ตอนที่ 9 การกำจัดตัวปัญหาเช่นเจ้าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด!
ปลายยามเซิน
แสงตะวันในช่วงยามเย็นสาดส่องเข้ามาในห้องทางหน้าต่าง สะท้อนเงาของโจวเฟิงที่ยังคงนั่งอ่านตำราอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน แต่เดิมหอตำราก็เงียบสงบอยู่แล้ว ครานี้เหลือเพียงชายหนุ่มที่ยังคงนั่งอยู่ที่นี่ผู้เดียว คำถามที่อยู่ในหัวไม่อาจกระจ่างได้เพียงวันเดียว ก็เหมือนกับความสงสัยในตัวตนที่มีมาตลอดในช่วงชีวิตที่ผ่านมา เงาสะท้อนบนพื้นราบ จู่ๆกลับมีอีกเงาที่เพิ่งเดินเข้ามาหยุดลงที่หน้าชายหนุ่ม พร้อมกับแสงในตะเกียงที่จุดขึ้น โจวเฟิงเงยหน้ามองผู้มาใหม่
"ขอบใจ"
โจวเฟิงเอ่ยเพียงสั้นๆ ก่อนจะก้มหน้าอ่านตำราที่ตอนนี้มีเพิ่มมาหลายเล่มจนเต็มโต๊ะ แต่ผ่านไปชั่วครู่แล้วคนที่มาใหม่ยังคงยืนอยู่กับที่ไม่ขยับกายไปไหน จนชายหนุ่มต้องเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง
"ชุนเย่บอกว่าเจ้าตามหาข้างั้นหรือ"
อวี๋หมิงหลังได้ยินเช่นนั้นก็นั่งลงที่เบาะรองนั่งตรงข้ามชายหนุ่มทันที ทำเอาโจวเฟิงแปลกใจเพราะนี่นับเป็นไม่กี่ครั้งที่เขาเข้าหาผู้อื่น และผู้นั้นกลับเป็นตนถึงสองครั้ง
"เมื่อคืนเกิดเรื่องอันใดขึ้นงั้นหรือ"
อวี๋หมิงเอ่ยเข้าเรื่องทันที ตั้งแต่เมื่อคืนจนตลอดทั้งวันของวันนี้มันติดอยู่ในใจของเขามาโดยตลอด ร่างกายของเขาไม่เคยดีขึ้นมาโดยตลอด แม้แต่การรักษาก็ไม่อาจทำให้ดีขึ้น เด็กหนุ่มผู้นี้ทำอันใดบ้างตอนที่เขาสลบไปถึงอาการดีขึ้นมากขนาดนี้
"ข้าจะทำอันใดได้ ข้ามีพลังวิญญาณเสียที่ไหน ทุกคนในสำนักก็รู้กันหมด "
โจวเฟิงเอ่ยตอบพลางยิ้มแห้ง เหมือนเรื่องทั้งหมดเป็นสิ่งที่อวี๋หมิงคิดไปเองเท่านั้น แต่ใบหน้าของเขากลับจริงจังและไม่ขำด้วย ทำเอาชายหนุ่มต้องหุบยิ้มทันทีอย่างไม่รู้จะทำหน้าเช่นไร
"โถ่ว~ ข้าพูดจริงๆ เมื่อคืนข้าก็แค่ทำแผลให้เจ้าก็เท่านั้น ตื่นมาเจ้าก็น่าจะรู้ได้เองมิใช่หรือ"
"ทำแผล....."
"ใช่ๆ แค่ทำแผลให้เจ้าเท่านั้น"
"แค่ทำแผลแล้วเหตุใดต้องตีข้าให้สลบกัน อีกอย่างยามลาดตระเวนเมื่อคืนบอกว่าเห็นแสงสว่างสีแดงจากห้องข้า"
"นั้นมันแสงจากตัวเจ้า.."
"เจ้า!"
โจวเฟิงยังเอ่ยไม่ทันจบก็ต้องยกมือปิดปากตนเองทันที เมื่อเผลอหลุดปากถึงความลับของเขาออกมา ครานี้จะบอกว่าไม่รู้ก็คงไม่ได้เสียแล้ว สีหน้าที่เต็มไปด้วยความโมโหของอวี๋หมิงทำเอาชายหนุ่มยิ้มแห้งยกมือเกาท้ายทอย เนื่องด้วยถูกจับได้ว่าตนโกหก ก่อนจะรีบปิดตำราในมือเตรียมหาวิธีเผ่นหนี แต่ดวงตาคมกลับเห็นชื่อตำราที่ชายหนุ่มอ่านเสียก่อน
"ในเมื่อเจ้ารู้ความลับของข้าทั้งหมดแล้ว เช่นนั้นก็ไม่มีอันใดต้องปิดบัง นอกจากฆ่าเจ้าทิ้งซะ"
สิ้นคำพูดของอวี๋หมิง ชายหนุ่มเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เพราะคำพูดเมื่อสักครู่มิคิดว่าจะได้ยินจากปากของอวี๋หมิงเลยด้วยซ้ำ สีหน้าและท่าทียามที่เอ่ยว่าจะฆ่าตนนั้นดูจริงจังพร้อมที่ลงมืออย่างที่พูด
"จะจะเจ้า เจ้าเอ่ยเรื่องบ้าอันใดกัน"
โจวเฟิงยกมือกอดตนเองแสดงใบหน้าหวาดกลัว อวี๋หมิงที่พลังวิญญาณระดับนี้ หากจะลงมือกับตนที่ไม่มีพลังวิญญาณก็ง่ายนิดเดียว
"ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นเมื่อยี่สิบเอ็ดปีที่แล้ว ความลับเรื่องนี้ก็ถูกปิดตายมาโดยตลอดถือเป็นความลับสำคัญของสำนักกระบี่เซียนเลยก็ว่าได้ มีเพียงแค่คนในครอบครัวของข้าและสหายเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ และไม่อนุญาตให้ผู้ใดได้ล่วงรู้มัน เพื่อป้องกันผลเสียที่ตามมา การกำจัดตัวปัญหาเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด!"
"........"
คำพูดของอวี๋หมิงทำเอาชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ พลางขยับกายถอยหลังออกไปเรื่อย แต่อวี๋หมิงกลับลุกเดินเข้ามาหาตน เข้ามาประชิดตัวและใช้พลังวิญญาณควบคุมไม่ให้ชายหนุ่มขยับหนีไปได้
“แต่ถ้าหากเจ้าเล่าให้ข้าฟังว่าเรื่องเมื่อคืนเกิดอันใดขึ้น ข้าอาจพิจารณาปล่อยเจ้าไป เจ้าอย่าลืมว่าเรื่องนี้อาจปล่อยผ่านไปได้เมื่อมีเพียงข้าที่รู้ แต่หากเป็นท่านพ่อข้าแล้ว ชีวิตต่อจากนี้ของเจ้าก็ยากที่จะรักษาเอาไว้ได้แล้ว”
เมื่อหนาของอวี๋หมิงกระชากที่คอเสื้อของชายหนุ่มมาใกล้ยามที่เขาขยับหนี และเบี่ยงหน้าไม่กล้าสบตา ไอพลังวิญญาณที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้น ทำเอาโจวเฟิงแทบหายใจไม่ออก
“บะบะบอก….ข้ายอมบอกแล้ว”
ก่อนที่ตนเองจะสิ้นลมหายใจจาการถูกพลังวิญญาณกดดัน เขายอมเล่าเรื่องให้ฟังเสียยังดีกว่า เมื่อเห็นท่าทีหวาดกลัวและยอมจำนนของโจวเฟิงแล้ว อวี๋หมิงจึงยอมปล่อยให้ชายหนุ่มเป็นอิสระ หลังเป็นอิสระโจวเฟิงถึงขึ้นยกมือทาบหน้าอกตนเองถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ราวกับว่าเมื่อสักครู่ตนหมดลมหายใจไปแล้วเสียอีก
