บท
ตั้งค่า

บทที่ 7 ติดค้างบุญคุณ

เสียงหัวเราะของซูหลีหลี่ทำให้ทั้งเหอจงและเหอเจวี๋ยต่างก็พากันคาดเดาได้ในทันทีว่าความสัมพันธ์ฉันพ่อลูกของซูหลีหลี่และซูหย่งเหอไม่ค่อยจะดีเท่าใดนัก

“ข้าออกมานานแล้วหากไม่รีบกลับสาวใช้ที่คอยรับหน้าให้ข้าที่จวนคงจะร้อนรนแย่แล้ว ดังนั้นข้าจึงต้องขอตัวก่อน หวังว่าวันหน้าเมื่อได้พบกันอีกท่านลุงเหอและท่านอาเหอคงจะสามารถหาคนที่คิดร้ายกับพวกท่านได้ในเร็ววัน” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยเช่นนี้ทั้งเหอเจวี๋ยและเหอจงต่างก็ยิ้มออกมา โดยเฉพาะเหอจงเขาไม่คิดว่าคุณหนูใหญ่ในจวนขุนนางอย่างซูหลีหลี่จะลดตัวลงมาเอ่ยเรียกเขาว่าท่านอาเช่นนี้ทำให้เขาอดรู้สึกดีกับนางมากยิ่งขึ้นไม่ได้

“ข้าเองก็หวังว่าวันหน้าเมื่อได้พบกันเจ้าจะไม่มีเรื่องร้อนใจใดๆ จนต้องออกปากขอความช่วยเหลือจากพวกข้า” เมื่อเหอเจวี๋ยเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็ยิ้มออกมา

ซูหลีหลี่รู้อยู่แล้วว่าเหอเจวี๋ยผู้นี้เป็นคนหลักแหลมอย่างหาตัวจับได้ยาก หากไม่ใช่เพราะพิษของหนอนกู่ที่ยังตกค้างอยู่เขาย่อมจะเป็นคนที่แค่เพียงนางเอ่ยออกมาไม่กี่ประโยคเขาก็สามารถคาดเดาความต้องการของนางได้แล้ว ส่วนเหอจงแม้ว่าจะเป็นคนหลักแหลมเช่นเดียวกันแต่ก็ยังต้องใช้เวลาลับคมอีกหลายปี

ชาติที่แล้วสองคนนี้คือแกนนำสำคัญที่ช่วยให้ฮั่วจิ่นหรงได้เป็นใหญ่ หากจะพูดตามตรงที่สาเหตุพวกเขาช่วยฮั่วจิ่นหรงล้วนเป็นเพราะนาง และจุดจบของพวกเขาก็ล้วนเป็นเพราะนางเช่นเดียวกัน หากไม่ใช่เพราะนางพวกเขาก็ไม่มีทางช่วยเหลือฮั่วจิ่นหรง แล้วฮั่วจิ่นหรงก็คงไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะย้อนกลับไปตลบหลังทำร้ายพวกเขาอย่างเช่นที่ฮั่วจิ่นหรงเคยบอกกับนางในชาติที่แล้ว

“เจ้าคงจะไม่รู้กระมังว่ายามนี้อดีตแม่ทัพนายกองที่เชื่อฟังคำสั่งของเจ้าถูกข้ากำจัดทิ้งไปหมดแล้ว” คำพูดประโยคนี้ของฮั่วจิ่นหรงในชาติที่แล้วยังคงตามมาหลอกหลอนนางถึงในชาตินี้ ไม่ใช่แค่เพียงความเจ็บช้ำที่ถูกฮั่วจิ่นหรงหักหลังแต่นางยังรู้สึกช้ำใจที่เป็นสาเหตุให้คนเหล่านี้ต้องตาย ดังนั้นชาตินี้หากมีสิ่งใดที่นางสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้นางย่อมไม่รีรอที่ออกหน้ามาช่วยเหลือ

เพียงแต่เหอเจวี๋ยและเหอจงเป็นคนที่มีความระมัดระวังตัวมากพอสมควร หากอยู่ๆ นางชี้ชัดว่าอนุคนใหม่ของเหอเจวี๋ยคือคนวางพิษหนอนกู่เข้าตัวเขา ทั้งเหอเจวี๋ยและเหอจงจะไม่เชื่อและจะต้องคิดว่านางตั้งใจเข้าหาพวกเขาเพราะมีจุดประสงค์เป็นแน่ นางจึงแค่เพียงเอ่ยถึงวิธีจับตัวคนร้ายอย่างคร่าวๆ เท่านั้น ด้วยความเฉลียวฉลาดของคนทั้งสองนางเชื่อว่าอีกไม่นานเหอเจวี๋ยและเหอจงก็คงจะต้องหาตัวคนร้ายที่แฝงกายอยู่ในจวนได้แน่

เมื่อเอ่ยปากอำลากันเรียบร้อยแล้วซูหลีหลี่จึงได้พาสาวใช้ของตนเองเดินทางกลับจวน แน่นอนว่าก่อนจะกลับสายตาของนางก็เฝ้าวนเวียนหาซูฉางเยว่อีกครั้ง ยามนี้ในใจของนางก็ได้แต่คิดว่าเป็นเพราะนางและซูหลีเซียงย้อนกลับมาเรื่องราวบางอย่างจึงได้เปลี่ยนไป นางก็ได้แต่หวังว่าซูฉางเยว่จะได้ใช้ชีวิตอยู่กับบิดาและมารดาแท้ๆ ของเขาอย่างเป็นสุข การที่เขาไม่ได้รับบาดเจ็บและไม่ได้พบกับนางดังเช่นในชาติที่แล้วอาจจะถือว่าเป็นเรื่องดีของเขาก็ได้ อย่างน้อยเขาก็จะได้ไม่ต้องเติบใหญ่ท่ามกลางสนามรบอาบกลิ่นอายโลหิตตั้งแต่ยังเด็กเฉกเช่นในชาติที่แล้ว เมื่อคิดได้เช่นนั้นซูหลีหลี่จึงได้มีรอยยิ้มออกมา นางไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มของนางที่โผล่พ้นหมวกผ้าที่ใช้ปิดบังใบหน้าทำให้คนที่อยู่บนชั้นสองของโรงน้ำชาพลันมีสายตาที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

“นางคือซูหลีหลี่” เมื่อเสียนอ๋องเอ่ยเช่นนี้คนของเขาก็พลันส่งเสียงถามในทันที

“คนไหนหรือพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง”

“สตรีที่สวมใส่ชุดสาวใช้ของสกุลซู คนที่ตัวสูงที่สุด บอบบางที่สุดและมีรอยยิ้มงดงามมากที่สุด ข้าจดจำรอยยิ้มของนางได้” เสียนอ๋องเอ่ยพลางไอออกมา เขาจำได้ดีว่าทุกครั้งที่นางไปเยี่ยมเยียนท่านตาของนางในหมู่บ้านชนบทอันห่างไกล รอยยิ้มยามที่นางได้พบกับท่านตาของนางมักจะเป็นเช่นนี้ และเขาเคยให้สัญญากับท่านตาของนางว่าจะทำให้นางมีรอยยิ้มเช่นนี้ตลอดไป

“เหตุใดนางจึงได้มาอยู่ที่นี่” เมื่อเสียนอ๋องเอ่ยถามเช่นนี้คนของเขาก็หันไปหาหน่วยสอดแนมของตนเองในทันที

“นางน่าจะหนีออกจากจวนมาท่องเที่ยวในตลาดพ่ะย่ะค่ะ” คำตอบของคนของเขาทำให้เสียนอ๋องพยักหน้า

“ที่แท้นางก็ชอบออกมาเที่ยวเปิดหูเปิดตาข้างนอกจวนเช่นนี้นี่เอง” เขาเอ่ยพลางยิ้มออกมา เขารู้สึกคุ้นตายามที่นางใช้เข็มโจมตีท่านแม่ทัพผู้กำลังคลุ้มคลั่งของกองกำลังรักษาเมืองจึงได้ยืนจับตามองพฤติกรรมของนางอย่างใกล้ชิด แม้ว่าจะไม่ได้ยินเสียงพูดคุยแต่ก็พอจะจับใจความได้ว่านางและแม่ทัพของกองกำลังรักษาเมืองรู้จักกัน

“บอกกับคนของพวกเราเรื่องในวันนี้อย่าให้ผู้ใดรายงานความผิดพลาดในวันนี้ของกองกำลังรักษาเมืองให้เบื้องบนได้รับรู้ ส่งคนไปที่จวนสกุลซูเพิ่มอีกและสั่งให้พวกเขาคอยดูแลความปลอดภัยของนางให้มากกว่านี้ นางอยากออกจากจวนก็อย่าได้ขัดขวางอีกทั้งยังต้องช่วยนางแผ้วถางทางให้ด้วย ผู้ใดกล้าขวางทางก็จงกำจัดให้นางเสีย” เมื่อเสียนอ๋องเอ่ยเช่นนี้คนของเขาก็รับคำแล้วรีบออกคำสั่งกับลูกน้องของเขาในทันที

“ส่งคนไปติดตามคุ้มกันคุณหนูใหญ่ซูอย่างแน่นหนา หากนางออกจากจวนพวกเจ้าก็คอยช่วยอำนวยความสะดวกให้นางและคอยเฝ้าติดตามอารักขานางด้วย” เมื่อเห็นคนของเขาออกคำสั่งเช่นนี้เสียนอ๋องก็ยิ้มออกมาแล้วจ้องมองแผ่นหลังที่ค่อยๆ จางหายไปท่ามกลางผู้คน เขาติดหนี้บุญคุณหลี่รุ่ยผู้เป็นตาของนางจึงตั้งใจเอาไว้ว่าจะคอยดูแลนางให้ดีไม่ให้นางต้องเผชิญกับความทุกข์ยากเพราะการแต่งงานกับคนไม่ได้ความเฉกเช่นบิดาของนางอีก

แม้ว่ายามนี้เขาจะมีสุขภาพไม่ค่อยจะดีแต่เขาก็เชื่อว่าหากพยายามดูแลสุขภาพตนเองให้ดีก็คงจะสามารถดูแลนางให้อยู่ดีมีสุขไปได้ตลอดชีวิต ถึงยามนั้นหนี้บุญคุณที่เขารู้สึกติดค้างต่ออดีตหัวหน้าสำนักแพทย์หลวงหลี่ก็จะได้จางหายไปจากใจของเขาได้เสียที

ส่วนซูหลีหลี่แม้ว่าจะสามารถสร้างหนี้บุญคุณกับคนสกุลเหอได้สำเร็จแต่เพราะไม่อาจจะช่วยเหลือบุตรชายบุญธรรมของตนเองในชาติที่แล้วกลับมาได้ทำให้นางพลันรู้สึกเซื่องซึมอยู่บ้างจนเมื่อนางเกือบจะกลับไปถึงจวนแล้วถึงได้พบกับซูจวิ้นผู้เป็นพี่ชายคนโตที่เกิดจากอนุภรรยาของบิดานางจึงได้หยุดชะงักด้วยความตกใจ เขามองเพียงปราดเดียวก็สามารถจดจำนางได้แล้วจึงได้รีบเดินปรี่เข้ามาเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“คุณหนูใหญ่ท่านรีบกลับจวนเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นคุณหนูรองจะต้องทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่แน่” เมื่อซูจวิ้นเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็พลันขมวดคิ้วในทันที เขาจึงได้เอ่ยต่อ

“ข้ากำลังจะเดินไปรายงานผลการเรียนให้ท่านพ่อทราบที่เรือนหลัก จึงได้เห็นว่าคุณหนูรองกำลังจะไปที่เรือนของเจ้า เมื่อครู่นี้ข้าเห็นคุณหนูใหญ่สวมใส่ชุดสาวใช้อยู่ที่ตลาดจึงคิดได้ว่าคุณหนูรองเองก็คงจะระแคะระคายเรื่องนี้แล้วเช่นกัน ข้าจึงรีบออกมาตามเจ้ากลับจวนก่อนที่คุณหนูรองจะสร้างเรื่อง” เมื่อซูจวิ้นเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็ยกชายกระโปรงขึ้นแล้วรีบวิ่งไปที่ประตูทางด้านหลังจวนในทันที ซูจวิ้นทอดถอนใจออกมาแล้วเอ่ยเตือนนางออกมาอย่างที่มักจะทำ

“อย่าวิ่ง เจ้าเป็นสตรีอย่าได้ยกชายกระโปรงสูงถึงเพียงนั้นจะได้ไหม” แม้ว่าจะเอ่ยเช่นนั้นแต่ก็ยังรีบยื่นมือมาดึงชายแขนเสื้อของนางแล้วพานางไปที่ประตูทางด้านข้างในทันที

“ประตูทางด้านนี้ใกล้เรือนของข้า คนเฝ้าประตูคือคนของข้า” เขาเอ่ยพลางจับจูงนางไปส่วนซูหลีหลี่ก็ยินยอมติดตามพี่ชายต่างมารดาเข้าไปในจวนในทันที

“พวกนางเป็นสาวใช้ของข้า” เขารีบปล่อยชายแขนเสื้อของน้องสาวลงแล้วเอ่ยกับคนเฝ้าประตูด้วยสีหน้าอันเคร่งขรึมแล้วจึงได้เดินนำทางนางและคนของนางไปทางด้านหลังเรือนของตนเอง

“เจ้ารีบเดินไปทางนี้ มันเป็นช่องทางที่เชื่อมกับด้านหลังเรือนของเจ้า เจ้าคงยังไม่ลืมกระมัง” เมื่อเขาเอ่ยถามเช่นนี้นี้ซูหลีหลี่ก็ยิ้มพลางย่อกายออกมา

“ขอบคุณพี่ชายใหญ่เจ้าค่ะ หนี้บุญคุณของท่านในครั้งนี้ข้าจะรีบทดแทนให้อย่างดี” เมื่อนางเอ่ยเช่นนี้ซูจวิ้นที่ล่วงรู้ความสามารถในการทดแทนบุญคุณของนางสาวต่างมารดาเป็นอย่างดีรีบยกมือขึ้นมาโบกไปมาเพื่อปฏิเสธในทันที

“อย่าเลยคุณหนูใหญ่ ข้าทนแบกรับการทดแทนบุญคุณจากเจ้าไม่ไหวหรอก เจ้ารีบกลับเรือนของเจ้าไปเถิด อย่าปล่อยให้คุณหนูรองรังแกเจ้าได้เพียงเท่านี้ก็สาแก่ใจของข้าแล้ว” เมื่อซูจวิ้นเอ่ยเช่นนี้ซูหลีหลี่ก็หัวเราะออกมาเบาๆ แล้วรีบวิ่งกลับไปที่เรือนของตนเองในทันที

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel