ตอนที่ 6 การกลับมาของนางพญา
ตอนที่ 6 การกลับมาของนางพญา
แสงอรุณพึ่งจะจับขอบฟ้าถูไถไปตามแนวกำแพงเมืองหลวงที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เสียงแตรเขาสัตว์จากป้อมยามดังกังวานบอกสัญญาณเปิดประตูเมืองขนาดยักษ์ ท่ามกลางฝูงชนและเกวียนสินค้าที่ต่อแถวยาวเหยียดปานมังกรหิน มีขบวนรถม้ากลุ่มหนึ่งที่ทำให้สายตาทุกคู่ต้องหยุดชะงัก มันไม่ใช่ขบวนรถม้าของขุนนางผู้ใหญ่ที่มีตราตั้งประดับทอง แต่เป็นรถม้าไม้จันทน์หอมสลักลายดอกเหมยเรียบง่ายทว่าประณีตถึงขีดสุด ตัวรถปูด้วยผ้าไหมสีนิลขลิบทองคำแท้ และที่สะดุดตาที่สุดคือม้าพันธุ์ดีจากตะวันตกสีขาวปลอดสี่ตัวที่ก้าวเท้าอย่างสง่างามนำขบวน
ภายในรถม้าที่บุด้วยขนจิ้งจอกนุ่มละเอียด กู้เหยียน นั่งนิ่งประดุจรูปสลัก ใบหน้าที่เคยเปื้อนดินโคลนเมื่อห้าปีก่อน บัดนี้ถูกประทินด้วยผงมุกและน้ำมันดอกกุหลาบจนนวลเนียนประดุจหยกขาว แววตาของนางสงบนิ่งล้ำลึกราวกับบ่อน้ำที่ไม่มีก้นบึ้ง มือเรียวบางลูบคลึงถ้วยชาเคลือบกระเบื้องกังไสในมืออย่างใจเย็น ลมหายใจของนางเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทว่าในอกกลับเต็มไปด้วยเสียงสะท้อนของความทรงจำในวันที่นางต้องคลานออกจากเมืองนี้ไปในฐานะนักโทษประหาร
"นายหญิง... ดูเหมือนจะมีปัญหาที่ประตูเมืองเจ้าค่ะ"
เสียงของสาวใช้คนใหม่ที่นางฝึกฝนมากับมือ ชิงเหอ ดังขึ้นที่ข้างหน้าต่าง
กู้เหยียนเลิกม่านไหมขึ้นเล็กน้อย ภาพเบื้องหน้าคือรถม้าของขุนนางผู้หนึ่งที่จงใจขับมาเบียดแทรกขบวนของนางอย่างยโส ทหารคนสนิทของขุนนางผู้นั้นตวาดลั่น
"หลีกไป! นี่คือขบวนของใต้เท้าถังแห่งกรมธรรมการ พ่อค้าจากแดนใต้อย่างพวกเจ้ากล้าดีอย่างไรมาขวางทางผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่!"
กู้เหยียนแสยะยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ใต้เท้าถัง... หนึ่งในสุนัขรับใช้ที่เคยประจบประแจงเสนาบดีหลี่กวน และเป็นคนเดียวกับที่เคยยื่นฎีกาเท็จร่วมด่าทอบิดาของนางว่าเป้นกบฏ
"ชิงเหอ... นำ น้ำใจ ไปมอบให้ใต้เท้าถังเสียหน่อย" กู้เหยียนเอ่ยเสียงเรียบ
"บอกเขาว่า ขบวนของข้าบรรทุกแก้วแหวนเงินทองมาเต็มคันรถ หากม้าของเขาสะดุดหรือรถม้าของเขาเสียหายแม้แต่รอยขีดข่วน ข้าเกรงว่าเบี้ยหวัดทั้งปีของกรมธรรมการอาจจะไม่พอชดใช้ค่าซ่อมแซมล้อรถม้าของข้า"
ชิงเหอรับคำสั่ง นางลงจากรถม้าพร้อมกับกล่องไม้ใบเล็ก เมื่อเปิดออก กลิ่นหอมของทองคำแท่งใหม่เอี่ยมก็กระแทกตาเหล่าทหารยาม ชิงเหอยื่นทองคำห้าตำลึงให้หัวหน้าทหารยามประตูเมืองต่อหน้าใต้เท้าถัง
"นายหญิงของข้าเร่งรีบเข้าเมืองเพื่อไปดูแลกิจการน้ำชาและเครื่องเทศ หากใต้เท้าถังอยากจะใช้ทางก่อน ก็เชิญท่านใช้ทางอ้อมด้านหลังเถิด นี่คือค่าเสียเวลาสำหรับทหารของท่าน"
ขุนนางถังที่โผล่หน้าออกมาจากรถม้าถึงกับสำลักความโลภ เขามองทองคำสลับกับขบวนรถม้าที่ดูมั่งคั่งมหาศาล ความเย่อหยิ่งถูกแทนที่ด้วยความสงสัยและความเกรงใจ
"นางเป็นใครกัน? พ่อค้าแดนใต้คนไหนที่มีทองเหลือใช้ปานนี้?"
"นามของนายหญิงข้าคือ กู้เหยียน แห่งหอการค้าเหมยฮวาเจ้าค่ะ" ชิงเหอตอบด้วยรอยยิ้มแฝงเข็มพิษ
ขบวนรถม้าของกู้เหยียนเคลื่อนผ่านประตูเมืองหลวงไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้ขุนนางถังยืนงงอยู่ท่ามกลางฝุ่นละออง ข่าวเรื่องเศรษฐีนีแดนใต้ผู้ใช้ทองฟาดหัวขุนนาง กระจายไปทั่วเมืองภายในเวลาไม่ถึงชั่วยาม นี่คือหมากตัวแรกที่กู้เหยียนเดิน... นางไม่ได้ต้องการความเป็นมิตร แต่นางต้องการความเด่น เพื่อล่อให้ปลาที่หิวเงินมาติดกับ
คฤหาสน์เหมยฮวาที่ตั้งอยู่ใจกลางย่านที่ดินแพงที่สุดของเมืองหลวงถูกซื้อและปรับปรุงใหม่ภายในไม่กี่วัน กู้เหยียนสั่งให้จัดงานเลี้ยงน้ำชาต้อนรับการกลับมา (การมาเยือนครั้งแรกในสายตาคนอื่น) นางจงใจส่งเทียบเชิญไปยังเฉพาะกลุ่มพ่อค้าใหญ่และเจ้าของโรงรับจำนำเท่านั้น ทว่านางกลับสั่งให้คนใช้ประดับประดาคฤหาสน์ด้วยโคมไฟล้ำค่าและกลิ่นหอมของกฤษณาที่ลอยไปไกลถึงถนนขุนนาง
"นายหญิง เหตุใดไม่เชิญขุนนางใหญ่ๆ ไปเลยล่ะเจ้าคะ?" ชิงเหอถามขณะจัดแต่งทรงผมให้นายหญิง
"ปลาที่หิวโหย มักจะกระโดดงับเหยื่อที่ดูเหมือนจะหลุดลอยไป"
กู้เหยียนมองกระจกเงา เห็นเงาของสตรีที่ดูสูงศักดิ์จนน่ากลัว
"หากข้าเชิญพวกเขา พวกเขาจะวางท่าทางข่มเหงเรา แต่หากข้าไม่เชิญ และทำให้เห็นว่าข้ามีเงินทองมากมายที่พวกเขาเข้าไม่ถึง พวกเขาจะกระวนกระวายใจจนต้องหาทางเสนอตัว มาหาข้าเอง"
และเป็นไปตามคาด ในวันงานเลี้ยง บรรดาพ่อค้าต่างพูดถึงความมั่งคั่งของกู้เหยียนกันอย่างเซ็งแซ่ ข่าวเรื่องแจกันสมัยราชวงศ์ก่อนที่วางเรียงรายอยู่ในโถงทางเดิน หรือผ้าม่านปักดิ้นทองคำแท้ลามไปถึงหูของเหล่าขุนนางที่กำลังถังแตกจากการคอร์รัปชัน ภายในห้องลับบนชั้นสองของคฤหาสน์ กู้เหยียนนั่งอยู่หน้าแผนผังเมืองหลวงฉบับละเอียด
นางหยิบหมุดไม้สีดำขึ้นมาหนึ่งชิ้น แล้วปักลงบนตำแหน่งจวนเสนาบดีหลี่ แววตาของนางวาวโรจน์ด้วยความแค้นที่สั่งสมมานาน
"หลี่กวน... ท่านชอบอำนาจ แต่ท่านรักเงินยิ่งกว่าสิ่งใด ข้าจะใช้เงินที่ท่านรักนั่นแหละ สร้างกรงขังให้ท่าน"
นางหยิบแผนผังอีกฉบับขึ้นมา มันคือผังเครือข่ายขุนนางที่เป็นสมุนของหลี่กวน นางเริ่มลากเส้นเชื่อมโยงแต่ละคนเข้าหากันด้วยข้อมูลข่าวกรองที่สายสืบขอทานส่งมาให้ตลอดห้าปี ขุนนางถังแห่งกรมธรรมการ ขุนนางกวงแห่งกรมคลัง ขุนนางเฉินแห่งกรมโยธา ทุกคนมีจุดอ่อนเดียวกันคือหนี้สิน และความโลภ
ในยามดึกสงัด ขณะที่เสียงเพลงจากงานเลี้ยงด้านล่างยังคงดังคลอ กู้เหยียนเดินไปยังหน้าต่างห้องทำงาน นางมองออกไปในความมืด เห็นยอดหอคอยของพระราชวังหลวงที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ ที่นั่นคือที่ที่พ่อของนางเคยยืนอย่างทรนง และที่นั่นคือที่ที่นางจะกลับไปล้างมลทินให้ตระกูลเสิ่น
"ท่านพ่อ... ชุ่ยเอ๋อร์... กระดานหมากนี้เริ่มเดินแล้ว และข้าจะไม่หยุดจนกว่าหมากทุกตัวของพวกมันจะถูกกวาดทิ้งลงจากกระดาน"
นางกำหยกครึ่งซีกไว้แน่น ความเย็นของหยกเตือนให้นางรู้ว่าห้ามใจอ่อนเด็ดขาด รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของนางช่างสวยงามทว่าดูอำมหิตดุจปีศาจใต้แสงจันทร์ การกลับมาครั้งนี้คือนางพญาผู้จะมาทวงคืนหนี้เลือด และเมืองหลวงแห่งนี้จะไม่มีวันสงบสุขอีกต่อไปตราบเท่าที่หนี้แค้นยังไม่ได้รับการชำระด้วยชีวิต
กู้เหยียนหันกลับมาที่โต๊ะทำงาน นางหยิบรายการบัญชีเงินกู้ลับที่นางแอบทำสัญญาไว้กับสมุนของหลี่กวนผ่านตัวแทนแดนใต้ขึ้นมาดู
"รายแรก... ใต้เท้าถัง ข้าจะเริ่มที่ท่านก่อนก็แล้วกัน"
แสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของนางให้ดูยาวเหยียดบนผนังห้อง ทาบไปบนแผนผังเมืองหลวงราวกับแมงมุมยักษ์ที่กำลังโอบรัดเหยื่อไว้ในอุ้งมือ สงครามที่ใช้เงินตราเป็นอาวุธและใช้สติปัญญาเป็นโล่ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว และกู้เหยียนก็พร้อมที่จะเผาผลาญทุกอย่างที่ขวางทางนางให้วอดวายดั่งวสันตฤดูที่สลายไปในกองเพลิง
