บทที่ 3 ผลักไส
บทที่ 3 ผลักไส
สามวันสามคืนเต็มที่ประตูตำหนักขององค์หญิงเจ็ดปิดเงียบ ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้เข้าออกนอกจากนางกำนัลใกล้ชิดสองคนที่คอยยกสำรับอาหารและน้ำแกงบำรุงเข้าไปถวาย
ข่าวเรื่ององค์หญิงเมามายจนเสียกิริยาในงานมงคลแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง แม้ผู้คนจะไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ แต่คำซุบซิบก็ไม่เคยหายไปจากวงสุราและโรงน้ำชา ยิ่งในห้องปิดของโรงเตี๊ยมยิ่งกล่าวกันสนุกปาก ด้วยต่างก็เป็นคนจากสกุลใหญ่โต ต่อให้อีกฝ่ายเป็นองค์หญิงก็ไม่ใช่ว่าจะน่าหวาดหวั่นถึงเพียงนั้น
ในฝั่งคนวังรอง หมิงหลงอันเองก็คิดว่าน้องสาวเพียงอับอายที่ก่อเรื่อง จึงปล่อยให้นางเก็บตัวเงียบๆ ไปก่อน มิได้บังคับให้ออกมา และมิได้ส่งผู้ใดเข้าไปปลอบโยน
กระทั่งเช้าวันที่สี่ บานประตูตำหนักจึงเปิดออกช้าๆ
หมิงลี่ถิงในชุดสีฟ้าอ่อนปักลายเรียบง่ายก้าวออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แม้ใบหน้าจะยังซีดเซียวเล็กน้อย แต่กลับงดงามเย็นชาราวกับหิมะต้นเหมันต์
นางกำนัลรีบเดินตามหลังมา “องค์หญิง วันนี้จะให้จัดสำรับในตำหนักหรือไม่เพคะ”
“ไม่ต้อง เปิ่นกงจะไปกินกับเสด็จพี่” กล่าวจบสายตาก็เหลือบไปยังเงาร่างสูงใหญ่ที่ยืนเฝ้าอยู่ใต้ชายคามาตลอดสามวัน เมื่อนางไม่ออกจากตำหนักและไม่เรียกเข้าพบก็ไม่มีเหตุให้เขาต้องเข้าไป องครักษ์ก็เพียงแต่ต้องยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก เมื่อพี่รองไล่องครักษ์หญิงออก จึงเป็นหน้าที่ของเฟยโจวที่ต้องดูแลจนกว่าจะมีผู้มาสับเปลี่ยน
เขายังคงสวมชุดองครักษ์สีดำสนิทดังเดิม สีหน้าสงบนิ่งจนดูไม่ออกว่าอดหลับอดนอนมาหลายคืน หมิงลี่ถิงปรายตามองเขาเพียงครู่เดียว ก่อนเอ่ยเสียงเย็นกับนางกำนัลที่ติดตามมาเป็นพรวน
“พวกเจ้าไปรอด้านหน้าก่อน”
นางกำนัลลังเลอยู่ชั่วขณะ เพราะเพิ่งถูกสั่งตัดเบี้ยหวัดเป็นการลงโทษเรื่องงานเลี้ยงในจวนเสิ่น แต่สุดท้ายก็ถอยออกไปอย่างว่าง่าย ด้วยเห็นว่าองครักษ์เสิ่นที่องค์หญิงไม่กล้าขัดแย้งยืนอยู่ไม่ไกล
เมื่อบริเวณนั้นเหลือเพียงคนสองคน ลี่ถิงจึงหยิบหยกประจำตระกูลเสิ่นออกมาจากแขนเสื้อ หยกสีขาวสะอาดถูกยัดใส่มือของเฟยโจวอย่างไม่ไยดี
“คืนให้เจ้า”
เสิ่นเฟยโจวก้มมองหยกในมือ ดวงตาไหววูบเล็กน้อย “องค์หญิง…”
“หากองค์หญิงเจ็ดจะต้องมีสามี” นางเงยหน้าขึ้นมองเขา รอยยิ้มบางปรากฏบนริมฝีปาก “คนผู้นั้นย่อมต้องดีกว่าองครักษ์เสิ่น…จริงหรือไม่” กล่าวจบหมิงลี่ถิงลูบจัดเสื้อผ้าของเสิ่นเฟยโจวให้เข้าที่ ก่อนจะเดินผ่านเขาไปโดยไม่แยแสอีก
เสิ่นเฟยโจวยืนนิ่งอยู่ที่เดิม กำหยกในมือแน่นเสียจนข้อนิ้วซีดขาว เขาผูกมันไว้ที่ข้างเอวเช่นเดิม ติดตามรั้งท้ายเพื่อทำหน้าที่ของตนราวกับว่าไม่มีอันใดเกิดขึ้น
ภายในเรือนกลาง องค์ชายรองกำลังเตรียมจะเรียกคนให้ย้ายสำรับไปในห้องทำงาน เมื่อเห็นหมิงลี่ถิงเดินเข้ามาก็ยกยิ้ม ก่อนจะรีบปรับเปลี่ยนเป็นขมวดคิ้วให้ดูขึงขัง
“ในที่สุดก็ยอมออกมาแล้วหรือ เจ้ายังรู้หรือไม่ว่าคืนนั้น”
“เสด็จพี่…พี่รอง…” หมิงลี่ถิงรีบเดินเข้าไปคล้องแขนพี่ชาย “ลี่ถิงรู้ผิดแล้ว”
น้ำเสียงออดอ้อนทำให้หมิงหลงอันชะงักไปเล็กน้อย
“รู้ผิดแล้วก็ดี แต่อย่างไร…”
“ลี่ถิงจะเชื่อฟังพี่รองแล้วเจ้าค่ะ” นางยิ้มหวานพูดขัดพี่ชายตน “เสด็จพี่อยากให้ข้าออกเรือนมิใช่หรือ เช่นนั้นก็หาสามีให้ข้าเถิด”
“จริงหรือ!” หมิงหลงอันตาโต
ก่อนหน้านี้ไม่ว่าเขาจะเอ่ยเรื่องคู่ครองเมื่อใด น้องสาวล้วนหาข้ออ้างเลี่ยงไปทุกครั้ง ผู้ใดจะคิดว่าวันนี้กลับยอมเองง่ายๆ
“จริงเจ้าค่ะ”
องค์ชายรองหัวเราะเสียงดังทันที ความหงุดหงิดเรื่องพฤติกรรมเมามายหายไปกว่าครึ่ง ยิ่งเสด็จพ่อสัญญาว่าหากทำให้ลี่ถิงยอมแต่งงานได้ก็จะยินยอมให้เขาแต่งคนรักเข้ามาเป็นชายาได้หลงอันยิ่งดีใจมากกว่าเก่า
“ดี ดีมาก! พี่ชายผู้นี้จะคัดคนที่ดีที่สุดให้เจ้าเอง”
หมิงลี่ถิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ สายตาเหลือบไปยังบุรุษชุดดำที่ยืนนิ่งด้วยท่าทีเงียบสงบอยู่ไม่ไกล เสิ่นเฟยโจวยังคงทำหน้าที่องครักษ์เช่นเดิม ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นระหว่างพวกเขา ลี่ถิงถึงกับหงุดหงิดกินข้าวต้มไม่อร่อย เพราะพาลคิดไปว่ามีแต่ตนเองที่เดือดร้อนนั่งไม่ติด
ทว่าเมื่อหมิงหลงอันเริ่มเอ่ยชื่อบุตรชายขุนนางที่เตรียมคัดเลือกเมียงมองไว้ก่อนบ้างแล้ว เสียงเรียบเย็นของเฟยโจวกลับดังขึ้นขัดทุกครั้ง
“คุณชายโจวบุตรชายรองเสนาบดีกรมโยธาเล่า เป็นอย่างไร”
“สามเดือนก่อนลอบเปิดบ่อนพนันในชื่อคนบังคับม้าของตนพ่ะย่ะค่ะ ผู้ตรวจการกำลังรวบรวมหลักฐานร่างฎีกาขึ้นถวายแล้ว”
“แล้วสกุลซ่ง มิใช่ว่าบุตรชายคนรองยังไม่มีฮูหยินหรือ”
“บุตรชายคนรองเลี้ยงอนุภรรยาไว้ข้างนอกสองคน เหตุว่าฮูหยินผู้เฒ่าไม่ยอมรับจึงมิได้รับเข้าจวนมาขอรับ”
“คนสกุลหลิวเล่า สกุลนี้ก็คนฝ่ายเราเช่นกัน”
“ติดหนี้เงินพนันใต้ดินพ่ะย่ะค่ะ”
คนแล้วคนเล่าถูกเสิ่นเฟยโจวเปิดโปงความลับจนหมดสิ้น หมิงหลงอันจากเดิมที่หงุดหงิด สุดท้ายกลับถอนหายใจ
“เจ้ามีข่าวกรองกว้างไกลถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่รายงานตั้งแต่แรก”
“เพราะมิได้เกี่ยวข้องกับหน้าที่พ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายรองส่ายหน้าอย่างจนปัญญา “ช่างเถิด อย่างน้อยก็ช่วยให้น้องสาวข้าไม่ต้องแต่งเข้าจวนสกปรก คนฝ่ายเราก็เหลือเกิน พี่ใหญ่ปล่อยไว้เช่นนี้ องค์ชายสามคงได้เป็นรัชทายาทแน่”
“พี่รองก็อย่าแสดงตนว่าอยู่ฝักฝ่ายองค์ชายใหญ่มากเกินไปเลยเพคะ เรื่องบัลลังก์ยังไม่แน่ เราไม่มีสิทธิ์ในน้ำแกงจะไปช่วยผู้อื่นซดด้วยเหตุใด” หมิงลี่ถิงวางตะเกียบลงเบาๆ
“หากไม่เลือกข้างเราย่อมตกเป็นเป้าว่าจะร่วมชิงตำแหน่ง เท่านี้ก็ยุ่งยากมากเกินพอแล้ว คุณชายสามอันเล่าสกุลนี้ไม่ใหญ่มาก แต่ก็นับว่ามีเกียรติไม่น้อย”
“เป็นลูกชังของบิดา สมบัติคงมิได้ตกทอดมามากนัก องค์หญิงอาจลำบากพ่ะย่ะค่ะ”
“สะใภ้อื่นอาจจิกเรียกน้องสาวเปิ่นหวาง ไว้พี่จะหาคนมาคัดเลือกคนใหม่ทั้งหมด เบื้องหลังคงต้องตรวจสอบให้มากหน่อย”
“พี่รอง ข้าอิ่มแล้ว” นางลุกขึ้นเดินออกจากเรือนทันที ไม่ทันรับปากกับพี่ชายเรื่องการดูตัว
เสิ่นเฟยโจวเองก็ติดตามอยู่ด้านหลังไม่ห่างไปไกล จนกระทั่งมาถึงศาลากลางสวน องค์หญิงเจ็ดถึงได้หยุดฝ่าเท้าตน สายลมยามเช้าพัดใบไผ่เสียดสีกันเกิดเสียงดังขึ้นรอบกายเบาๆ
“พวกเจ้าออกไปรอด้านนอก”
หมิงลี่ถิงออกคำสั่งอีกครั้ง เหล่านางกำนัลจึงถอยห่างออกไปตามปกติ เพราะองค์หญิงเจ็ดก็มักจะมีเรื่องรับสั่งเป็นการส่วนพระองค์กับองครักษ์เสิ่นอยู่แล้ว เมื่อเหลือกันเพียงสองคน หมิงลี่ถิงหันกลับมามองเฟยโจวด้วยแววตาเอาเรื่อง
“เจ้าจงใจใช่หรือไม่”
“องค์หญิงหมายถึงสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ”
“ก็เรื่องคู่ครองของเปิ่นกง!” นางแค่นหัวเราะ “คนที่เสด็จพี่เสนอออกมา เจ้าก็หาเรื่องขัดขวางเสียหมด หรือว่าองครักษ์เสิ่นจะหวงก้างเอาไว้เองงั้นหรือ”
“ต้องการมากหรือ ตำแหน่งราชบุตรเขยน่ะ”
ดวงตาของเฟยโจวมืดลงเล็กน้อย “องค์หญิงเป็นผู้กล่าวเองว่าหากจะมีสามี คนผู้นั้นต้องดีกว่ากระหม่อม”
“แล้วอย่างไร”
“กระหม่อมเพียงทำตามที่องค์หญิงต้องการ องค์หญิงจะเอาอันใดอีก!”
เพียะ!
ฝ่ามือเล็กฟาดลงบนใบหน้าของบุรุษตรงหน้าอย่างแรงจนเสียงดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ
เสิ่นเฟยโจวเอียงหน้าไปตามแรงตบ แต่กลับไม่คิดหลบเลี่ยง
“เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาชี้นำชีวิตเปิ่นกง” หมิงลี่ถิงกัดฟัน “อย่าลืมฐานะตนเอง เสิ่นเฟยโจว ต่อให้ถูกฮูหยินใหญ่รับเลี้ยง เป็นบุตรบุญธรรม เจ้าก็ยังเป็นเพียงลูกของบ่าวโรงครัว!”
สายลมในศาลาพลันเย็นเยียบ เสียงของทุกสรรพสิ่งรอบข้างเงียบงัน แต่ลี่ถิงกลับยังไม่หยุด
“แม่ของเจ้าก็แค่อาศัยโชคดี นางอยู่ตรงนั้นในยามที่นายท่านเสิ่นถูกวางยาปลุกกำหนัดจนได้ตั้งครรภ์ขึ้นมา ไม่เช่นนั้นคนอย่างเจ้าจะมีสิทธิ์มายืนสั่งสอนเปิ่นกงตรงนี้หรือ”
มือของเฟยโจวกำแน่นขึ้นทีละน้อย เขาถูกดูหมิ่นผู้เดียว ไม่นับว่าเป็นปัญหา แต่หากกล่าวถึงมารดาที่ทั้งรักและเอ็นดูองค์หญิงเจ็ดไม่ต่างกับเป็นบุตรสาวตนเองก็ออกจะมากเกินไปแล้ว “องค์หญิง…”
“ส่วนเจ้า…ต่อให้ถูกวางยาแล้วอย่างไร คนเป็นองครักษ์ที่เก่งกาจนักหนาไม่ควรอดทนได้หรือ” นางแค่นหัวเราะ “หรือแท้จริงแล้วเจ้าก็มักง่ายเหมือนแม่ตนเอง เห็นสตรีเมามายก็ยับยั้งไม่อยู่!”
สิ้นเสียงนั้น ร่างสูงก็เข้าประชิดในพริบตา ริมฝีปากร้อนจัดบดลงมาปิดคำพูดร้ายกาจทั้งหมดเอาไว้
“อื้อ!”
หมิงลี่ถิงเบิกตากว้าง ก่อนผลักเขาออกเต็มแรงแล้วฟาดมือลงบนใบหน้าอีกครั้ง
เพียะ!
แต่คราวนี้เสิ่นเฟยโจวกลับจับข้อมือนางเอาไว้แล้วดึงเข้าหาตัวอีกหน จุมพิตหนักหน่วงกว่าครั้งแรกบดเบียดลงมา ราวกับต้องการหยุดไม่ให้นางกล่าวดูถูกมารดาของเขาอีก
หมิงลี่ถิงกัดริมฝีปากของบุรุษตรงหน้าจนได้กลิ่นคาวเลือด ทว่าเฟยโจวกลับไม่ยอมปล่อย เขาผลักนางลงกับพื้นศาลา มือใหญ่ปาดลูบ ปากซุกไซ้คลอเคลียราวกับถูกความโกรธครอบงำทั้งหมด
“ปล่อย…อื้อ ปล่อยข้านะ!” ลี่ถิงดิ้นรนสุดแรง ผลัก ตี กัดทุกอย่างที่ทำได้ กระทั่งแรงขัดขืนค่อยๆ หายไป
เสิ่นเฟยโจวชะงัก เมื่อเงยหน้าขึ้นมองจึงได้เห็นว่าองค์หญิงเจ็ดกำลังร้องไห้เงียบๆ น้ำตาไหลลงข้างแก้มไม่ขาดสาย
หัวใจของเขาพลันเหมือนถูกบีบรัดจนหายใจไม่ออก ใจโกรธที่นางหยิบยกมารดาผู้ให้กำเนิดมาพูดเสียหาย แต่ในใจลึกๆ ก็รู้ว่าพื้นฐานองค์หญิงเจ็ดมิได้เป็นคนที่มีจิตใจเหยียดหยามคน
“อย่างน้อย…” เสียงของลี่ถิงสั่นเครือ “ก็นึกถึงใจคุณหนูเมิ่งบ้าง แม่นางน้อยผู้นั้นที่เป็นคนรักของพี่เฟยโจว นางมิได้ผิดอันใดในเรื่องนี้”
เฟยโจวนิ่งค้างไปทันที มือที่กำต้นแขนขององค์หญิงเจ็ดอยู่คลายออกช้าๆ ความเดือดดาลเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความเงียบอันน่าอึดอัด เขามิได้โง่เขลา ที่นางพูดจาเช่นนั้นก็เพียงแค่ต้องการผลักไสไล่เขาให้ห่างตัว
เขาถอยออกห่างจากร่างของหมิงลี่ถิง แล้วคุกเข่าลงต่ำ
“พี่เฟยโจวไม่รักคุณหนูเมิ่งได้หรือไม่”
“กระหม่อม…ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ”
กล่าวจบเสิ่นเฟยโจวก็ลุกขึ้นเดินออกจากศาลาไปโดยไม่หันกลับมามอง แม้ว่าเสียงร้องไห้ของหมิงลี่ถิงจะดังไล่หลังมามากมายเพียงใด…เขาก็ไม่อาจใจอ่อน
