บท
ตั้งค่า

19 พ่ายต่อชะตา

“งานข้าไม่อันตรายหรอกท่านแม่ไว้ใจได้ ข้าเป็นเพียงทหารนอกราชการชั้นปลายแถว ไม่มีวันมีเรื่องร้ายใด ๆ หรอกขอรับ” ผู้เป็นลูกทรุดนั่งคุกเข่าตรงข้ามลูบแขนมารดาเกลี้ยกล่อม “ท่านแม่ก็รู้ว่าข้าไม่มีวันยอมพ่ายแพ้ต่ออุปสรรค”

“แม่รู้ว่าเจ้าเก่ง แต่ตัวเจ้าเองอาจพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา”

“แต่ข้า...” หยางซุนหยางนิ่งงันอับจนคำพูด

นางถอนหายใจหันหลังให้ ตัวสั่นเทิ้มจนว่าที่ขุนนางหนุ่มตกใจเข้าไปกอดไว้จากด้านหลังแล้วเอ่ยเสียงเบา “ข้าขอโทษ”

“เก็บคำขอโทษของเจ้า แล้วไปทำบางสิ่งให้แม่”

“อะไรหรือขอรับ”

ครานั้นมารดาน้ำเสียงหนักแน่นจนเขาอยากรู้ แต่ไม่เคยคาดคิดว่าภารกิจที่สั่งให้ทำจะเป็นเรื่องตามหาผ้าโบราณในตำนาน และตอนนี้มันมาอยู่ในมือเขาแล้วหลังจากผ่านไปนานถึงหกปี...

“นี่เจ้า... เจ้า!”

อดีตขุนนางหนุ่มถึงกับสะดุ้งสุดตัว ความทรงจำในอดีตหวนเก็บคืนสู่ห้วงคำนึง ดวงตาเรียวหรี่ทอดมองหาเสียงเรียก พลันถอนใจเมื่อมือเล็ก ๆ ของอีกฝ่ายพาดบนไหล่ ก่อนจะนั่งลงเคียงข้างด้วยสีหน้าแช่มชื่นราวกับไม่มีทุกข์ร้อน

“เอ้า!... เอาไป... ข้าให้”

“อะไรของเจ้า” อดีตขุนนางหนุ่มเบี่ยงตัวแต่ไม่พ้น จึงรับมาด้วยสีหน้างุนงง “แล้วก็เอามือเจ้าออกไปจากไหล่ข้า”

“ทำเป็นเล่นตัวไปได้ ข้าแค่แตะนิดแตะหน่อยเจ้าก็ทำเป็นมากเรื่อง หรือว่าสู้กับท่านผู้เฒ่าจนสมองเสื่อมไปแล้ว”

“เจ้าสิสมองเสื่อม แล้วนี่เอาผลท้อมาให้ข้า แล้วเจ้าเล่า”

“ข้ากินแล้ว” นางว่าพลางคลี่ยิ้มอ่อนโยน

หยางซุนหยางเหลือบมองดวงหน้านวลแย้มยิ้มให้ แล้วถอนหายใจก่อนเอ่ย “ข้าไม่เชื่อ”

“เหตุใดไม่เชื่อ” นางว่าพลางย่นจมูก

“ปากเจ้าไม่มีกลิ่นผลท้อ” เขาตอบหน้าตาย

ผลที่ได้คือดวงหน้านวลของคุณชายกำมะลอขึ้นสีเลือดฝาดในทันใด เขาจึงลืมตัวจ้องหน้านางด้วยความรู้สึกประหลาด อดีตขุนนางหนุ่มถอนใจเบา ๆ กระชับม้วนผ้าที่เหน็บซ่อนไว้ในกางเกงมิดชิดราวกับกลัวคนข้างกายจะล่วงรู้ หากนางรู้ว่าตอนนี้ผ้าโบราณที่ตามหาอยู่ที่เขาจะเกิดอะไรขึ้น นางจะผิดหวังหรือไม่ หรืออันที่จริงนางไม่ได้คิดจริงจังกับมัน

“เช่นนั้นข้าแบ่งคนละครึ่งกับเจ้า” นางว่าพลันใช้เล็บจิกแบ่งออกเป็นสองซีก ก่อนจะกัดผลท้ออีกครึ่งเคี้ยวด้วยความเอร็ดอร่อยราวกับมันคืออาหารอันโอชะ “รีบกินเข้าสิ ยังดีที่ท่านตาเอาผลไม้คืนให้ข้านะ มิฉะนั้นเราสองคนคงหิวแย่ ข้ารึอุตส่าห์หาแทบตาย”

“แล้วเจ้าทำเช่นไรจึงโดนหยวน... เอ่อ ท่านตาของเจ้าจับทำโทษที่ขโมยผลไม้ได้”

คุณชายน้อยกัดผลท้อเข้าปากเคี้ยวคำสุดท้ายก่อนจะหันมาจ้องเขาเต็มตา หยางซุนหยางกลืนน้ำลายลงคอมองริมฝีปากอวบอิ่มสีเหมือนผลท้อด้วยใจสั่นรัว ริมฝีปากนี้ที่เคยช่วยชีวิตเขาตอนจมน้ำ ความจำของเขาไม่ได้เลือนจนไม่รู้ว่าสัมผัสอบอุ่นจากริมฝีปากนางช่วยคืนชีวิตให้ นับจากนี้ต่อให้ขึ้นสวรรค์ลงนรกหรือบุกน้ำลุยทะเลเพลิง เขาทำได้เพื่อนาง...

“ข้าต้องขอบใจเจ้าที่เข้าไปช่วย ทีแรกนึกว่าข้าคงตายในถ้ำนั่นเสียแล้ว ท่านตาวรยุทธ์ลึกล้ำจนข้าต้านทานมิได้ แค่ไม่กี่กระบวนท่าข้าก็เสียทีแถมกระบี่ข้ายังหักไปแล้วด้วย ตอนนี้มีเพียงมีดสั้นเล่มเดียวที่ท่านพ่อให้ข้า”

“เจ้ายังอ่อนต่อโลก... อาเสียะ” หยางซุนหยางว่าพลางหัวเราะ “ยังต้องฝึกวรยุทธ์อีกมาก หากเจ้าอยากเป็นเจ้าสำนักการค้าที่ใหญ่โตที่สุดในฉางอันก็ต้องฝึกฝนวิชาให้แกร่งกล้า เพื่อให้ออกเดินทางค้าขายได้ไม่อันตราย”

“ข้าแค่ครูพักลักจำ ไม่เคยร่ำเรียนวรยุทธ์เช่นเจ้านี่นา” นางเอ่ยเสียงเศร้า “นี่ข้าก็แอบท่านพ่อเรียนเอา”

“เหตุใดต้องซ่อนแอบจึงจะร่ำเรียนได้”

“ก็ท่านพ่อไม่ให้ข้าเรียน แล้วหากภายภาคหน้าข้าต้องขึ้นเป็นเจ้าสำนักก็ต้องคุมขบวนสินค้าไปค้าขายต่างเมือง หากข้าป้องกันตัวเองมิได้ใครจะมาปกป้องข้าเล่า เจ้านี่ก็ช่างไม่รู้เรื่องเลย”

หยางซุนหยางฟังแล้วดีดนิ้วเปาะก่อนเอ่ยทันใด “เช่นนั้นให้ข้าเป็นมือขวาคอยคุ้มกันเจ้าดีหรือไม่”

“หือ... มือขวาข้าเช่นนั้นหรือ”

“ดีหรือไม่เล่า ลำพังคนจรเช่นข้ามีชีวิตอยู่มิรู้เพื่อสิ่งใด”

“เจ้าแน่ใจหรือ” นางเอ่ยถามสีหน้าประหลาดใจ “เช่นนั้นข้าจะจำคำพูดเจ้าไว้นะ”

หยางซุนหยางเพียงพยักหน้าดวงตาฉายแววจริงจังก็ทำให้คุณชายจำเป็นถึงกับชะงัก นางรู้สึกสะท้านสายตาอีกฝ่ายขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ยิ่งนึกไปถึงคำของเฒ่าชราดวงหน้าก็พลันเห่อร้อนขึ้นมาอีก

“คนผู้นี้มีค่ายิ่งสิ่งใด เจ้าจงรักษาเขาเอาไว้ยิ่งกว่าชีวิต”

“ข้าหรือ เหตุใดจึงเป็นข้าเล่า” นางเอ่ยถามอีกฝ่าย ได้รับคำตอบคือรอยยิ้มประหลาดกลับคืน “ข้าไม่เข้าใจ”

“เจ้าไม่ต้องเข้าใจตอนนี้ แต่อีกไม่นานเจ้าจะรู้เอง”

นางครุ่นคิดถึงคำฝากฝังของท่านตา พลันก็นึกถึงภารกิจสำคัญที่ตามหาแต่สุดท้ายกลับไม่มีจริง สีหน้าสดใสเมื่อครู่ก็หมองลง

“ข้าทำให้ท่านพ่อผิดหวัง ผ้าโบราณเป็นแค่คำร่ำลือหาได้มีอยู่จริงตามที่ได้ยินมา”

หนุ่มพเนจรได้ฟังถึงกับเบือนหน้าหนี เกรงว่าพิรุธจะฉายออกทางแววตา เขาต้องแสร้งทำไม่รู้ไม่เห็นเพื่อนำผ้าทองคำไปให้มารดาตามคำร้องขอ แต่คุณชายน้อยเล่าจะเจอเรื่องใดต่อจากนี้ หากผ้าโบราณมีความสำคัญต่อนางมากกว่า

“เจ้าอย่าคิดมากไปเลย มันเป็นแค่ตำนานเล่าขานที่หามีจริงไม่ ข้าว่าพ่อเจ้าต้องเข้าใจ”

“อันที่จริงข้าจะบอกความลับให้เจ้าฟัง” นางเอ่ยกระตือรือร้นก่อนเล่าต่อ “ท่านพ่อไม่รู้หรอกว่าข้าจะมาหาผ้าโบราณ ข้าได้ยินมาจากที่คนเขาเล่ากัน ข้าอยากออกท่องโลกกว้างจึงอาศัยเรื่องผ้าเป็นข้ออ้างในการดั้นด้นตามหา หากว่าผ้าทองคำมีจริงข้าก็อยากได้ไปกำนัลวังหลวงเพื่อเปิดทางไปค้าขายที่เปอร์เซียด้วย”

“เช่นนั้นเจ้าก็มิได้อยากได้มันจริง ๆ”

“ข้าก็อยากได้ แต่ในเมื่อไม่มีก็มิอาจครอบครองอย่างไรเล่า” นางลอบถอนใจแล้วย้อนถาม “ว่าแต่เจ้าเดินทางเร่ร่อนเช่นนี้ แล้วพ่อแม่พี่น้องไปไหน”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel