บทที่ 5 ยังไม่รู้ตัว
“พี่ศิ ทำไมเรื่องนี้ขวัญไม่รู้เรื่องคะ” คุณของขวัญพูดขึ้นทันทีที่คล้อยหลังชายหนุ่ม
“เอ้อ...มานั่งตรงหว่างขานี่มา”
“เรียกว่าตักค่ะคุณพ่อ” ถึงปากจะค้านแต่ก็ยอมเดินมานั่งลงที่ตักของสามีอย่างว่าง่าย
“เจ้าเจเขาโทรมาคุยกับพี่ตั้งแต่เรียนจบใหม่ ๆ แล้วล่ะ บอกว่ากลัวเป็นเหมือนพี่ชายแต่หลบย่าหญิงไม่ได้เพราะทำงานประจำ พี่เลยบอกให้เขามาคุยกันเอาเองที่ยังไม่บอกขวัญเพราะพี่ยังไม่รู้ว่าลูกเราจะว่ายังไง” ท่านดอกเตอร์บอกภรรยาพลางสวมกอดเอวไว้หลวม ๆ
“แล้วทำไมเจไม่ยืมชื่อน้องหนึ่งล่ะ เจสนิทกับพี่มาร์คมากกว่าพี่อีกนะ” คุณของขวัญถามเหมือนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“หึ! เมียครับ เจ้าหนึ่งมันแมนขนาดนั้นคิดว่าย่าหญิงจะเชื่อหรือไง”
“ก็จริง แต่น้องซียังไม่ 15 เลยนะพี่ ถ้าเจบอกย่าหญิงแบบนั้นลูกเราจะไม่ถูกมองว่าแก่แดดไปหรือคะ” คุณของขวัญยังกังวลเรื่องนี้อยู่
“เอ้อ... เมียครับ เมียมีผัวตอนอายุเท่าไหร่ครับ”
“22 ค่ะ” คุณของขวัญตอบสวนขึ้นมาทันที
“มั่นใจ?” “อือ... ถึงจะรู้ภายหลังว่าถูกผูกคอไว้ตั้งแต่เกิดแต่ก็มีจริง ๆ ตอน 22”
“เรามีสัญญาผู้ใหญ่มาตั้งแต่เกิดแต่เราก็รักกันจริง ๆ แล้วเมื่อกี๊น้องซีเพิ่งจะทำสัญญาผูกคอเจ้าเจไปด้วยฝีมือมันเองตอนที่มันเกือบ 15” ดอกเตอร์ศิลาสวนภรรยาขึ้นยิ้ม ๆ
“ฮะ!” “สัญญาที่ซีทำขึ้นถ้าฟังดี ๆ มันก็ไม่ต่างจากสัญญาที่ปู่ของเราทำขึ้นกันหรอกแต่สถานะมันต่างกันเท่านั้น”
“แต่สถานะคนคุยใช่ว่าย่าหญิงจะฟังนะ”
“ฟังสิ คนคุยไม่ใช่ว่าในอนาคตจะไม่มีการพัฒนานี่นะ” ท่านดอกเตอร์ให้เหตุผลยิ้ม ๆ
“แล้วย่าหญิงจะเชื่อหรือคะ ไม่คิดว่าโดนเด็กแหกตาหรือไง”
“ที่รัก เด็กกลุ่มนี้เขาโตมาด้วยกัน การที่เจบอกว่าคุยกับน้องซีจริงจังเมื่อน้องเริ่มโตมันไม่ได้แปลกหรอกครับ ถึงน้องซีจะยังไม่ 15 เต็มแต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าลูกเราน่ารักระดับหนึ่ง ซึ่งเจมันก็ไม่ได้ตาบอดที่จะมองไม่เห็นครับ” ดอกเตอร์ศิลาให้เหตุผลกับภรรยาอย่างใจเย็น
“แต่ขวัญก็ยังกังวลอยู่ดีค่ะ น้องซีเอาแต่ใจนะคะเกิดไปยึดมั่นสัญญาจริงจังจนลืมตัวขึ้นมามันจะมองหน้ากันยังไง”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก เจมันเป็นเด็กฉลาดมันรู้วิธีการคุยกับน้องได้ มันรู้ว่าน้องแต่ละคนของมันเป็นยังไงและจะพูดยังไง” ว่าพลางลูบผมภรรยาเบา ๆ
“เฮ้อ...” “ที่รัก พี่รู้ว่าขวัญกังวลหลายอย่างแต่การที่เด็ก 2 คนมันคุยกันอยู่ในสายตาเราตั้งแต่ตอนนี้ได้เรียนรู้กันในสายตาผู้ใหญ่ ถ้ามีอะไรไม่ถูกไม่ควรเราก็สามารถแก้ไขได้ตั้งแต่ตอนนี้นะครับ ในอนาคตถ้าเจเดนรักน้องซีเหมือนพี่ชายรักน้องสาวเขาจะวางตัวเป็นพี่ชายเหมือนที่ผ่านมา แต่ถ้าวันหนึ่งมันตัดสินใจที่จะรักน้องซีในสถานะคนคุยจริงไม่ใช่แค่อ้างชื่อกับย่าหญิง เจจะลดอายุและสันดานมาหาน้องเอง”
“แล้วถ้าสถานะนี้ต้องหยุดลงล่ะคะ”
“พี่เชื่อว่าเจจะมีวิธีพูดที่จะทำให้น้องเขาไม่เสียหายเพราะเขาจะคิดว่านั่นคือน้องสาวของเขา” ดอกเตอร์ศิลาพูดอย่างมั่นใจ “พี่คุยเรื่องนี้กับพี่รันพี่จีแล้วก็ไอ้โรมมาบ้างแล้วล่ะ ไอ้โรมมันก็คิดว่าหลานคงจะเครียดมากจริง ๆ ถึงได้กล้าโทรหาเราก่อนจะปรึกษากับพ่อแม่ แล้วเราก็พอรู้เหตุผลว่าทำไมเจ้าเจเขาถึงพุ่งมาที่น้องซีก่อน”
“ทำไมคะ”
“เพราะเจโตมากับน้อง เขารู้ว่าน้องแต่ละคนเป็นยังไงเข้าหายังไง น้องหนึ่งนิสัยคล้ายผู้ชายการจะบอกว่าคุยกับน้องหนึ่งนั้นยากที่ย่าหญิงจะเชื่อและต้องเสียเวลาหาเหตุผลมากมายให้ท่าน แต่น้องซีมีความเป็นผู้หญิงมากกว่า เจมันรู้ว่าวิ่งหาใครจะปลอดภัยและใครจะช่วยได้ตลอดระยะเวลาที่ต้องการ แต่มันยังไม่รู้ตัวว่าตอนนั้นคิดอะไรถึงกล้าให้สถานะนั้นกับน้อง เจเป็นเด็กฉลาดมากนะแต่ความสนิทสนมกันมากไปทำให้เขาอาจยังแยกความรู้สึกไม่ออก พี่กับไอ้โรมกับพี่รันก็คิดว่าจะดูว่าคนฉลาดอย่างมันจะรู้เมื่อไหร่” ท่านดอกเตอร์พูดยิ้ม ๆ
“รู้อะไรคะ?”
“รู้ใจตัวเอง” ดอกเตอร์ศิลาพูดยิ้ม ๆ
“เฮ้อ...ก็ตามใจพี่ศิแล้วกันค่ะ แล้วเรื่องเงินที่น้องซีเรียกกับพี่เขานี่ยังไงคะ พี่ศิต้องเรียกลูกมาปรามบ้างนะ เดี๋ยวบ้านนั้นเขาจะมองว่าเราเป็นยังไง” เมื่อเถียงไม่ได้คุณแม่ของลูกสาวก็เปลี่ยนเรื่อง
“แค่เดือนละแสนนะที่รัก มันไม่ได้มากจนครอบครัวไอ้โรมมันล้มละลายได้หรอกครับ เดี๋ยวพี่คุยกับพี่รันเอง เชื่อมั้ยล่ะดีไม่ดีพี่รันนั่นแหละจะเห็นดีเห็นงามกับเจ้าซีอีกคน ขวัญก็รู้บ้านนั้นสปอยล์เด็ก ๆ แค่ไหน” ดอกเตอร์ศิลาว่าพลางหัวเราะ
“ค่ะ งั้นขวัญไปเตรียมมื้อเที่ยงนะคะ” คุณของขวัญถอนหายใจลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป ดอกเตอร์ศิลามองตามภรรยาแล้วถอนหายใจหยิบมือถือออกมาโทรหาเพื่อนรักเพื่อพูดคุยเรื่องหลานชายและลูกสาวของพวกท่าน
..........//..........
ทางด้านเจเดน หลังจากที่ออกจากห้องทำงานของเพื่อนคุณอาด้วยความโล่งใจ ชายหนุ่มได้เดินมาที่บ้านหลังใหญ่ที่มีประตูเล็กเปิดหากันได้อีกหลัง
“พี่เจ...” เสียงใส ๆ ของน้องสาวอีกคนตะโกนลั่นบ้านทันทีที่เห็นหน้าพี่ชายที่ไม่ได้เจอกันเกือบปีพร้อมกับวิ่งมากอดอย่างดีใจ
“ไง...อยู่บ้านคนเดียวเหรอ” ชายหนุ่มทักทายพร้อมกับลูบผมเด็กสาวเบา ๆ อย่างเอ็นดู “ของฝากพี่กับไอ้ทอย”
“ขอบคุณคับ (ยกมือไหว้รับถุงแล้วยื่นให้แม่บ้านถือ) คุณพ่อกับคุณแม่ไปบ้านสวนให้พี่วนขับรถไปให้แต่หนึ่งไม่ได้ไป บ่ายนี้เราจะไปทำผมกับอาขวัญค่ะ” เด็กสาวตอบเสียงใสพร้อมกับกอดเอวชายหนุ่มเดินเข้าบ้าน ที่ตอนนี้น้องซีกำลังนั่งพับเพียบกับพื้นตั้งใจป้อนนมกระรอกตัวเล็กในห่อผ้าอย่างทะนุถนอม
“โห... แม่เลี้ยงเดี่ยว” ชายหนุ่มอุทานพลางเดินไปนั่งที่โซฟาใกล้กัน
“แม่เลี้ยงคู่ค่ะ เราเป็นแม่กัน 2 คน” ปากตอบแต่ตายังมองที่ลูกกระรอกในมือ
“พี่ช่วยมั้ย”
“เสร็จแล้ว เดี๋ยวก็จะกลับไปกินข้าวแล้ว” เด็กสาวเงยหน้าขึ้นตอบพร้อมกับวางลูกกระรอกใส่กรงแล้วมองหน้าเพื่อน “หนึ่ง เรามีอะไรจะคุยเป็นการส่วนตัวล่ะ ไปห้องหนังสือกัน” บอกเพื่อนแล้วลุกขึ้นยืนพร้อมกับดึงแขนคุณหมอหนุ่มให้ลุกขึ้นเดินตามไปด้วย
“มีอะไร?”
“พี่เจมาขอยืมชื่อซีไปบอกย่าหญิงว่าเรากำลังคุยกันอยู่ เผื่อย่าหญิงถาม” เด็กสาวพูดขึ้นหลังจากที่พากันเดินเข้ามาในห้องหนังสือของบ้าน ซึ่งบ้านนี้มีห้องหนังสือใหญ่มากเพราะดอกเตอร์มนัสพงษ์หรือคุณมาร์คเป็นอาจารย์พิเศษสอนที่มหาวิทยาลัยชื่อดัง เป็นคนชอบอ่านและสะสมหนังสือมากเลยปลูกฝังให้ลูก ๆ รักการอ่านไปด้วย
“ย่าหญิงจะเชื่อเหรอ” น้องน้ำหนึ่งนั่งลงข้างเพื่อนถามอย่างตื่นเต้น
“นั่นดิย่าหญิงจะเชื่อหรือวะ” เด็กสาวทวนคำถามเพื่อนพลางมองหน้าพี่ชายคนรองของกลุ่ม
“เฮ่ย! ก็ต้องเชื่อบ้างแหละ เราโตมาด้วยกันมั้ยวะ ก็คุยกันมาตลอดเดี๋ยวพี่จะคุยเรื่องนี้กับคุณพ่อคุณแม่ อา ๆ จะได้ช่วยยืนยันให้ด้วย” ชายหนุ่มพลางมองหน้า 2 น้องสลับกัน
“แต่พี่เจบอกว่าจะบอกย่าหญิงไปก่อนว่ามีคนคุยแล้วแค่นั้นก็คงไม่อะไรหรอก” น้องซีพูดขึ้น
“ว่าได้เหรอ ถ้าบอกว่ามีคนคุยแล้วย่าหญิงต้องถามชื่อชัวร์...
เออ...ย่าหญิงถามชัวร์เนอะหนึ่งเนอะ ^_^
