บทย่อ
เล่าขานกันว่า... เจ้าสำนักแห่งสำนักหวนคืนพฤกษา (หุยเซิงเหมิน) ผู้เป็นหมอเทวดานั้น มีรูปลักษณ์สง่างามราวกับเซียนจุติลงมาบนโลกมนุษย์ เขาคือ "บุรุษในฝัน" ที่เหล่าคุณหนูในห้องหอและบุตรีจากตระกูลสูงศักดิ์ต่างถวิลหาอยากจะได้มาเป็นคู่ครอง แม้แต่ 'สุ่ยอีอี' องค์หญิงสิบสามผู้สูงศักดิ์ ก็มิอาจต้านทานเสน่ห์ของเขาได้ จนยอมสยบแทบเท้าด้วยความรักลุ่มหลง ทว่าในวังหลวงอันเหน็บหนาว ไม่เคยมีผู้ใดสั่งสอนนางว่าควรจะรักอย่างไร... นางจึงโง่เขลาเบาปัญญา คิดเพียงว่าหากมอบ "พรหมจรรย์" อันล้ำค่าที่สุดให้เขาไปโดยไม่เกรงใจศักดิ์ศรี จะสามารถพิสูจน์ความจริงใจ และเหนี่ยวรั้งให้เขาอยู่อยู่เคียงข้างในฐานะ 'ราชบุตรเขย' ได้ ทว่าในสายตาของเขานั้น... นางกลับเป็นเพียงสตรีชั้นต่ำที่ไร้ยางอายยิ่งกว่าหญิงคณิกา! เพื่อมิให้พระบิดาและราชวงศ์ต้องเสื่อมเสียเกียรติเพราะการกระทำของนาง องค์หญิงสิบสามจึงตัดสินใจหนีจากเขาไปให้ไกลแสนไกล โดยยอมตกลงแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับท่านอ๋องสามแห่งแคว้นเทียนเย่ว์... เฮ้อ... นางก็แค่รักคนผิดเหตุใดเขาต้องตามจองล้างจองผลาญไม่จบสิ้น? นอกจากจะบีบบังคับให้ท่านอ๋องสามเขียน "หนังสือหย่า" จนทำให้นางกลายเป็นสตรีที่ถูกทิ้งให้ผู้คนเย้ยหยันไปทั่วใต้หล้าแล้ว แม้แต่นางจะหนีไปบำเพ็ญเพียรที่อารามจิ้งอวิ๋น เขาก็ยังตามไปลากตัวนางออกมาจนได้... ... นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องสมมุติ
ตอนที่ 1 แรกพบ
เหมันตฤดูในปีที่ 213 แห่งแคว้นชิ่งเจ๋อ
หลงซิงเหย่แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน พาองค์หญิงจินเตี๋ยสุ่ยรั่วซิง เดินทางจากชายแดนกลับสู่เมืองหลวงเพื่อร่วมฉลองเทศกาลปีใหม่ นับตั้งแต่เหตุการณ์กบฏขุนพลเมื่อร้อยปีก่อน จักรพรรดิหลายรัชกาลต่างทรงระแวดระวังขุนนางผู้ถือตราทัพไม่เพียงแต่ห้ามนำทัพเข้าเมืองหลวง
แต่ยังจำกัดอำนาจทหารและสั่งห้ามไม่ให้ละทิ้งค่ายทหารตามอำเภอใจ ทว่าหลงซิงเหย่นั้นต่างออกไป นอกจากจะได้รับบรรดาศักดิ์เป็นแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินและนำทหารเข้าเมืองได้แล้ว ฮ่องเต้ยังทรงพระราชทานองค์หญิงจินเตี๋ยผู้สูงศักดิ์ที่สุดให้ตบแต่งเป็นภรรยาแสดงให้เห็นถึงความไว้วางพระราชหฤทัยที่มีต่อเขาอย่างท่วมท้น
แน่นอนว่าในปีนี้ สิ่งที่ราษฎรในเมืองหลวงต่างชะเง้อคอรอคอย นอกจากท่านแม่ทัพหลงแล้ว ยังมีบุรุษลึกลับอีกผู้หนึ่งนั่นคือเจ้าสำนัก "หุยเซิงเหมิน" สำนักแพทย์อันดับหนึ่งในใต้หล้าามีนามว่า อวิ๋นชีเฟิ่งสำนักหุยเซิงเหมินนั้นรวบรวมยอดหมอผู้มีวิชาชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนได้ กระจายตัวอยู่ตามแว่นแคว้นต่างๆ บ้างเข้าวังเป็นหมอหลวง บ้างเปิดโรงหมอรับรักษาผู้คนตามเมืองน้อยใหญ่
นับตั้งแต่เจ้าสำนักคนก่อนล่วงลับ อวิ๋นชีเฟิ่งบุตรชายเพียงคนเดียวก็ได้สืบทอดตำแหน่งด้วยวิชาแพทย์อันล้ำเลิศเกินมนุษย์ เขาไม่เพียงแต่ขยายกิจการสำนักให้ยิ่งใหญ่ แต่ยังประกาศไปทั่วหล้าว่า โรงหมอหุยเซิงเหมินทุกแห่ง หากพบราษฎรยากไร้ไม่มีเงินรักษาให้ทำการรักษาโดยไม่คิดเงินแม้แต่เหวินเดียว
จิตใจเมตตาอารีที่สงสารมวลมนุษย์นี้ ทำให้ศิษย์สำนักหุยเซิงเหมินได้รับความเคารพยกย่องยิ่งขึ้น ราษฎรต่างพากันหลั่งไหลไปยังโรงหมอที่แขวนป้าย "ป่าพฤกษาอันอบอุ่น" (ซิ่งหลินชุนหน่วน) แม้แต่เจ้าแคว้นต่างๆ ก็ปรารถนาจะผูกมิตรกับสำนักหุยเซิงเหมินเพื่อแสดงถึงความรักใคร่ในราษฎรของตน
ทว่าอวิ๋นชีเฟิ่งนั้นรักสันโดษและไม่ชอบอวดตัว คนในใต้หล้าน้อยนักที่จะเคยเห็นโฉมหน้าแท้จริงของเขา ผู้ป่วยที่โชคดีได้รับการรักษาจากเขา เมื่อเอ่ยถึงท่านหมอผู้นี้ ต่างก็พรรณนาว่าเขาดูสง่างามราวกับเซียนจุติลงมา โดยเฉพาะเหล่าดรุณีที่อยู่ในวัยออกเรือนต่างก็หวั่นไหวไปตามๆ กัน เพราะต้องรู้ก่อนว่าเจ้าสำนักผู้นี้อายุล่วงเข้ายี่สิบปีแล้วแต่ยังมิได้ตบแต่งภรรยา!
ราษฎรในเมืองหลวงต่างนับนิ้วรอวันเวลา ทุกวันจะพากันไปเฝ้าอยู่สองข้างประตูเมือง ชะเง้อคอมองหวังจะได้ยลโฉมเซียนสักครั้ง ทว่าเมื่อขบวนรถม้าของท่านแม่ทัพหลงมาถึง พวกเขาแทบจะกระอักเลือด เพราะนอกจากท่านแม่ทัพและผู้ติดตามแล้ว ในขบวนกลับไร้เงาบุรุษลึกลับนามอวิ๋นชีเฟิ่งผู้นั้น
เมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจและเสียงคร่ำครวญจากนอกรถม้า สุ่ยรั่วซิงก็โอบกอดบุตรชายในอ้อมอกพลางเม้มปากแอบหัวเราะบุรุษชุดขาวที่นั่งอยู่ตรงข้าม
"ชีเฟิ่ง เหตุใดพอเข้าเขตชานเมืองเจ้าก็มุดเข้ามาหลบในรถม้าของข้าเสียเล่า? ข้าจำได้ว่าวิชาขี่ม้าของเจ้านั้นมิได้ด้อยไปกว่าพี่บุญธรรมของเจ้าเลยนะ"
บุรุษชุดขาวผู้นั้นยิ้มขื่น "พี่สะใภ้ ข้าทำเพื่อเห็นแก่ราษฎรแคว้นชิ่งเจ๋อต่างหากเล่า! หากข้าออกไปเกรงว่าบุรุษในแคว้นนี้คงต้องครองตัวเป็นโสดไปชั่วชีวิต (เพราะสตรีไปหลงรักเขาหมด) "
"เจ้านี่นะ รู้จักแต่หยอกล้อฝีปากกล้าไม่เห็นมีสง่าราศีของเจ้าสำนักเลยสักนิด"
สุ่ยรั่วซิงชินชากับนิสัยรักอิสระและบุคลิกเจ้าสำราญของน้องชายบุญธรรมของสามีผู้นี้แล้ว นางจึงมิได้ใส่ใจนัก ทว่าเมื่อพินิจดูอย่างละเอียดคำว่า "บุรุษงามล่มแคว้น" มาใช้กับอวิ๋นชีเฟิ่งนั้นไม่ได้เกินความจริงเลยแม้แต่น้อย เขาเยาว์วัย รูปร่างสูงโปร่ง ค่อนข้างผอมบางเส้นผมดำขลับรวบไว้อย่างง่ายๆ
ผูกด้วยแถบผ้าไหมที่ด้านหลัง เครื่องหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติ ดวงตาดุจดาราซ่อนประกายน้ำ ดูแวววาวราวกับแก้วหลิวหลี สันจมูกโด่งตรงประดุจงานแกะสลัก โดยเฉพาะริมฝีปากบางที่แดงระเรื่อราวกับแต้มชาดของสตรี ทว่าเครื่องหน้าที่เดิมควรจะดูอ่อนหวานอย่างสตรี เมื่อมาอยู่บนใบหน้าของเขากลับไร้ซึ่งจริตมายา มีเพียงความรู้สึกสะอาดสะอ้านราวกับเทพเซียน
"อา... โฉมงามนำพาภัยจริงๆ (หงเหยียนฮั่วสุ่ย) บุรุษที่หน้าตาดีเกินไปก็น่าลำบากใจเช่นนี้เอง" สุ่ยรั่วซิงหัวเราะเบาๆ
หลงฉีหลิน บุตรชายในอ้อมกอดถามด้วยความสงสัย "ท่านแม่ 'โฉมงามนำพาภัย' คืออะไรหรือขอรับ?"
สุ่ยรั่วซิงบุ้ยปากไปทางอวิ๋นชีเฟิ่ง "นั่นไง ท่านอาเล็กของเจ้าคือตัวอย่าง"
หลงฉีหลินเอียงคอพิจารณาท่านอาเล็กของตน เห็นเพียงว่าท่านอาเล็กมีผิวขาวกว่าท่านพ่อเล็กน้อย และหน้าตาสวยกว่าท่านแม่นิดหน่อย นอกนั้นก็ดูไม่ต่างกัน ทว่าเขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่า หากเป็นดรุณีวัยแรกแย้มมาเห็นเข้า คงได้อ้าปากค้างจนน้ำลายหกเป็นแน่
"อย่าไปฟังท่านแม่เจ้าพูดจาเลอะเทอะ" อวิ๋นชีเฟิ่งตบศีรษะเล็กๆ ของหลงฉีหลินเบาๆ "ท่านอาเล็กยอมมาครั้งนี้ก็เพื่อเจ้านะ ต่อไปเมื่อเจ้าเติบใหญ่ต้องกตัญญูต่ออาเล็กให้มากเข้าใจไหม?"
"ขอรับ ฉีหลินชอบท่านอาเล็กที่สุดเลย" เด็กน้อยโผเข้าสู่อ้อมกอดของอวิ๋นชีเฟิ่งอย่างประจบเอาใจ
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะใสซื่อดังมาจากรถม้าด้านหลัง หลงซิงเหย่ ก็รู้สึกสะท้อนใจ เขารู้ดีว่าครั้งนี้ทำให้ผู้น้องที่รักสันโดษต้องลำบากใจแล้ว เมื่อไม่นานมานี้หลงฉีหลินล้มป่วยหนัก โชคดีที่อวิ๋นชีเฟิ่งใช้ศาสตร์แพทย์ขั้นเทพดึงชีวิตเขากลับมาจากประตูนรก สุ่ยรั่วซิงเป็นห่วงบุตรชาย จึงร่วมมือกับหลงฉีหลินอ้อนวอนขอร้องอยู่นาน อวิ๋นชีเฟิ่งจึงยอมใจอ่อนเดินทางเข้าเมืองหลวงมาพร้อมกัน
แน่นอนว่าเมื่อท่านพ่อตา (ฮ่องเต้) ทราบข่าวก็ทรงมีพระราชโองการมาถึงเขาทันที กำชับว่าต้องพาอวิ๋นชีเฟิ่งเข้าร่วมงานเลี้ยงคืนข้ามปีในวังหลวงให้ได้
ดูท่าว่าเมื่อมีฉีหลินอยู่ น้องชายผู้น่าสงสารของเขาคงเลี่ยงงานเลี้ยงครั้งนี้ไม่ได้เสียแล้ว
และก็เป็นไปตามที่หลงซิงเหย่คาดไว้ หลงฉีหลินเพียงแค่ทำปากยื่นน้ำตาคลอเบ้าอยู่ต่อหน้าอวิ๋นชีเฟิ่งไม่ถึงเค่อ เจ้าสำนักหุยเซิงเหมินก็พ่ายแพ้อย่างราบคาบ จำต้องตอบตกลงด้วยใบหน้าอมทุกข์
ไม่นานนัก ขบวนคนก็เข้าสู่พระราชวังอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้การนำทางของทหารองครักษ์มุ่งหน้าสู่ตำหนักจัดเลี้ยง
"ท่านอาเล็ก ท่านดูเสาหยกขาวต้นนี้สิ สวยไหมขอรับ? ปีที่แล้วท่านปู่ฮ่องเต้รับปากข้าว่าจะยกต้นนี้ให้ข้า ดังนั้นท่านอาเล็กสัมผัสมันได้นะขอรับ!" หลงฉีหลินจูงมืออวิ๋นชีเฟิ่งพลางชี้ไปที่เสาหยกนอกตำหนักอย่างภูมิใจเสนอ
อวิ๋นชีเฟิ่งกะพริบตา เขามองว่าเสาหยกต้นนี้ก็มิได้ต่างจากต้นอื่นเท่าใดนัก ทว่าเขาก็ยังยิ้มตอบ "อืม... จริงด้วย ฉีหลินของข้าสายตาแหลมคมที่สุด"
หลงฉีหลินส่ายหัวไปมาอย่างกระหยิ่มใจ กำลังจะหาคำชมตัวเองเพิ่ม ก็พลันมีเสียงใสกระจ่างดังขึ้นจากด้านหลัง
"ฉีหลิน"
เด็กน้อยหันไปมอง พลันปล่อยมือจากอวิ๋นชีเฟิ่งแล้วโผเข้าหาด้วยอ้อมแขนกว้าง "ท่านน้าเล็ก ฉีหลินคิดถึงท่านจังเลยขอรับ!"
อวิ๋นชีเฟิ่งก้มมองฝ่ามือที่ว่างเปล่าของตนพลางรู้สึกโหวงเหวงเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองด้วยความไม่ยินยอมว่าผู้ใดกันที่บังอาจมาแย่ง "ความโปรดปราน" หนึ่งเดียวของเขาไป
เขาเห็นดรุณีนางหนึ่งอายุยังน้อย ดูเหมือนเพิ่งจะผ่านพิธีปักปิ่นมาไม่นาน ร่างกายบอบบางสวมชุดกระโปรงผ้าไหมลายดอกบัวสีม่วงกุหลาบที่ขับเน้นรูปร่างให้ดูระหง สายคาดเอวสีเหลืองรัดเอวคิวดั่งกิ่งหลิว ใบหน้าเรียวมน ผิวพรรณนวลเนียน ดวงตากลมโตดำขลับใสกระจ่างดุจน้ำค้าง พราวระยับดั่งดาราบนฟากฟ้า ริมฝีปากอิ่มเอิบประดับด้วยรอยยิ้มหวานหยด ดวงตาโค้งดุจจันทร์เสี้ยว ดูมีชีวิตชีวาและเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ ทว่าเครื่องประดับทองระยิบระยับเต็มศีรษะนั้น กลับบดบังความงามอันบริสุทธิ์ของนางไปเสียครึ่งหนึ่ง
ในเมื่อฉีหลินเรียกนางว่าน้าเล็ก เช่นนั้นนางก็คงจะเป็นองค์หญิงสิบสามแห่งแคว้นชิ่งเจ๋อสินะ?
สำนักหุยเซิงเหมินมีหมอหลวงอยู่ในแคว้นนี้ ก่อนเข้าวังเขาจึงพอรู้ข้อมูลมาบ้างองค์หญิงสิบสาม สุ่ยอีอี คือพระธิดาองค์เล็กของฮ่องเต้ กำพร้าพระมารดาตั้งแต่เยาว์วัย แต่ได้รับการเลี้ยงดูจากสนมหลานกุ้ยเฟย ซึ่งรักนางประดุจบุตรสาวในไส้ ฮ่องเต้เองก็ทรงรักใคร่เอ็นดูนางอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าได้รับความโปรดปรานเหนือผู้ใด
อวิ๋นชีเฟิ่งเองก็เติบโตมาในกองเงินกองทอง ทว่าเขากลับมีทิฐิที่เย่อหยิ่งและรักความสะอาดสะอ้านมาแต่กำเนิด มักจะมีอคติต่อองค์หญิงที่ถูกตามใจจนเสียคน อีกทั้งเขายังเคยได้ยินจากปากหลงซิงเหย่ว่า องค์หญิงเจ็ด สุ่ยเม่ยหลาน บุตรสาวแท้ๆ ของหลานกุ้ยเฟยนั้นมีนิสัยเย่อหยิ่งและฟุ้งเฟ้อ หลงซิงเหย่เองก็เคยลำบากเพราะนางมาไม่น้อย เขาจึงคิดเอาเองว่าบุตรบุญธรรมคนนี้ก็คงจะไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าใดนัก
เมื่อคิดได้ดังนั้น อวิ๋นชีเฟิ่งก็ปรายตาไปมองสุ่ยรั่วซิงที่นั่งข้างหลงซิงเหย่ในตำหนัก พลางคิดในใจว่า พ่อคนเดียวกันแท้ๆ เหตุใดจึงต่างกันปานนี้หนอ? ไม่รู้อีกนานเพียงใดเขาถึงจะได้พบเนื้อคู่ที่ดีเหมือนพี่บุญธรรมบ้าง?
สุ่ยอีอีมัวแต่หยอกเล่นกับหลงฉีหลิน อีกทั้งยังถูกหลานกุ้ยเฟยบังคับให้ปักปิ่นทองเสียเต็มศีรษะ ทำให้นางไม่ได้เงยหน้ามองอวิ๋นชีเฟิ่งเลย ทว่าสุ่ยเม่ยหลาน ที่มาพร้อมกันนั้นกลับตาเป็นประกาย จ้องมองบุรุษที่งดงามราวกับเซียนจุติฝั่งตรงข้ามจนตาแทบไม่กะพริบ
สายตาอันร้อนแรงของสุ่ยเม่ยหลาน ยิ่งทำให้อวิ๋นชีเฟิ่งรู้สึกรังเกียจองค์หญิงทั้งสองนางนี้มากขึ้นไปอีก
"ฉีหลิน อย่ากวนท่านน้าเล็กสิ มาเถิดอีอี เข้ามานั่งข้างในนี่" ในตำหนักสุ่ยรั่วซิงกวักมือเรียกสุ่ยอีอีอย่างเป็นกันเอง แม้ในใจนางจะยังคงระแวงสุ่ยเม่ยหลาน แต่นางก็ยังรักใคร่น้องสาวคนเล็กผู้นี้เสมอ
เมื่อได้ยินเสียงเรียก สุ่ยอีอีจึงเงยหน้าขึ้นจูงมือหลงฉีหลินเดินเข้าสู่ตำหนัก ทว่าเดินไปได้เพียงสองก้าว ขาทั้งสองข้างกลับแข็งทื่อจนไม่ฟังคำสั่ง นางค่อยๆ หันหน้าไปอย่างช้าๆ ก่อนจะอ้าปากค้างจ้องมองอวิ๋นชีเฟิ่งตาค้างอยู่อย่างนั้น
เนิ่นนานผ่านไป นางจึงรู้สึกถึงมือน้อยๆ ที่กระตุกชายกระโปรง นางก้มลงมองก็ได้ยินเสียงใสๆ ของหลงฉีหลิน
"ท่านน้าเล็ก ท่านทำหน้าเหม่อลอยแบบนี้ ดูตลกจังเลยขอรับ!"
สุ่ยอีอีสะบัดหน้าเรียกสติ เงยหน้าส่งยิ้มเก้อเขินให้อวิ๋นชีเฟิ่ง ในใจนึกอยากจะมุดดินหนีด้วยความอับอาย
"ท่านน้าเล็ก นี่คืออาเล็กของข้า เป็นอย่างไรบ้างขอรับ? เขาสวยมากใช่ไหม?" หลงฉีหลินยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ กำลังจะแนะนำน้าเล็กให้อาเล็กได้รู้จัก แต่อาเล็กกลับทำหน้าเย็นชา เดินเข้าไปนั่งที่นั่งท้ายสุดในตำหนักเสียแล้ว
สุ่ยอีอีอุ้มหลงฉีหลินเข้าไปในตำหนักด้วยความกระอักกระอ่วน แล้วนั่งลงข้างๆ สุ่ยรั่วซิง
สุ่ยรั่วซิงเห็นปฏิกิริยาของทั้งคู่มาตั้งแต่ต้น นางรู้ดีว่าอวิ๋นชีเฟิ่งกำลังขัดเคืองเรื่องอะไร แต่นางก็อยากจะแนะนำน้องสาวที่น่ารักคนนี้ให้เขาได้รู้จัก
นางจึงตัดสินใจจูงมือสุ่ยอีอีเดินไปหาอวิ๋นชีเฟิ่งโดยไม่สนใจสายตาที่สามีส่งมาเตือน หลังแนะนำสั้นๆ นางก็มอบหน้าที่ให้สุ่ยอีอีเป็นเจ้าบ้านที่ดี คอยดูแลอวิ๋นชีเฟิ่งแทนหลงฉีหลิน
เมื่องานเลี้ยงเริ่มขึ้น อวิ๋นชีเฟิ่งก็กลายเป็นจุดสนใจของตำหนักทันที เริ่มจากรัชทายาทเป็นตัวแทนฮ่องเต้กล่าวขอบคุณอวิ๋นชีเฟิ่งที่เดินทางมา ตามด้วยองค์ชายรองที่ขอบคุณเขาที่ช่วยชีวิตหลานชาย ทุกคนต่างพยายามหาข้ออ้างมาชนแก้วเหล้าเพื่อหวังจะสร้างสัมพันธ์กับเจ้าสำนักแพทย์ชื่อก้องใต้หล้าผู้นี้
สุ่ยอีอีมิได้เอ่ยคำใด นางเพียงนั่งอยู่ข้างกายเขาเงียบๆ คอยคีบอาหารให้ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเอียงอายและความสุขนั้นแสดงออกอย่างปิดไม่มิด
บนแท่นประทับสูงฮ่องเต้สุ่ยเทียนสิงและหลานกุ้ยเฟยสบตากันแล้วยิ้ม ดูท่าว่าลูกสาวคนเล็กที่แสนซื่อของพวกเขาจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว พวกเขาย่อมยินดีที่จะได้ลูกเขยที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้าเช่นนี้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าอวิ๋นชีเฟิ่งจะเต็มใจอยู่แคว้นชิ่งเจ๋อเพื่อเป็นราชบุตรเขยหรือไม่ เพราะอย่างไรเขาก็คือเจ้าสำนักหุยเซิงเหมินผู้ยิ่งใหญ่นี่นา!
บรรยากาศในงานเลี้ยงยิ่งมายิ่งคึกคัก หลังจากอวิ๋นชีเฟิ่งดื่มเหล้าไปนับสิบจอก เขาก็เริ่มรู้สึกมึนงงขึ้นมาบ้าง
"คุณชายอวิ๋น ดื่มชาสักจอกเถิดเจ้าค่ะ"
มือน้อยๆ คู่หนึ่งค่อยๆ ยื่นจอกน้ำชามาให้จอกชาสีเขียวหยกยิ่งขับเน้นให้นิ้วเรียวยาวทั้งสิบดูขาวนวลเนียนเป็นพิเศษ
"ขอบพระทัยองค์หญิง" อวิ๋นชีเฟิ่งยิ้มน้อยๆ รับจอกชามาปลายนิ้วสัมผัสถูกมือน้อยๆ นั้นอย่างไม่ตั้งใจ สุ่ยอีอีหน้าแดงก่ำ ก้มหน้าลงด้วยความขัดเขิน การสัมผัสที่ดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจของอวิ๋นชีเฟิ่ง ทำให้นางเข้าใจผิดไปว่าเขาก็มีใจให้ตน นางเม้มริมฝีปากล่างก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "เสด็จพ่อ ลูกหญิงอยากจะร่ายรำสักเพลงไม่ทราบว่าดีหรือไม่เจ้าคะ?"
เหล่าองค์ชายและองค์หญิงในตำหนักต่างดูออกว่าสุ่ยอีอีมีใจให้อวิ๋นชีเฟิ่ง นอกจากสุ่ยเม่ยหลานแล้วทุกคนต่างก็อยากจะส่งเสริมการสมรสนี้ จึงพากันตบมือขานรับด้วยความยินดี
ฮ่องเต้สุ่ยเทียนสิงหัวเราะอย่างชอบใจและอนุญาตให้เหล่านางกำนัลไปจัดเตรียมสถานที่
กลางตำหนักใหญ่ สุ่ยอีอีระบายลมหายใจเบาๆ จีบนิ้วเป็นรูปดอกบัว ตั้งท่าร่ายรำประดุจเทพธิดาโบยบิน แสงไฟในตำหนักสะท้อนลงบนร่างของนาง ห่อหุ้มนางไว้ในรัศมีสีเหลืองอ่อน ศีรษะเอียงเล็กน้อย ปลายคางที่แหลมมนทำให้ผู้คนอดมิได้ที่จะบังเกิดความรู้สึกทะนุถนอม
เอวที่บางกิ่งหลิว แขนที่ขาวรากบัว และขาที่วับๆ แวมๆ ภายใต้กระโปรงไหมทั้งหมดนี้ทำให้อวิ๋นชีเฟิ่งใจสั่นไหวและเริ่มเกิดความกระวนกระวายขึ้นมา
เขารู้ดีว่าองค์หญิงเหล่านี้มิใช่ธรรมดา แต่ไม่นึกเลยว่าเพียงแค่ท่าทางเดียวจะตราตรึงใจถึงเพียงนี้
เขาหยิบจอกเหล้าบนโต๊ะขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ เหล้าเย็นๆ ช่วยให้เขาเรียกสติกลับมาได้บ้าง เขาสงบจิตใจลงแล้วมองดูสุ่ยอีอีที่กำลังร่ายรำอยู่กลางตำหนักอย่างเยือกเย็น
เสียงเครื่องสายและขลุ่ยอันตราตรึงดังขึ้นช้าๆ สุ่ยอีอีค่อยๆ บิดเอวที่อ่อนช้อย ร่ายรำด้วยแขนเสื้อยาวสลวย กลีบดอกไม้อันงดงามร่วงหล่นลงมาจากเบื้องบน ทำให้ฤดูหนาวอันเหน็บหนาวดูราวกับจะส่งกลิ่นหอมของฤดูใบไม้ผลิออกมา ท่ามกลางหยาดฝนดอกไม้ที่โปรยปราย นางเปรียบเสมือนเทพธิดาบุปผาที่โบยบินอยู่ในตำหนัก ดูอ่อนช้อยและสง่างามเหนือโลกีย์ แขนเสื้อโบกสะบัดอยู่ในมือนาง ขับเน้นใบหน้าที่งดงามหมดจด
การร่ายรำนั้นเข้มแข็งดุจมังกรทะยานและอ่อนช้อยดุจสายน้ำ ท่ามกลางความตกตะลึงของฝูงชนที่ลืมแม้กระทั่งจะหายใจ จังหวะดนตรีที่เร่งเร้าพลันหักเหอย่างกะทันหัน สุ่ยอีอีสายตาคล้อยตามอาภรณ์ ปลายเท้าแตะพื้นเบาๆ แขนเสื้อพริ้วไหว หลังจากหมุนตัวอย่างงดงามนางก็ค่อยๆ ทรุดกายลงกราบแทบโต๊ะของอวิ๋นชีเฟิ่ง
.

