พิษลืมเลือนเจ็ดราตรี 3
“แล้วเหตุใดจึงเป็นเพียงความทรงจำช่วงหนึ่งเท่านั้นเล่า” หยางจื่อถงตั้งคำถาม
“เรื่องนั้นเป็นไปได้สองทางคือ ความทรงจำที่หายไปนั้นสำคัญมากจนฮูหยินระลึกถึงมันอยู่ตลอด ดังนั้นเมื่อรับพิษไปจึงลืมเลือนทุกอย่างทีละนิดโดยที่ท่านไม่รู้ตัว หรือไม่ก็เป็นความทรงจำที่น่าหวาดหวั่นจนหวนนึกถึงอีกครั้งในช่วงที่จิตใจหวั่นวิตก และยาพิษนั่นจึงลบเลือนมันไปอย่างที่ท่านต้องการ”
“แล้วทางแก้เล่า”
“มียาถอนพิษนี้...เพียงแต่ไม่อาจใช้กับฮูหยินได้”
“ทำไม!” หยางจื่อถงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือปนไปด้วยความไม่พอใจ อย่างไม่อาจข่มอารมณ์เอาไว้ได้
“เพราะยาถอนพิษจะส่งผลเสียต่อเด็กในครรภ์ ฉะนั้นบัดนี้แม้มียาถอนพิษก็ไร้ความหมาย”
เมื่อได้ยินมือของจ้าวซือหงก็พลันสัมผัสที่หน้าท้องของตนเอง ส่วนหยางจื่อถงนั้นก็ได้แต่กล้ำกลืนก้อนบางอย่างลงคอและเอ่ยถามในสิ่งที่เขาหวั่นวิตกมากที่สุด “แล้วพิษนี้จะส่งผลเสียอย่างไร”
“ความทรงจำหล่นหาย เหนื่อยง่าย หายใจหอบเหนื่อย และค่อยๆ กัดกินหัวใจของฮูหยินจนหยุดเต้นในที่สุด”
ทั้งห้องตกอยู่ในสภาวะเงียบงัน หยางจื่อถงกำมือทั้งสองข้างแน่นอย่างเผลอไผล จ้าวซือหงจมดิ่งสู่ความดำมืดในจิตใจ มีทางรอดแต่ก็เหมือนไม่มี ทางรอดของนางคือจุดจบของบุตรในครรภ์ เช่นนี้จะนับว่าเป็นทางรอดได้อย่างไร
“หาก...หากอยากให้นางมีชีวิตอยู่ต่อ ต้อง...ต้องกำจัดเด็กทิ้งหรือ” แม่ทัพผู้เกรียงไกรในใต้หล้าเอ่ยทุกอย่างออกมาด้วยความยากลำบาก บัดนี้เขาไม่กล้าแม้แต่มองใบหน้าของจ้าวซือหงด้วยซ้ำไป ภายในใจหนักอึ้งประหนึ่งถูกทับด้วยก้อนหินขนาดมหึมา
“ยานี้ออกฤทธิ์เร็วสุดก็ภายในสิบเดือนหลังจากได้รับพิษ ช้าสุดก็ภายในหนึ่งปี รอให้ฮูหยินคลอดก่อนแล้วค่อยกินยาถอนพิษได้ แต่กว่าจะถึงตอนนั้นร่างกายของฮูหยินจะแบกรับการตั้งครรภ์ไปจนถึงคลอดบุตรหรือไม่ข้าเองก็ไม่แน่ใจเสียเท่าไหร่ ทางที่ดีข้าคิดว่า...”
“ไม่!” เสียงปฏิเสธเอ่ยดังลั่นจนหยางจื่อถงต้องมองใบหน้าของภรรยา ดวงตาของนางแดงก่ำ หยาดน้ำตาคลอหน่วยแต่ทว่าก็ยังเข้มแข็งกว่าเขาในตอนนี้กระมัง จึงเอ่ยปฏิเสธเรื่องทุกอย่างด้วยความหนักแน่นถึงเพียงนี้
“ข้าจะรอจนกว่าจะให้กำเนิดบุตร ข้าไม่มีทางทำเรื่องพรรค์นั้นเด็ดขาด!”
หยางจื่อถงมองสตรีที่กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยวกับซ่งจื่อรุ่ย ก่อนจะหันมามองทางเขาอย่างอ้อนวอน...จ้าวซือหงไม่เคยอ้อนวอนสิ่งใด แต่ครั้งนี้นางกำลังอ้อนวอนขอร้องกับเขาผ่านนัยน์ตาที่ช้ำไปด้วยหยาดน้ำตา
หยางจื่อถงหลับตามือทั้งสองข้างยังคงกำแน่น ก่อนจะพูดออกมาอย่างยากเย็น “ประคองอาการของนางเอาไว้จนกว่าจะคลอด”
“ข้าเกรงว่าข้าจะทำไม่-”
“เจ้าต้องทำได้!” ไม่รอให้อีกฝ่ายเอ่ยถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ในขณะนี้หยางจื่อถงไม่อยากได้ยินว่ามีเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แม้สักเรื่องเดียว
“ข้าจะพยายาม” คนที่ถูกบีบบังคับก็จำต้องก้มหน้ารับอย่างไม่เต็มเสียง และเข้าใจในสถานการณ์ดี พ่อแม่ที่ไหนจะจำใจทำร้ายลูกได้กัน นี่ยังไม่ทันได้เห็นหน้าเลยด้วยซ้ำ เขาทราบดีว่าเป็นสถานการณ์ที่ตัดสินใจได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าหลังจากนี้พวกเขาคนใดคนหนึ่งจะไม่เปลี่ยนใจ...
“ส่วนเรื่องยาถอนพิษเจ้าจงตระเตรียมไว้ บางทีนี่อาจเป็นมูลเหตุชี้ให้เห็นถึงคนคิดชั่วช้าเช่นนี้ได้” แม้จะหัวใจจะเต็มไปด้วยความหนักอึ้งแต่หยางจื่อถงก็ยังครองสติได้ถึงขั้นที่ว่าไล่เรียงทุกอย่างได้อย่างถี่ถ้วนและเห็นว่าเหตุในข้อนี้อาจดึงตัวคนร้ายออกมาได้
“ขอรับ”
“ออกไปรอข้าข้างล่างก่อน”
“ขอรับ”
คล้อยหลังหมอที่เขาตามตัวมารักษาภรรยาโดยเฉพาะ หยางจื่อถงก็ทิ้งกายลงนั่งข้างจ้าวซือหงแต่ไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาแม้ครึ่งคำ เขานั่งนิ่งงันไม่ต่างจากสตรีข้างๆ ที่น้ำตาไหลอาบแก้มแต่ทว่าไม่มีเสียงสะอื้นไห้เล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย
“ข้าไม่มีวันให้อภัยมัน” เสียงแรกที่ดังขึ้นนั้นมาจากหยางจื่อถง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ภายในใจร้อนรุ่มและไม่อาจให้อภัยคนชั่วที่คิดทำร้ายครอบครัวของเขาถึงเพียงนี้ “ข้าไม่ไว้ชีวิตมันแน่ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม”
หยางจื่อถงหันหน้ามองสตรีข้างกาย ใบหน้างามเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาที่แสนจะไม่คู่ควรกับนาง มือกร้านเอื้อมไปเช็ดหยาดน้ำใสๆ นั่นด้วยความเบามือ มองเสี้ยวหน้าของผู้เป็นภรรยาที่บัดนี้หันมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“เขาต้องได้เกิดมา หยางจื่อถงท่านต้องรับปากกับข้า” จ้าวซือหงต้องการคำมั่นสัญญาจากผู้เป็นสามี นางไม่แน่ใจเช่นกันว่าไยต้องการมันมากถึงเพียงนี้ อย่างไรเสียนี่ก็ลูกของนาง นางจะเห็นแก่ตัวปล่อยให้ลูกต้องตายและนางมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไรกัน ไม่มีทาง...นางไม่อาจปล่อยให้เกิดเรื่องพรรค์นี้ได้ เว้นเสียแต่วันนั้นนางอ่อนแอเสียจนไม่อาจทัดทานสิ่งใดได้ วันนั้นก็คงมีเพียงหยางจื่อถงที่ตัดสินทุกอย่างแทนนาง และนางก็อาจวางใจเขาได้ในเรื่องนี้เช่นกัน...
หยางจื่อถงมองสตรีที่คาดคันให้เอาคำมั่นสัญญาก็ระบายยิ้มออกมาอย่างฝืนเฝื่อน “คราแรกที่รู้ว่าเจ้าตั้งครรภ์ ข้าดีใจมากรู้หรือไม่ แม้ไม่เคยคิดว่าตนเองยามมีลูกนั้นจะเป็นอย่างไร แต่ข้ากลับมีความสุข ข้าวาดฝันทุกอย่างราวกับคนฝันเฟื่อง ฉะนั้นข้าจะโอบประคองความฝันนั้นไว้อย่างดีที่สุด”
แม้ว่าท้ายที่สุดเขาอาจจะต้องมานั่งตั้งคำถามกับตนเองว่าระหว่างความฝันและความจริงตรงหน้าจะเลือกสิ่งใดก็ตาม แต่บัดนี้เขาขอนำพาความฝันเดินไปพร้อมกับความจริงอย่างบุรุษที่เห็นแก่ตัวกว่าใครในใต้หล้า เพียงเพื่อประคองความสุขเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตให้ดำรงอยู่ต่อไป เพียงเพื่อจ้าวซือหงได้อยู่ต่อไปด้วยความสุข...
