บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 ไม่ต้องมารับผิดชอบ

บทที่ 2 ไม่ต้องมารับผิดชอบ

เสิ่นเฟยโจวยอมยกไหเหล้านั้นขึ้นดื่มจนหมด แล้วส่งกลับไปให้หมิงลี่ถิงตรวจสอบ องค์หญิงเจ็ดปาลงกับพื้น ก่อนจะประกาศว่า “ผู้ใดทำให้เขาเมาได้ก็ไปรับเงินที่วังรองกับเปิ่นกงพันตำลึงทองแล้วกัน”

เช่นนั้นแล้วความวุ่นวายก็บังเกิด เสิ่นเฟยโจวถูกมอมเหล้ามากมายพอๆ กับท่านอาของตนเอง และไม่แน่ว่าอาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ส่วนลี่ถิงที่ดื่มสุราของขุนนางขั้นหกจนหมดสิ้นก็เริ่มลามไปดื่มน้ำเมาจากจอกของผู้อื่น ตามองดูเขาถูกผู้อื่นรุมราวกับว่าเป็นชัยชนะเล็กๆ

ผู้คนในงานบริเวณนั้นตกลงกันว่าจะแบ่งเงินกันอย่างเท่าเทียม จึงไม่ได้มีผู้ใดหันมามองว่าองค์หญิงเจ็ดนอนคว่ำหน้าอยู่ข้างสุราไหใหญ่เสียแล้ว เสียงเอะอะดังขึ้นต่อเนื่อง แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ช่วยเรียกสติของหมิงลี่ถิงเลยสักนิด

องครักษ์เสิ่นที่แม้จะเป็นวรยุทธ์ แต่เมื่อเจอคนเมาจับกดกับพื้นแล้วกรอกเหล้าให้ดื่มไม่เว้นช่องเช่นนี้ก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้ เพราะหากออกกระบวนท่ารุนแรงเกินไปจะกลายเป็นว่าเขาทำร้ายแขกในงานเลี้ยงของท่านอา

เรื่องราวความวุ่นวายเหล่านี้ในที่สุดก็ไปเข้าหูองค์ชายรองที่คุยงานกับขุนนางชั้นผู้ใหญ่อยู่ในเรือนรับรองอีกแห่งจนได้ คนเป็นพี่ชายเดินออกมาพบว่าน้องสาวนอนกอดเหล้า ส่วนองครักษ์และนางกำนัลหายหน้าไปหมด จึงแผลงฤทธิ์เดชความเป็นองค์ชายไปจนวงคนที่กำลังสนุกหนีหายไปกันหมด

“ที่แท้ก็เป็นเจ้า เหตุใดไม่ห้ามปรามลี่ถิง!” องค์ชายรองหันไปตวาดเสิ่นเฟยโจวผู้เป็นองครักษ์ของน้องสาว

เสิ่นเฟยโจวเหยียดกายยืนขึ้นช้าๆ “พยายามแล้วพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงพนันเงินให้คนมอมเหล้ากระหม่อม จึงไม่อาจดิ้นรนออกมาได้ คนเหล่านี้แขกของท่านอาทั้งสิ้น”

“วันนี้ผู้ใดต้องรับหน้าที่ติดตามน้องเจ็ด”

“…” เสิ่นเฟยโจวไม่ตอบอันใดออกไป ด้วยไม่ต้องการเป็นผู้กล่าวโทษคนที่มีตำแหน่งเดียวกัน แต่ความนิ่งเฉยของเฟยโจวก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนเพียงพอ

“เช่นนั้นก็พาองค์หญิงกลับเถิด เรื่ององครักษ์หญิงและนางกำนัล เปิ่นหวางจะจัดการเอง”

“พ่ะย่ะค่ะ” เสิ่นเฟยโจวแม้เมาสุราบ้างแล้วก็ยังต้องพยายามประคองสติเข้าไปอุ้มองค์หญิงเจ็ดที่หมดภาพลักษณ์สูงส่งไปโดยสิ้นเชิง มือของหมิงลี่ถิงกอดรอบคอองครักษ์เสิ่นเอาไว้แน่น สายตามองไปยังทิศทางที่จำได้ว่าสกุลเมิ่งนั่งอยู่ แต่ที่ตรงนั้นไม่มีผู้ใดอยู่แล้ว

ลี่ถิงหันกลับมาซบลงอกของเฟยโจวหลับตาลงแสดงออกด้วยสีหน้าที่ผู้ใดก็มองออกว่ามีคนมาทำให้รู้สึกขัดใจ

“องค์หญิงเก็บสีหน้าหน่อยเถิด เช่นนี้อย่างไรเล่ากระหม่อมจึงห้ามไม่ให้ร่ำสุรา”

“พูดมากจริง ห้ามทำไมของอร่อย”

“ถิงถิง…” เขาเรียกเสียงอ่อนโยนลงหลายส่วน

“เงียบน่า”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้าอย่าไปบอกผู้ใดนะ” ลี่ถิงยิ้มอวดเขี้ยวน้อยข้างหนึ่งออกมา

“คนบอกแทนมีมากมายแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เฟยโจวถอนหายใจ เตรียมวางแผนว่าองค์หญิงจะต้องทำโรงทานสักกี่ครั้งผู้คนจึงจะลืมเรื่องคืนนี้กัน

“ข้าน่ะ…จะเมาให้สุดแล้วทำตัวใจกล้าหลับนอนกับบุรุษทั้งเมืองหลวงให้ลืมมันผู้นั้นเลยคอยดู” หมิงลี่ถิงละเมอออกมาเบาๆ ก่อนจะหัวเราะร่วน “เจ้าว่าจะต้องมีบุรุษอีกกี่คนจึงจะลืมรักแรกไปจากใจได้หรือ”

“กระหม่อมเบาปัญญาไม่อาจตอบได้ว่ากี่คน แต่หากจะเมามายเพื่อหลับนอนกับคนมากมายคงต้องฆ่ากระหม่อมให้ตายเสียก่อนจึงจะทำเช่นนั้นได้”

ไม่มีเสียงตอบกลับจากหมิงลี่ถิงอีก มีเพียงลมหายใจสม่ำเสมอที่เป่ารดต้นคอของบุรุษ เฟยโจวพาองค์หญิงขึ้นรถม้า ด้วยความไม่เข้าใจนักคิดไปว่าคงเกิดบางสิ่งขึ้นจนทำให้องค์หญิงต้องออกตามหาเขา และเห็นในจังหวะที่กำลังสารภาพรักกับเมิ่งฟางซินเข้าพอดิบพอดี เมื่อไม่ได้ระบายกับเขา นางจึงหันไปปรับทุกข์กับไหสุราแทน

ร่างของหมิงลี่ถิงถูกวางลงบนเตียงของตนเอง องค์หญิงที่เงียบมาตลอดทางฉุดรั้งร่างของเฟยโจวเข้าหาตัว “เขารักคนอื่น ข้าจะทำอย่างไรดี”

“ผู้ใดรักคนอื่นพ่ะย่ะค่ะ” เฟยโจวแกะมือของลี่ถิงออกอย่างนุ่มนวลระวังไม่ให้นางเจ็บ

“บุรุษหน้าตายผู้หนึ่ง ไม่สำคัญแล้ว เอาเหล้ามาอีก เปิ่นกงจะดื่มเหล้า!”

“พอแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสิ่นเฟยโจวดันให้หมิงลี่ถิงนอนลงบนเตียง แต่คนเมากลับเหวี่ยงดึงรั้งให้เขานอนลงและขึ้นมาคร่อมเอาไว้แทน “องค์หญิงเจ็ด ลุกออกไปพ่ะย่ะค่ะ เช่นนี้ไม่เหมาะสม”

เสิ่นเฟยโจวขบกัดกรามไว้แน่น เพราะสุราที่ถูกนำมากรอกปากมีบางจอกที่ปนเปื้อนไปด้วยยาปลุกกำหนัด เขาคิดเพียงแต่จะมาส่งองค์หญิงให้ถึงที่ปลอดภัย แล้วจะไปหาทางออกกับนางโลมจากตรอกหญิงงาม แต่เมื่อถูกรั้งตัวเอาไว้ ทั้งยังรุกเข้าหา เขาเองก็ไม่ใช่หลวงจีนบำเพ็ญตน

“อันใดไม่เหมาะสม ข้าดื่มจนเมามายถึงเพียงนี้แล้ว เอาเปรียบข้าสิ หรือเปิ่นกงไม่มีค่าให้ผู้ใดสนใจ บุรุษผู้นั้นก็ไม่ต้องการ เจ้าก็ไม่ต้องการอีกหรือ”

เสิ่นเฟยโจวไม่ได้ตอบโต้ เขาเพียงพยายามคิดทบทวนว่าองค์หญิงเจ็ดได้ใกล้ชิดกับผู้ใดจนถึงขั้นอกหักได้เลยหรือไม่ แต่ความคิดถูกขัดจังหวะด้วยคำถามของหมิงลี่ถิง

“เปิ่นกงไม่งดงามบ้างเลยหรือ”

องค์หญิงที่นั่งคร่อมอยู่บนตัวองครักษ์เสิ่นร้องไห้ออกมา ดวงตาของนางพร่ามัวจนไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าตรงหน้าคือผู้ใด สตรีร่างเล็กโน้มลงไปจูบบุรุษที่คิดว่าเป็นคนแปลกหน้า ไม่ถอยหนีรอคอยให้อีกฝ่ายผลักออกด้วยเชื่อว่าตนเองถูกรังเกียจ ทว่าตัวขององค์หญิงเจ็ดกลับไม่ได้ถูกผลักออก ฤทธิ์ของสุราและยาปลุกกำหนัดครอบงำคนทั้งสองไว้ได้ทั้งหมดแล้ว

ฝ่ายบุรุษเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นการจู่โจมเข้าหาร่างนุ่มนิ่ม เขาพลิกให้หมิงลี่ถิงลงไปอยู่ใต้อาณัติของตนเสีย เฟยโจวตักตวงความสุขสมจากร่างกายของผู้เป็นองค์หญิงครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งหมิงลี่ถิงหมดสติไปใต้อ้อมแขนขององครักษ์เสิ่นในท้ายที่สุด

เสิ่นเฟยโจวยอมหยุดแล้วเปลี่ยนไปเป็นการกอดหอมร่างเล็กนั้นแทน เขาดึงองค์หญิงมากอดรัดไว้ ก่อนจะหลับใหลตามไป เมื่อตื่นขึ้นมาในช่วงต้นยามเหม่าก็เพียงแต่เอาเปรียบเล็กๆ น้อยๆ ทำให้องค์หญิงตื่นขึ้นมาจนได้

“ผู้ใด…ให้…เปลือย ใน งาน อื้อ เช่นนี้ ฮึก”

เขาขึ้นคร่อมไม่สนใจจะตอบคำถามไร้สาระของคนใต้ร่าง ก้มลงจูบอย่างกับคนละโมบโลภมากกลัวว่าจะไม่ได้ดูดกลืนปากอิ่มเช่นนี้อีก

“ออกไปนะ อื้อ เจ้าเป็นผู้ใด”

“เป็นผู้ใดสำคัญด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงปล่อยตนเองให้เมามายถึงเพียงนี้ ต้องการเช่นนี้มิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”

“มะ..ไม่ใช่นะ”

“ไม่ใช่อันใดพ่ะย่ะค่ะ เมื่อคืนมิได้บอกกระหม่อมเองหรือว่าจะหลับนอนกับบุรุษให้ลืมคนผู้นั้น” เฟยโจวไม่หยุดตนเอง เขาซุกไซ้เข้าหาคอขาวผ่อง และประทับตราย้ำความชัดเจนเอาไว้ ว่าเมื่อคืนเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง

หมิงลี่ถิงกะพริบตาถี่ ก่อนจะผลักบุรุษที่ล่วงเกินตนเองให้ออกห่าง “พี่เฟยโจว!” สีหน้าขององค์หญิงเจ็ดพลันเปลี่ยนเป็นซีดเซียวไร้สีเลือด

“เหตุใดเป็นองครักษ์เสิ่นเล่า” น้ำตาเม็ดโตร่วงเผาะลงมาอาบแก้ม นางคิดว่าจะหลับนอนกับผู้อื่นให้ลืมเลือนเขาก็จริง แต่นั่นก็เป็นเพียงคำพูดคึกคะนองของคนเมาเท่านั้น ไม่คิดว่าจะมีผู้ใดถือเอาเป็นจริงจัง แล้วเอาเปรียบนางจนสิ้นท่าเช่นนี้ “ออกไป! ออกไปเดี๋ยวนี้ ข้าอยากอยู่คนเดียว”

“กระหม่อม…กระหม่อมเสียใจพ่ะย่ะค่ะ”

“เสียใจ? เจ้าน่ะหรือเสียใจ ออกไป!”

หมิงลี่ถิงกอดเข่าตนเองเอาไว้แน่น เขาเสียใจที่หลับนอนกับนางเช่นนั้นน่ะหรือ บุรุษที่นางต้องการจะลืมกลับเป็นคนที่นางมอบความบริสุทธิ์ให้ไปได้เช่นไร ลี่ถิงยกมือกุมหัวที่ปวดตุบๆ เพราะฤทธิ์สุรา ภาพฉากเร่าร้อนปรากฏขึ้นในความนึกคิดทีละน้อย เมื่อคืนนางสุขสมไปหลายคราจนหมดสติไปคาอกของเฟยโจว ตื่นมาก็ยังถูกเขาหลอกกินเต้าหู้ นี่ใช่องครักษ์เสิ่นผู้เรียบเฉยอยู่อีกหรือ

“กระหม่อมไม่ออก เกิดเรื่องเช่นนี้แล้วย่อมต้องรับผิดชอบให้ถูกต้อง”

“รับผิดชอบ? ทั้งที่รักสตรีอื่นเต็มหัวใจเช่นนั้นหรือ” น้ำตาที่ทำท่าว่าจะไหลหดหายกลับเข้าไปในดวงตาทันทีที่ได้ยินถ้อยคำน่าขันจากปากของเฟยโจว

“หน้าที่ของกระหม่อมคือปกป้ององค์หญิงเหนือสิ่งอื่นใด นั้นย่อมหมายถึงชื่อเสียงด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

หมิงลี่ถิงหลับตาของตนเองแน่น คำพูดของเขาบาดลึกว่าทุกสิ่งเป็นเพียงหน้าที่ นางมิใช่มารจากปรโลกจะคาดหวังให้เขาสละความสุขทั้งชีวิตเพื่อรับผิดชอบตัวนางได้เชียวหรือ รอยยิ้มเย็นปรากฏขึ้น หากเข้าไม่ล่าถอยแต่โดยดี นางก็จะบีบคั้นให้เขาจากไปเสียเอง

“องครักษ์เสิ่นคิดว่าตนเองเป็นผู้ใดหรือจึงจะหาญกล้ามาอาสารับผิดชอบเปิ่นกง”

“กระหม่อมทำเพื่อให้ทุกสิ่งถูกต้อง มิใช่ว่าคิดจะยกตนเองเทียบเคียงองค์หญิงเจ็ด”

“ก็ดี เพราะคนอย่างองครักษ์เสิ่นไม่มีวันคู่ควรกับเปิ่นกง ต่อให้เป็นบุตรขุนนางใหญ่แล้วอย่างไร เจ้าก็เป็นเพียงบุตรชายของบ่าวโรงครัว ต่อให้ฮูหยินใหญ่รับเป็นบุตรบุญธรรมก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงชาติกำเนิดที่ต่ำต้อยของเจ้าไปได้”

“…” เสิ่นเฟยโจวนิ่งงันไปทันที ตลอดเวลาที่ผ่านมาหมิงลี่ถิงไม่เคยกล่าวถึงชาติกำเนิดด้วยความดูแคลน “กระหม่อมเพิ่งเข้าใจเดี๋ยวนี้ว่าที่แท้แล้วองค์หญิงก็ถือสากับเรื่องนี้ดังเช่นผู้อื่น”

“เจ็บปวดหรือไม่เล่า เมื่อสิ่งที่เชื่อถือมาตลอดไม่เป็นไปดังคาด”

“กระหม่อมถูกผู้คนรังเกียจดูแคลนมาทั้งชีวิตจะเพิ่มองค์หญิงไปอีกผู้หนึ่งคงไม่เป็นอันใดนัก”

“เมื่อรู้ว่าเปิ่นกงรังเกียจก็อย่าถือสิทธิ์ว่าร่วมหลับนอนเพียงแค่คืนเดียวก็จะมารับผิดชอบเป็นสามีได้”

“องค์หญิง…” แม้จะถูกดูแคลนแต่เสิ่นเฟยโจวก็มิได้คิดถือโทษ “องค์หญิงคงตกพระทัยมากที่เกิดเรื่องเช่นนี้ หากสงบลงแล้ว กระหม่อมจะทูลขอรับผิดชอบพระองค์อีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ”

“องครักษ์เสิ่นไม่ต้องมารับผิดชอบเปิ่นกง จวนคนรักของเจ้าอยู่ทิศใดก็ไสหัวไปทางนั้นเถิด” หมิงลี่ถิงคว้าอาภรณ์ตัวนอกของเฟยโจวที่อยู่ข้างตัวขว้างใส่หน้าเขา

“ถิงถิงอย่าเป็นเช่นนี้ได้หรือไม่” เฟยโจวเดินเข้าใกล้เรียกขานด้วยชื่อเล่นที่องค์หญิงเจ็ดใช้ในวัยเด็ก เขาประคองกอดร่างของหมิงลี่ถิงที่นั่งอยู่บนเตียงไว้หลวมๆ

“อย่าเรียกเปิ่นกงเช่นนั้นอีก” นางสูดหายใจลึก “ออกไปได้แล้ว” ดวงตาของหมิงลี่ถิงสั่นระริก ลี่ถิงผลักคนตัวโตกว่าให้ออกห่าง

องค์หญิงเจ็ดพลิกกายหันหลังให้ชายในดวงใจปล่อยน้ำตาหยดลงเตียงหลายสาย ไม่ช้าไม่นานเสียงฝีเท้าของเสิ่นเฟยโจวก็ดังไกลออกไป เมื่อพลิกตัวกลับมาแล้วก็พบว่าเขาวางหยกประจำตระกูลเสิ่นเอาไว้ให้

หากเขามอบมันให้นางเมื่อสิบชั่วยามก่อน นางคงเป็นสตรีที่สุขใจที่สุดในใต้หล้า แต่ยามนี้แม้จะได้มาเป็นของสื่อว่าต้องการหมั้นหมาย ก็ไม่ต่างอันใดกับก้อนกรวดไร้ราคา

________

ยามเหม่า หมายถึง เวลา 05:00 - 06:59 น.

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel