บทที่ 5 ทำเรื่องไม่ดีกับคนชั่วช้า
แม้ว่าฮวาจื่อเฉิงจะเป็นคนที่มักจะชอบทำตัวออกนอกกรอบที่บิดาและมารดากำหนด ประพฤติตนแตกต่างจากพี่ชายคนโตและน้องชายคนเล็กอย่างสิ้นเชิง แต่เขาก็ไม่เคยทำเรื่องนอกลู่นอกทางที่จะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียมาถึงวงศ์สกุล ในความคิดของเขาการที่ฮวาจื่อชิงคิดจะทำลายชื่อเสียงของตนเองเช่นนี้อาจจะเป็นการทำให้นางไม่อาจจะกลับสกุลฮวาได้อีก
“หากเจ้าทำเช่นนั้น ข้าเกรงว่าอนุเฉียวคงจะสุมไฟสร้างความเกลียดชังเจ้าให้แก่ท่านพ่อของเจ้าและคนอื่นๆ ภายในจวน หลังจากนั้นเจ้าอาจจะไม่ได้กลับจวนสกุลฮวาอีกเลย” คำพูดของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงพยักหน้า
“ข้ายินดีรับผลที่ตามมา เดิมทีข้าก็คิดว่าจะยอมแต่งงานเพื่อรักษาคำสัญญาให้ท่านปู่ แต่เมื่อหลายวันก่อนข้าพึ่งจะรู้ว่า เซี่ยเหวินหลางมีนางในดวงใจแล้ว ข้ากังวลว่าหากข้าแต่งเข้าจวนสกุลเซี่ยไปเขาอาจจะรับนางในดวงใจเข้าไปเป็นอนุในจวน ข้าไม่อยากจะเดินซ้ำรอยกับท่านแม่ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ก็คือหนีตามบุรุษอื่นไป คนสกุลเซี่ยอาจจะแค้นใจในการกระทำของข้า แต่ข้าเชื่อว่าพวกเขาย่อมจะไม่ติดใจเอาความกับท่านปู่เพียงเพราะหลานสาวไม่รักดีผู้หนึ่งแน่” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงเข้าใจความรู้สึกของนาง เรื่องความทุกข์ใจของมารดาทำให้ฮวาจื่อชิงไร้ซึ่งความสุขมาโดยตลอด อีกทั้งคนอย่างเซี่ยเหวินหลางที่มีจิตใจอำมหิตถึงเพียงนั้น หากเขามีสตรีอื่นในใจจริงก็ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะมอบความเมตตาให้ฮวาจื่อชิง
“เช่นนั้นก็ตามแต่ใจของเจ้าเถิด ข้าจะช่วยหาช่องทางหนีให้เจ้าเอง” เขาเอ่ยพลางนิ่วหน้า
“เจ้ามีคนในใจแล้วหรือ และเขายินดีจะพาเจ้าหนีไปใช่ไหม” คำถามของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงส่ายหน้าในทันที
“ข้าหมั้นหมายกับเซี่ยเหวินหลางผู้อื่นรับรู้กันทั่ว แล้วบุรุษคนใดจะกล้ามายุ่งกับข้ากันเล่า อีกทั้งช่วงสามปีนี้การไว้ทุกข์ให้ท่านแม่หาใช่แค่ข้ออ้างเพื่อยืดการแต่งงาน แต่ข้าไว้ทุกข์ให้ท่านแม่จริงๆ ดังนั้นข้าจึงไม่มีบุรุษให้หนีตามหรอก ข้าตั้งใจจะใช้เรื่องหนีตามบุรุษเป็นข้ออ้างในการทำให้สกุลเซี่ยคิดรังเกียจจนไม่ตามหาข้าเพื่อนำตัวกลับมาแต่งงานกับเซี่ยเหวินหลางอีกเพียงเท่านั้น” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงพยักหน้า
“ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าไม่ต้องกังวล พี่รองของเจ้าผู้นี้จะออกหน้าหาบุรุษมาให้เจ้าหนีตามเอง” ฮวาจื่อเฉิงเอ่ยพลางยกมือขึ้นมาตบหน้าอกของตนเองเพื่อขันอาสาอย่างเต็มที่
“แค่หนีไปเฉยๆ มิได้หรือ เหตุใดข้าต้องหนีตามบุรุษไปจริงๆ ด้วย ข้าเชื่อว่าไม่มีผู้ใดมาตามสืบหรอกว่าแท้จริงแล้วข้าหนีตามบุรุษคนใดไป” คำถามของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงส่ายหน้าในทันที
“ทั้งท่านปู่ ท่านพ่อและท่านอา จะต้องไม่มีผู้ใดเชื่อแน่ว่าเจ้าหนีตามบุรุษผู้หนึ่งไป พวกเขาจะต้องคิดว่าเจ้าแค่หนีการแต่งงานไปเพียงเท่านั้น และก็จะเป็นอย่างที่เจ้าเคยพูดก่อนหน้านี้ หากเจ้าหนีไปโดยไม่มีเรื่องบุรุษมาเกี่ยวข้อง เจ้าก็จะถูกตามตัวกลับมาแต่งงานอยู่ดี อีกทั้งคราวนี้เจ้าอาจจะถูกจับแต่งงานกับคนที่เลวร้ายกว่าเซี่ยเหวินหลางก็เป็นได้ ดังนั้นข้าจึงคิดว่าข้าจะหาบุรุษหนาตาดีมาสักคนทำให้ผู้อื่นเห็นว่าเจ้าไปกับเขา คราวนี้ก็จะไม่มีผู้ใดไปตามตัวเจ้ากลับมาแล้ว” คำพูดของฮวาจื่อเฉิงทำให้ฮวาจื่อชิงที่คิดว่าตนเองกำลังตกอยู่ในช่วงเวลาอันมืดมิดรีบพยักหน้าอย่างเห็นด้วยในทันที
“ถ้าเช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ คืนข้าจะหนีตามบุรุษออกจากจวน ส่วนท่านก็ไปหาบุรุษมาให้ข้าหนีตาม” คำพูดของน้องสาวทำให้ฮวาจื่อเฉิงพยักหน้า ฮวาจื่อชิงจึงได้เอ่ยถามญาติผู้พี่ของตนเองด้วยสีหน้าจริงจัง
“พี่รอง ครั้งนี้ข้าสามารถเชื่อใจท่านได้ใช่ไหม แผนการของข้าคงจะไม่ล้มเหลวจนไม่เป็นท่าเพราะท่านใช่หรือไม่” คำถามของฮวาจื่อชิงทำให้ฮวาจื่อเฉิงพ่นลมหายใจออกมาด้วยความไม่พอใจในทันที
“หากเจ้าไม่เชื่อใจข้าก็ไปคิดหาหนทางเอาเองเถิด ข้าขอบอกกับเจ้าเลยนะว่าถ้าหากเจ้าอยากทำเรื่องดีๆ ให้ไปปรึกษาพี่ใหญ่ ถ้าหากอยากทำเรื่องที่ต้องใช้กำลังให้ปรึกษาน้องสาม ส่วนข้าที่ถนัดแต่เรื่องชั่วช้า เจ้าย่อมจะต้องปรึกษาตอนที่คิดจะลงมือทำเรื่องไม่ดีท่านั้น” คำพูดของเขาทำให้ฮวาจื่อชิงพยักหน้า
“ข้าก็คิดเช่นนั้น ข้าจึงได้นำเรื่องนี้มาปรึกษาท่านอย่างไรเล่า” คำพูดของนางทำให้มุมปากของฮวาจื่อเฉิงกระตุกในทันที เขาสามารถด่าตนเองว่า “ชั่วช้า” ได้โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่คำพูดของฮวาจื่อชิงกลับทำให้เขารู้สึกว่าตนเองกำลังถูกนางด่าว่า “ชั่วช้า” ทั้งที่นางยังไม่ได้เอ่ยคำนี้ออกมาเลยสักคำ แถมยังทำให้เขารู้สึกว่าคำว่า “ชั่วช้า” กำลังติดแน่นอยู่กลางหน้าผากของเขาทุกครั้งที่ญาติผู้น้องของเขามองมาอีกด้วย
“...”
หลังจากนัดแนะเวลาหนีออกจากจวนกับญาติผู้พี่ของตนเองเรียบร้อยแล้ว ฮวาจื่อชิงก็กลับเข้าไปในห้องส่วนตัวแล้วเก็บข้าวของของตนเองอย่างเร่งรีบ ทรัพย์สินบางส่วนนางนำไปแลกเป็นตั๋วเงินมาเรียบร้อยแล้ว เป็นเพราะหวาดกลัวว่าตั๋วเงินจะถูกคนชั่วแย่งชิงไปนางจึงนำตั๋วเงินที่ได้มาพับใส่ถุงหนังกันน้ำแล้วเย็บติดกับชายแขนเสื้อชายกระโปรง ผ้าคาดเอว รวมไปถึงชายเสื้อคลุม เสื้อผ้าที่นางนำไปด้วยเป็นผ้าป่านธรรมดาแต่ด้านในซุกซ่อนตั๋วเงินที่มีมูลค่าสูงเพียงพอให้นางไปเริ่มต้นใหม่ได้อย่างไม่ลำบาก
“คุณหนู ท่านยอมให้บ่าวติดตามไปด้วยเถิดเจ้าค่ะ” ซูหมัวมัวเอ่ยพลางจ้องมองฮวาจื่อชิงจัดเก็บข้าวของด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“หากไม่มีหมัวมัวคอยดูแลทรัพย์สินที่เหลือให้ข้า วันหน้ายามเมื่อข้ากลับมาจะยังเหลืออะไรให้ข้าได้ชื่นชมอีก หมัวมัววางใจเถิดข้าจะดูแลตนเองให้ดี จะไม่ปล่อยให้ผู้ใดมารังแกข้าอย่างเด็ดขาด” เมื่อฮวาจื่อชิงเอ่ยเช่นนี้ซูหมัวมัวก็พยักหน้าแล้วช่วยนางซุกซ่อนทรัพย์สินเอาไว้ในช่องลับที่พวกนางช่วยกันเย็บขึ้นมา
“คุณหนูอย่าได้ปล่อยให้ท้องตนเองหิว อย่าได้ปล่อยให้ร่างกายต้องทนหนาว ยามร้อนก็ต้องรู้จักหาที่หยุดพัก หากไม่ไหวจริงๆ สกุลซูก็ยังสามารถช่วยเหลือคุณหนูได้” คำพูดของซูหมัวมัวทำให้ฮวาจื่อชิงยิ้มออกมา
“หมัวมัวโปรดวางใจ ข้าไม่มีทางปล่อยให้ตนเองต้องทนรับความยากลำบากแน่ ยามที่ออกจากที่นี่ไป ข้าก็ไม่ต้องคำนึงถึงฐานะคุณหนูสกุลบัณฑิตแล้ว พละกำลังอันล้นเหลือของข้าก็จะได้สามารถนำมาใช้ได้เสียที ที่สำคัญต่อไปนี้ข้าก็ไม่ต้องแอบฝึกยุทธ์อีกต่อไปแล้ว” ทั้งคำพูดและสีหน้าที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความคาดหวังของนางทำให้ซูหมัวมัวพลันยิ้มออกมา
“ท่านไม่ต้องกังวล พี่รองจะลอบติดตามไปส่งข้าด้วยตนเอง แม้ว่าเขาจะมีวิชายุทธ์แค่พอป้องกันตัวแต่เล่ห์เหลี่ยมของเขาย่อมสามารถช่วยข้าได้แน่” คำพูดของนางทำให้ซูหมัวมัวพยักหน้า ฮวาจื่อชิงจึงเข้าไปโอบกอดซูหมัวมัวเอาไว้แล้วเอ่ยออกมาเสียงเบา
“ฝากท่านช่วยบอกกับท่านปู่ ท่านลุงและท่านป้าให้ข้าด้วย ว่าข้าต้องขออภัยต่อพวกเขาที่ทิ้งพวกเขาไปเพราะความเห็นแก่ตัวเช่นนี้ วันหน้าหากมีโอกาสข้าจะกลับมาขอขมาพวกเขาแน่ นี่คือจดหมายที่ข้าเขียนถึงพวกเขา หลังจากที่ข้าออกจากจวนไปแล้วรบกวนหมัวมัวนำไปให้พวกเขาด้วย” ฮวาจื่อชิงเอ่ยพลางยื่นจดหมายขอขมาของนางให้แก่ซูหมัวมัว ซูหมัวมัวจึงได้รับจดหมายไปถือเอาไว้ด้วยใบหน้าที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำตา
“อย่าร้องไห้เลย ข้าไม่ได้ไปแล้วไปลับเสียหน่อย รอให้เรื่องซาลงรอให้เซี่ยเหวินหลางแต่งงานกับผู้อื่นไปแล้วข้าจึงจะกลับมาได้” ฮวาจื่อชิงเอ่ยพลางดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาช่วยซับน้ำตาให้ซูหมัวมัวด้วยความอ่อนโยน
“ข้าหิวแล้วท่านไปจัดเตรียมสำรับอาหารให้ข้าด้วยตนเองเถิด วันนี้ข้าจะกินดื่มให้เต็มที่เพราะหลังจากนี้ข้าคงยากจะได้กินอาหารฝีมือท่านแล้ว” เมื่อฮวาจื่อชิงเอ่ยเช่นนี้ซูหมัวมัวก็เช็ดน้ำตาบนใบหน้าของตนเองออกอีกครั้งแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสั่นเครือ
“เช่นนั้นคุณหนูก็นอนเอาแรงสักหน่อยเถิด กว่าบ่าวจะทำอาหารเสร็จท่านก็คงจะนอนงีบหลับได้ตื่นหนึ่งพอดี” เมื่อซูหมัวมัวเอ่ยเช่นนี้ฮวาจื่อชิงก็พยักหน้าเก็บข้าวของที่จะนำติดตัวไปในคืนนี้ใส่ลงไปในหีบข้างเตียงแล้วก็ปีนขึ้นไปนอนบนเตียงอันอ่อนนุ่มของตนเองเพื่องีบหลับเตรียมพร้อมสำหรับการทำเรื่องไม่ดีในคืนนี้
