หอสุราของสามี 3
หยางจื่อถงและจ้าวซือหงไม่แน่ใจเสียเท่าไรนักว่าสิ่งที่อบอวลอยู่รอบๆ กายทั้งคู่นั้นเรียกว่าสิ่งใด เพียงแต่พวกเขากลับสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติราวกับว่าทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติ แต่ปกติอย่างไรนั้นคนที่สูญสิ้นความทรงจำนั้นก็ไม่อาจทราบได้แน่ชัด แต่ทว่าความรู้สึกนี้ก็คงไม่ต่างจากตอนที่นางได้รับความอบอุ่นที่หยางจื่อถงมอบให้เมื่อคืนนี้ ทุกอย่างเป็นธรรมชาติราวกับว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจนคุ้นชิน
“อยากไปที่ไหนหรือไม่ ไหนๆ เจ้าก็ออกจากจวนมาแล้ว”
“ไปได้หรือ”
“ได้ เหตุใดจะไม่ได้”
“คราแรกข้านึกว่าท่านจะบ่นข้าจนหูชาที่ออกนอกจวนโดยไม่บอกท่าน”
“อยากบ่นใจจะขาด แต่เจ้าเอาลูกมาบังหน้า ข้าจะไปกล้าบ่นได้อย่างไร ไหนๆ เจ้าเด็กคนนี้ก็ดื้อด้านจริงอย่างที่เจ้ากล่าว ข้าก็คงต้องรับผิดชอบเสียแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นรอยยิ้มกว้างก็พลันปรากฏบนใบหน้างาม พลางนึกถึงร้านรวงมากมายระหว่างทางที่นางมาที่นี่นับว่าคึกคักอยู่มากเอาการ ทั้งๆ ที่สามปีที่แล้วต้าเซี่ยประสบปัญหาคลาดแคลนอย่างใหญ่หลวง ร้านรวงปิดไปตั้งมากมาย พ่อค้าหลายคนหันหลังให้กับการค้าขายไปเลยก็มี แต่มาบัดนี้คงนับว่าฟื้นคืนมามากแล้วกระมัง
“เมืองหลวงสามปีมานี้คึกคักกว่าเก่ามากเหลือเกิน”
“ใช่ รถแล่นดั่งสายน้ำ ม้าเดินเป็นแถวดั่งมังกรขยับตัว [1] เรื่องนี้คงต้องยกให้จิ้นอ๋อง สามปีมานี้เขาสร้างการค้าของต้าเซี่ยให้ก้าวหน้าจนคนมากมายหลั่งไหลมาทำการค้าที่นี่ เจ้าจำร้านค้าเฉินกงของจิ้นอ๋องได้หรือไม่”
จ้าวซือหงพยักหน้า นางยังจำร้านค้าแห่งนั้นที่จิ้นอ๋องทิ้งทุกอย่างเพื่อสร้างมันขึ้นมาได้เป็นอย่างดี ร้านค้าที่ทำให้อ๋องผู้นั้นถูกดูแคลนจากเชื้อพระวงศ์ด้วยกันหรือแม้แต่ขุนนางยังไม่อยากคบค้ากับเขาก็เพราะเรื่องนี้อีกเช่นกัน
“รถม้าของพ่อค้าทั้งหลายมุ่งหน้าไปยังร้านค้าเฉินกงเพื่อทำการค้าขาย เงินทองมากมายไหลเข้าวังของเขาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สามปีเขากลายเป็นพ่อค้าที่มั่งคั่งจนยากที่จะหาใครเทียบ ความชิงชังในตัวเขาก่อนหน้าจากทั้งเชื้อพระวงศ์และขุนนางน้อยใหญ่ค่อยๆ หายไปอย่างไม่น่าเชื่อ อาจเพราะเขาเป็นตัวการสำคัญในการขนเงินเข้าท้องพระคลังก็เป็นได้”
“อย่างนั้นหรือ” เพียงสามปี ร้านค้าเฉินกงที่แร้นแค้นของจิ้นอ๋องกลายมาเป็นร้านค้าที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนอย่างนั้นน่ะหรือ?
“เจ้าอยากไปดูหรือไม่ข้าจะพาไป”
จ้าวซือหงใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายศีรษะปฏิเสธคำเชื้อชวนนั่น “คนมากมาย ข้าไม่อยากไปเบียดเสียดกับใคร”
“อย่างนั้นอยากจะทำอะไรอีก”
“ไม่รู้ ข้าคิดแค่ว่าอยากออกจากจวนเท่านั้น” จ้าวซือหงตอบขณะก้มหน้าสาละวนอยู่กับอาหารที่นับว่าถูกปากของนางอยู่ไม่น้อย
“อยากอยู่ที่นี่หรือไม่เล่า ข้าอยู่ที่นี่ถึงยามอู่ [11.00 - 12.59 น] จัดการเรื่องในหอสุราเสร็จข้าจะพาออกไปเที่ยวเล่น”
“เที่ยวเล่น?” จ้าวซือหงละสายตาจากอาหาร เงยหน้ามองบุรุษที่นั่งอยู่ตรงเบื้องหน้า “เห็นข้าเป็นเด็กหรืออย่างไร”
“อายุมิใช่ แต่นิสัยนั้นไม่ต่าง หากมิใช่เด็กแล้วเจ้าของไม่มานั่งอยู่ที่นี่ในยามนี้หรอกซือหง”
จ้าวซือหงฮึดฮัด แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธสิ่งใดได้ ด้วยว่ารู้ดีการออกมาเช่นนี้โดยไม่บอกไม่กล่าวเขาก่อนนั้นนางก็มีความมากพอแรงแล้ว จึงได้แต่เอ่ยปากไล่บุรุษที่มาเฝ้านางกินอาหารอยู่นานสองนาน “พูดมาน่ารำคาญ ท่านไปทำงานของท่านไป ข้าจะกินต่อแล้ว”
คนที่ถูกไล่ก็ใช่ว่าจะโกรธเคือง กลับกันหยางจื่อถงลอบขบขันท่าทีของภรรยาอยู่ในใจ “อย่างนั้นก็ได้ อยากได้อะไรก็บอกคนในร้านก็แล้วกัน”
คล้องหลังผู้เป็นสามี จ้าวซือหงก็แลบลิ้นปลิ้นตา ล้อเลียนกิริยาของท่านแม่ทัพไร้พ่ายผู้นั้น แล้วจึงหันกลับมาสนใจอาหารที่ถูกปากนางเหลือหลาย เช่นนี้แล้วคงต้องรบกวนครัวของหอสุรานี้บ่อยๆ เสียแล้ว หอสุราที่มีอาหารรสเลิศนับว่าเป็นสถานที่สมบูรณ์พร้อมแก่การพักผ่อนเสียจริง หากบอกว่าหยางจื่อถงมั่งคั่งรองจากจิ้นอ๋องนางก็จะเชื่ออย่างสนิทใจ หอสุราแห่งนี้โอ่อ่ากว่าหอสุราอื่นๆ ที่มีกันอยู่เรียงรายตามทาง สุราหรือก็มีกลิ่นหอมน่าลิ้มลอง อาหารหรือก็มีให้พร้อมสรรพ คนที่ถวิลหาความสำราญไยจะไม่ใช้จ่ายที่หอสุราแห่งนี้ นับว่าอนาคตภายหน้าต่อให้เขามิได้เป็นแม่ทัพก็เกรงว่าจะไม่ต้องลำบากแต่ประการใด
อาหารมื้ออร่อยจบลงไป พร้อมกับสตรีที่เริ่มง่วงงุนขึ้นมา การตั้งครรภ์ทำให้นางเป็นสตรีขี้เกียจโดยสมบูรณ์แบบ มีอย่างที่ไหนกินอิ่มก็ง่วงเหงาหาวนอนขึ้นมาอย่างเกียจคร้าน
จ้าวซือหงเอ่ยถามคนมากมายที่วนเวียนในร้านจนน่าเวียนหัว ดูแล้วน่าหอสุราน่าจะยังไม่เปิด เพราะนางยังเห็นโต๊ะที่เตรียมไว้มากมายยังว่างเปล่า แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่นางจะสนใจ จ้าวซือหงเอ่ยปากถามหาหยางจื่อถง ไม่นานก็มีคนเดินนำนางไปหาเขาภายในห้องห้องหนึ่งที่อยู่ชั้นบนสุดของหอสุราแห่งนี้
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าหยางจื่อถงจึงเงยหน้ามองคนที่เข้ามา และก็พบกับสตรีที่เอ่ยปากเลยเขาก่อนหน้าที่เดินเข้ามาหาและทิ้งกายลงนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเขา
“เป็นอะไร” เอ่ยถามสตรีที่เอาแต่นั่งนิ่งงันด้วยความสงสัย
“ง่วง”
“กลับจวนไหม ข้าจะให้คนไปเตรียมเกี้ยวให้”
จ้าวซือหงส่ายศีรษะปฏิเสธ
หยางจื่อถงจึงลุกขึ้นเดินไปหาภรรยาของตน คว้ามือของนางให้ลุกขึ้นและเดินตามเขา มือกร้านขยับฉากกั้นหลังโต๊ะทำงานให้เปิดออกเผยให้เห็นห้องลับที่เขามักใช้หลับนอนยามเมื่ออยู่ที่นี่ หยางจื่อถงเดินจูงมือของจ้าวซือหงให้เข้าไปยังภายใน ประคองนางนอนลงบนเตียงอย่างนุ่มนวลโดยที่นางไม่ได้ตั้งคำถามแม้สักข้อเดียวยามเมื่อเห็นห้องลับนี้
“จะไม่ถามหน่อยหรือว่านี่คือห้องอะไร” ทิ้งกายลงนั่งบริเวณขอบเตียง เอ่ยถามสตรีที่กำลังง่วงงุนจริงอย่างที่นางบอก
“ก็เห็นอยู่ว่าเป็นห้องนอน” จ้าวซือหงเอ่ยตอบทั้งๆ ที่ตาทั้งสองนั้นปิดสนิท
“แล้วไม่สงสัยหรือว่าทำไมถึงมีห้องนอน”
“ก่อนหน้านี้ท่านกินอยู่ หลับนอนที่นี่ ไยข้าต้องสงสัย”
“ง่วงก็นอน ข้าจะนั่งทำงานอยู่ข้างหลังฉากกั้นนี่ มีอะไรก็เรียกแล้วกัน”
ไม่มีเสียงตอบกลับมา จึงชี้ชัดว่าจ้าวซือหงนั้นเข้าสู่ห้วงนิทราอันลึกลับไปเสียแล้ว หยางจื่อถงจึงได้แต่รั้งผ้าห่มมาปิดการของนางเอาไว้ พินิจใบหน้าและเรือนร่างของผู้เป็นภรรยาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงผละออกไป
[1] รถแล่นดั่งสายน้ำ ม้าเดินเป็นแถวดั่งมังกรขยับตัว เปรียบว่ามีความคึกคัก มีความเจริญรุ่งเริง
