ตอนที่1/2 บอดี้การ์ด
หญิงสาวคำนวณยอดสุทธิในใจเงียบๆ หกเดือนรวมกันเป็นเงินสิบสองล้าน ค่าตอบแทนมหาศาลเช่นนี้แถมความเสี่ยงยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ได้มากมายเกินไป ปฏิเสธโลเลคงไม่ต้องเป็นมันแล้วล่ะแฟนคลับตัวยง
เพื่อไม่ให้ตนดูเหมือนคนที่เห็นแก่เงินตรา จูลี่ตกลงช่วยเหลือเทพธิดาของตัวเอง ทว่าบ่ายเบี่ยงไม่ขอรับค่าแรงสูงลิ่วเหล่านั้น เธอขอแค่ค่าใช้จ่ายระหว่างอยู่ที่นั่นบ้างก็พอ ยังเป็นแค่นักศึกษาหา ไม่รบกวนเลยสักกระผีกริ้นเดียวคงไม่ใช่
ซึ่งจางจิ่นยี่คัดค้าน เงินสองล้านในแต่ละเดือนถือว่าเป็นส่วนตอบแทนที่จูลี่เสียสละเวลา ยังจะมอบบัตรเครดิตแยกอีกต่างหากเพื่อใช้จ่ายให้สมจริง
จางจิ่นยี่ที่ทุกคนรู้จักมีภาพลักษณ์ฟุ่มเฟือยสไตล์คุณหนูบ้านรวย แต่งตัวแต่งหน้าอินเทรนด์ตามกระแส ช็อปปิ้งทีสองล้านยังน้อยไปด้วยซ้ำ ในเมื่อจะทำแล้วก็ต้องเล่นให้สมบทบาท
ทั้งคู่หารือถกประเด็นสำคัญกัน บ่มเพาะเรียนรู้การเป็นจางจิ่นยี่ครบหนึ่งเดือน จูลี่ก็ได้บอกมารดาว่าจะไปทำงานที่ต่างประเทศ อยากดรอปเรียนเอาไว้ก่อนปีหนึ่งและออกเดินทางเลยเมื่อสิ้นเดือนมาถึง
สำหรับแฟนพันธุ์แท้ไม่ใช่เรื่องยากที่จะจดจำข้อมูลของศิลปินคนโปรดขึ้นใจ จูลี่กระจ่างแจ้งว่าไอดอลของตัวเองชอบหรือไม่ชอบกินอะไร คำพูดติดปากและท่าทางที่มักจะทำเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ต่างๆ ล้วนฝังในสมองประหนึ่งได้พบเจอประสบการณ์นั้นด้วยตัวเอง ค้นความทรงจำออกมาง่ายดายกว่าบทเรียนที่อาจารย์สอนเป็นร้อยชั่วโมงเสียอีก
ที่น่ากังวลชวนให้ประหม่าคือวิธีเป็นคุณหนูบ้านรวยผู้แหวกขนบต่างหาก พอได้ย้อนคิดและทบทวน จึงทราบว่านิสัยจางจิ่นยี่ไม่ได้เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ เธอค่อนข้างร้อนแรงไม่แคร์สื่อจนเป็นประเด็นสังคมอยู่พอสมควร การแต่งตัวที่วาบหวิวเกินไปบางครั้ง การใช้เงินอู่ฟู่ไม่สนคำวิจารณ์
จูลี่ไม่ใช่คนชอบแต่งตัวเซ็กซี่ ไม่เคยเป็นคุณหนู สถานะทางบ้านพอมีพอกิน จู่ๆ ต้องมาสวมบทบาทคาบช้อนเงินช้อนทอง นี่จึงสร้างความหนักใจให้เธอ กลัวจะความแตกตั้งแต่วันแรก
ประเทศจีนแดนมังกร ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ อากาศไม่ร้อนไม่หนาว อบอุ่นกำลังดี อาคารผู้โดยสารขาเข้าเนืองแน่นไปด้วยผู้คน นักท่องเที่ยวหลากหลายสัญชาติเดินทางมาเยือนถิ่นประวัติศาสตร์ห้าพันปีกันคลาคล่ำ จางจิ่นยี่แจ้งคนที่บ้านล่วงหน้าแล้วว่าก่อนกลับประเทศจีนจะแวะเที่ยวเล่นที่ประเทศไทย จูลี่เลยไม่ต้องยุ่งยากสลับสับเปลี่ยนให้วุ่นวาย
เดินเข้ามาด้านใน ระหว่างใช้เบอร์ใหม่โทรหาคนมารับพลันเหลือบไปเห็นว่าบริเวณทางออกจากเกทประตู มีหญิงสาวปิดหน้าปิดตากลุ่มใหญ่มาชูป้ายเป็นภาษาจีนรอใครบางคนอยู่ จูลี่เรียนมาพอสมควร แค่แวบเดียวก็อ่านออกทันที
“ยังมีหน้ากลับมาอีกเหรอ คนสารเลวหน้าด้าน ผู้หญิงไร้ยางอาย” จูลี่อ่านออกเสียงเบาๆ
เธอผ่านประตูทางเข้ามาไม่เห็นป้าย แสดงว่าคงพึ่งเอามาชูด่าคน อีกเดี๋ยวเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็น่าจะมาเคลียร์สถานการณ์ ไม่รู้เป็นศิลปินดวงตกคนไหนถึงมีเหล่าหญิงสาวตามราวีได้โหดถึงลูกถึงคนเช่นนี้ จูลี่อ่านป้ายอีกป้ายหนึ่งข้างกัน พลันหน้าเหวอ!!!
“จางจิ่นยี่คนหน้าด้าน ไสหัวออกไปจากวงการซะ” ในมุมนี้เห็นแม้กระทั่งไข่ไก่ในมือพวกเธอด้วย
จางจิ่นยี่ประกาศจะกลับประเทศ ไม่คาดว่าจะยังมีคนแอนตี้เธอได้มากขนาดนี้เหลืออยู่
หลังจากหญิงสาวทั้งกลุ่มชูป้ายด่าทอครบ พวกแฟนๆ ของไอดอลสาวก็เข้าไปปะทะคารมด้วยทันที ต่างฝ่ายต่างสาดสงครามน้ำลายคับสนามบิน จูลี่ถึงกับต้องกระชับแว่นกันแดดให้มั่นคง เอาใจช่วยเหล่าแฟนๆ ปากแซ่บที่สู้ตายอยู่ตรงหน้า
เพียงไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่มาเคลียร์ตามคาด ถ้าไม่ติดว่าต้องคำนึงถึงผลกระทบจากการปรากฏตัว จูลี่คงกระโดดเข้าไปร่วมวง จับมือกับบรรดาพี่น้องจิงหลินสาดน้ำลายใส่พวกชอบแอนตี้ชาวบ้านเพราะอิจฉาจนเปียกโชกแล้ว
เวลานี้ได้มีสายโทรศัพท์ติดต่อเข้ามา เป็นหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยที่จะมารับเธอนั่นเอง จูลี่ไม่ให้พวกเขาป้วนเปี้ยนบริเวณทางออกประตูเพราะเหตุการณ์เมื่อสักครู่ ให้พวกเขารอที่ทางออกอีกทางซึ่งอยู่ไกลออกไปหน่อย
เธอยังไม่พร้อมที่จะสวมวิญญาณจางจิ่นยี่ตั้งแต่วินาทีแรกที่มาถึงประเทศจีน ไม่อยากหลอกลวงแฟนคลับที่มาตั้งตารอ แถมมีนักข่าวดักถ่ายรูป สำคัญคือกลัวจะโดนแอนตี้พุ่งเข้ากัดคอ คนพวกนี้ชิงชังจนเป็นบ้า มีแต่จะสร้างความวุ่นวาย
หญิงสาวลากกระเป๋าเดินทางตรงไปยังจุดนัดพบ ผ่านแฟนคลับและกลุ่มแอนตี้ที่ยังแฝงตัวสืบเสาะตามหาจางจิ่นยี่ เมื่อพบกับชายชุดสูดสีดำสิบคนก็ตรงไปยังพวกเขา หนึ่งในนั้นแต่งกายด้วยชุดสูทสีดำที่แตกต่างออกไป น่าจะเป็นหัวหน้าทีมบอดี้การ์ด จูลี่ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งโดนคนทั้งกลุ่มมอง พลันเกิดความคิดอยากหันหลังกลับ หรือไม่ก็วิ่งหนีให้รู้แล้วรู้รอด
แค่มารับคนจำเป็นจะต้องเคร่งขรึมวางท่าชวนให้เข่าอ่อนขนาดนี้ไหม?
“หนีห่าว”
พึ่งจะอ้าปากทักทายก็ถูกท่อนแขนหนาใหญ่กางพรึบ คนสิบคนสวมแว่นดำทั้งหมด หน้าตาน่ากลัวอย่างกับอาชญากรมองระวังจูลี่ราวกับเห็นเธอเป็นตัวอันตรายยิ่งยวด
จูลี่ “…”
“คือ…คือพวกคุณมารับฉันไม่ใช่เหรอ ถึงหน้าตาจะเปลี่ยนไป แต่คนยังคนเดิมนะ”
ตั้งแต่อุบัติเหตุเมื่อสามปีก่อนก็มีข่าวออกมาแล้วว่าจางจิ่นยี่ต้องเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมใบหน้า ส่วนสูงของเธอกับจิ่นยี่ไล่เลี่ยกัน อายุไม่น่าจะเกี่ยว แม้อ่อนกว่าสามปีก็ไม่น่าจับได้ ตรงกลางวงผู้ชายที่แต่งตัวไม่เหมือนใครวางสายโทรศัพท์จากนั้นมองผ่านแว่นกันแดดสีดำมาทางจูลี่ เขาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก
“หลีกทาง” บอดี้การ์ดทั้งกลุ่มพลันถอยออกราวกับหุ่นยนต์ เปิดทางโล่งให้จูลี่สะดวกเดินเข้าไป
หญิงสาวลากกระเป๋าเกิดเสียงล้อเลื่อน พอมาหยุดอยู่ใกล้ก็เอ่ยเสียงค่อย “เอ่อ เรากลับบ้านกันเถอะ”
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเค้าโครงสูงชะลูดโดดเด่นเอียงคอ ก่อนจะก้มลงมาถาม “อยากกลับบ้านกับฉัน?”
เธอประหม่าจนสีหน้าไม่เป็นธรรมชาติ บุคลิกคุณหนูที่อุตส่าห์ซ้อมมาผิดแผนไปหมด เพียงแค่เจอกับหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยหนุ่มหล่อ สติก็กระเจิดกระเจิงคืนร่างลูกแมวน้อยพึ่งลืมตาดูโลก อย่างที่เคยเป็นกลิ่นอายรอบตัวเขาห่างไกลจากคำว่าธรรมดา ไม่เหมือนผู้ชายที่เธอเคยเจอมาเลยสักครั้งทั้งชีวิตนี้
จูลี่ไม่กล้าเงยหน้า เกรงจะถูกจับได้ พอพวกเขาเริ่มพาเธอเดินออกไปนอกอาคาร คนต่างบ้านต่างเมืองก็ตามไปเงียบๆ ไม่พูดไม่ถามจนกระทั่งเข้าไปนั่งในรถยนต์คันหรูกับชายหนุ่ม ซึ่งมาจอดรอรับกว่าสี่คันเลยทีเดียว เธอได้แต่อุทานในใจว่ารวยมาก แค่มารับคนแค่นี้อลังการเกินไปแล้ว เป็นคุณหนูหรือเจ้าหญิงกันแน่
“ไปสำนักงานเขต พรุ่งนี้ฉันต้องเอาทะเบียนสมรสไปให้คุณปู่ดู” ชายหนุ่มที่นั่งเงียบมาตลอดสั่งการกับคนขับ
จูลี่ “…” อะไรกันนะบทสนทนาแปลกๆ แบบนี้
ทะเบียนสมรส สำนักงานเขต รู้ว่าไม่ได้สนิทกันไม่จำเป็นต้องถามไถ่สารทุกข์สุข แต่เขาเป็นบอดี้การ์ดไฉนไม่ยอมไปส่งเธอที่บ้านก่อน แบบนี้มันชักจะไม่ค่อยถูกต้องหรือเปล่า
