บทที่ 4-1 ดึงวิญญาณกลับเข้าร่าง
เมื่อได้ยินเซี่ยเสวียนเย่บอกว่ามีวิธีช่วยให้นางกลับไปยังโลกอนาคตได้แล้ว เฟิ่งจูหลานก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก นางรีบเดินตามเขาเข้าไปในบ้านหลังเล็กนั้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้ามาถึงก็พบเข้ากับชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่ด้านใน ท่าทางของเขาเหมือนพวกนักพรตโบราณที่เคร่งครัดในวิชาเสียเหลือเกิน เมื่อเห็นว่าพวกตนเดินเข้ามาแล้ว เขาก็ยกมือขึ้นลูบเคราตนเองช้าๆ พลางหรี่ตามองนางอย่างไม่ลดละ ก่อนจะชี้มือมาที่นางและเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“แม่นางน้อยผู้นี้มีดวงวิญญาณอีกดวงสิงสู่อยู่ในร่างอย่างที่ท่านผู้สูงศักดิ์ได้กล่าวเอาไว้จริงๆ หนทางเดียวที่จะช่วยนางได้ คือหาทางให้วิญญาณที่อยู่ในร่างนางกลับไปยังที่ที่จากมาเสีย ดวงวิญญาณที่แท้จริงจึงจะสามารถกลับเข้าร่างได้”
เซี่ยเสวียนเย่เดิมทีไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่ แต่เพราะเกิดเรื่องขึ้นกับสตรีที่เขารัก เขาจึงอยากจะลองดูสักครา เผื่อว่าจะสามารถหาวิธีพานางกลับมาได้ เขาสืบเสาะจากเหล่าชาวบ้านจนพบว่ามีท่านนักพรตฝีมือดีเคร่งในวิชาท่านหนึ่งอาศัยอยู่ที่นี่ เขาจึงอยากจะมาลองดูสักครั้ง จึงได้นัดหมายเฟิ่งจูหลานมาที่นี่ด้วยกัน ด้านเฟิ่งจูหลานเมื่อได้ยินนักพรตเอ่ยเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น นางรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่างแปลกๆ จึงกระซิบเอ่ยถามเซี่ยเสวียนเย่ทันที
“พระองค์ทรงบอกเขาแล้วหรือ เรื่องของหม่อมฉันน่ะ”
“อืม”
เซี่ยเสวียนเย่พยักหน้าคราหนึ่ง เฟิ่งจูหลานยังไม่ทันได้เอ่ยถามสิ่งใดต่อ นักพรตผู้นั้นก็คว้าแส้เส้นหนึ่งขึ้นมา ก่อนจะฟาดลงมาที่กลางหลังของนางอย่างแรง แรงตีที่ส่งมาทำเอานางแสบคันไปทั้งหลัง หญิงสาวร้องโอดครวญออกมาทันที ด้านเซี่ยเสวียนเย่ก็หันขวับไปมองนักพรตผู้นั้นทันที
“เหตุใดต้องลงมือทุบตีคนด้วยเล่า?”
น้ำเสียงของเขาเย็นชาอย่างยิ่ง ทำเอานักพรตผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม ก่อนหน้านี้เซี่ยเสวียนเย่มาหาเขาและขอให้เขาช่วยเรื่องหนึ่ง เขาถึงขนาดคิดว่าหากเขาช่วยได้ย่อมต้องได้รับผลตอบแทนอย่างมหาศาล เขาไม่รู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นใคร แต่ดูจากการแต่งกายแล้วจะต้องเป็นคนมีฐานะอย่างมากเลยทีเดียว นานๆ ทีจะมีลูกค้าเช่นนี้โผล่มาสักหน เขาย่อมต้องทำอย่างเต็มที่
“ท่านผู้สูงศักดิ์ หากไม่ทำเช่นนี้วิญญาณจะไม่ยอมออกจากร่าง นางหมายจะยึดร่างของสตรีที่ท่านรัก”
“ยึดร่างหาบิดาเจ้าสิ!”
คนที่เอ่ยไม่ใช่เซี่ยเสวียนเย่แต่กลับเป็นเฟิ่งจูหลาน นางเจ็บจนโมโหแล้ว หญิงสาวลุกขึ้นยืนพลางจ้องมองนักพรตผู้นั้นเขม็ง
“นี่มันจะฆ่ากันชัดๆ หากข้าตายขึ้นมาท่านจะรับผิดชอบไหวหรือไม่!?”
เซี่ยเสวียนเย่เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมา เดิมทีเขาไม่คิดว่านักพรตผู้นั้นจะลงมือหนักถึงเพียงนี้ จึงยื่นมือมาหมายจับแขนของนาง แต่เฟิ่งจูหลานกลับหันมาตะคอกใส่เขาแทน
“ท่านก็เหมือนกัน เป็นถึงคนมีอำนาจ แต่กลับพาหม่อมฉันมาทำเรื่องเจ็บตัวเช่นนี้ ช่างน่าโมโหยิ่งนัก!”
เอ่ยจบนางก็แย่งแส้จากมือของนักพรตมาฟาดลงตรงกลางหลังของเซี่ยเสวียนเย่ทันที จนชายหนุ่มร้องออกมาไม่เป็นภาษา
“เจ็บใช่หรือไม่ หม่อมฉันก็เจ็บแบบที่ท่านเจ็บนั่นแหละ!”
“จูหลาน เจ้ากล้า!”
ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยวาจาเอาเรื่องกลับนาง ก็ได้ยินเสียงร้องไห้โฮของสตรีนางหนึ่งดังขึ้นมาเสียก่อน สตรีนางนั้นวิ่งออกมาจากด้านหลังกระท่อมด้วยสภาพที่เสื้อผ้าหลุดลุ่ย พลางร้องไห้ละล่ำละลัก
“ช่วยข้าด้วย นักพรตผู้นี้หลอกข้ามา มันทำร้ายข้า หวังล่วงเกินข้า ฮือ ไม่เพียงเท่านั้น มันยังขังหญิงสาวอีกหลายคนเอาไว้ในห้องใต้ดินอีกด้วย!”
เมื่อนักพรตได้เห็นหญิงสาวผู้นั้นใบหน้าก็พลันซีดเผือด เขาคิดจะเอ่ยปฏิเสธ แท้จริงแล้วเขาเป็นผู้มีวิชาจริง แต่กลับทำเรื่องต่ำช้า ใช้กำลังบังคับขืนใจหญิงสาวโดยที่พวกนางไม่เต็มใจ จากนั้นก็จะขังพวกนางเอาไว้ไม่ให้พวกนางไปแจ้งความจับเขาได้ หญิงสาวบางคนทนการทรมานไม่ไหวก็ป่วยตายอยู่ภายในห้องใต้ดินลับที่เขาสร้างเอาไว้
เซี่ยเสวียนเย่ที่ได้ยินอย่างนั้นก็หันมามองนักพรตทันที นักพรตคิดจะหาทางหนี แต่กลับถูกเฟิ่งจูหลานกระโดดถีบเข้าที่กลางหลังจนล้มหน้าคะมำไปกับพื้น
“เป็นอย่างไร ลูกถีบสะท้านฟ้าของข้า ยามนี้ของในตัวเจ้าคงหลุดหายกระจัดกระจายไปตามแรงถีบแล้วกระมัง”
นักพรตร้องโอดครวญ เขาถูกคนของเซี่ยเสวียนเย่จับตัวเอาไว้ จากนั้นชายหนุ่มก็สั่งให้คนลงไปสำรวจห้องใต้ดินตามคำให้การของหญิงสาวนางนั้น และพบว่ามีสตรีถูกจับมาทารุณจริงๆ บางคนตายไปแล้วกลายเป็นโครงกระดูกก็ยังไม่ได้ถูกนำไปฝัง เซี่ยเสวียนเย่กำมือแน่น เขาไม่คิดเลยว่า การที่จะมาช่วยพาหญิงคนรักกลับเข้าร่าง จะได้มาพบเจอกับเรื่องโสมมเช่นนี้
“เป็นอย่างไรเล่า นักพรตคนดีของท่าน มันไม่ฆ่าข้าตายก็บุญแล้ว”
