการห้องประชุมเล็กครับ ส่วนนักข่าวมีห้องพักให้อยู่ติดกัน ทางช่องติดต่อนักข่าวเองใช่ไหมครับเห็นว่าไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ช่วงบ่าย”
“อา น่าจะใช่ค่ะ งั้นเอาพรุ่งนี้บ่ายโมงดีไหมโอ๋ เจ๊จะแจ้งผู้ใหญ่ให้แจ้งสำนักข่าว แถลงข่าวเสร็จก็กลับบ้านเลย”
“ได้ค่ะ”
“แหม ว่าแต่คุณหมอรู้ด้วยหรือคะ”
“ผมเป็นคนอนุมัติเรื่องสถานที่เองครับ แต่ไม่รู้เวลาที่แน่นอนก็รอทางช่องติดต่อมาเหมือนกันครับ”
เจ๊ตุ่นพยักหน้ารัวๆ “อ้อ มิน่าล่ะ คุณหมอคงเป็นหนึ่งในทีมบริหารโรงพยาบาลใช่ไหมคะไม่อย่างนั้นคงไม่มีอำนาจ”
“หมอชื่ออะไรครับ” อยู่ๆ การินก็เอ่ยขึ้นเพราะสังเกตคุณหมอหนุ่มที่อายุอานามน่าจะเพิ่งสามสิบด้วยความสนใจไม่น้อย
หมอหนุ่มหันไปทางการิน เข้าใจว่าการินกำลังคิดอะไรอยู่ “ปรินทร บารมีเมษฐ์ครับ”
การินพยักหน้าเข้าใจในทันที เขาหันไปทางเจ๊ตุ่น “เจ๊ หมอปรินทรเขาเป็นทายาทเจ้าของโรงพยาบาลนี้จะไม่มีสิทธิ์บริหารได้ยังไง” แม้เขาจะทำงานสายศิลปิน แต่เขาก็ไม่ใช่พวกโลกแคบ อะไรที่อยากรู้เขาต้องได้รู้อยู่แล้ว
“หา! คุณหมอนามสกุลอะไรนะคะ” เจ๊ตุ่นเลิกคิ้วถาม
“บารมีเมษฐ์ครับ ผมเป็นลูกชายคนโต”
“ตายจริง! คุยกันมาสามสี่วันเจ๊ก็เพิ่งรู้ ขอโทษนะคะ เจ๊ล่วงเกินอะไรคุณหมอบ้างหรือเปล่า”
“ไม่มีหรอกครับ” ปรินทรยิ้มให้
เจ๊ตุ่นตาวาว มีใครไม่รู้บ้างว่าตระกูลบารมีเมษฐ์เป็นตระกูลดังระดับไฮโซแนวหน้าของเมืองไทย บุตรชายคนโตเปิดโรงพยาบาลและบริหารเอง บุตรชายคนรองหรือก็คืออาของปรินทรอยู่อเมริกาทำบริษัททัวร์และอยู่ที่นั่นมาตลอด บุตรชายคนที่สามอยู่ในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ลูกหลานมีความสามารถ บ้างก็อยู่ในแนวหน้าแวดวงไฮโซชื่อดัง บ้างก็เก็บตัวทำธุรกิจเงียบๆ แน่นอนว่าปรินทรไม่ได้เก็บตัวเงียบๆ แค่เขาไม่ได้ป่าวประกาศว่าเขาเป็นใครทำอะไรอยู่ก็เท่านั้น
