ผู้ต้องสงสัย 2
“ขายออกไปให้กับคนสองคน คนหนึ่งจ่ายด้วยตั๋วเงินสภาพยับเยินยากจะสืบหาเจ้าคน อีกคนหนึ่งจ่ายด้วยทองคำทั้งหมด ส่วนคนที่มาซื้อนั้นเป็นเพียงนกต่อเท่านั้น”
สองสามีภรรยาที่คิดไม่ตกต่อเรื่องทั้งปวงที่ยุ่งเหยิงเกินพรรณนาต้องมานั่งใคร่ครวญในสิ่งที่หวางมู่หามาได้ คราแรกหยางจื่อถงต้องการยาถอนพิษมาไว้ในมือของเขา เผื่อเกินสิ่งใดขึ้นจะได้ทันการณ์ อีกทั้งจะได้สืบสาวถึงคนที่คิดร้าย แต่ทว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบกลับสร้างเรื่องน่าวิตกขึ้นมาอีกเรื่องราวกับเป็นเรื่องราวที่ไม่รู้จบ
“สภาพตั๋วเงินยับเยิน และทองคำทั้งหมด” หยางจื่อถงทวนสิ่งที่ได้ยิน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด นึกถึงความเป็นไปได้ของเจ้าของทรัพย์สินเหล่านั้น และนั่นคือข้อมูลทั้งหมดในยามนี้ที่เขามี นอกจากนั้นล้วนว่างเปล่า หากอยากจะรู้ให้แน่ชัด ก็คงต้องเอ่ยถามจ้าวซือหงที่หลับใหลอยู่ที่ใดสักที่พร้อมกับความทรงจำสามปีที่ผ่านมากระมัง
“คนรอบกายท่านที่คิดร้ายต่อเรา มีทั้งคหบดีและยาจกหรือ” เสียงของจ้าวซือหงเรียกความสนใจของบุรุษที่ใคร่ครวญทุกอย่างด้วยความเคร่งเครียดทันที “ยาจกผู้นั้นเพียรสะสมตั๋วเงินจำนวนมากเพื่อมาซื้อยาพิษและทำร้ายข้า ส่วนอีกผู้ก็มั่งมีเสียจนใช้ทองคำแลกมันมา คนที่เข้าข่ายทั้งสองประเภทนี้พอมีหรือไม่”
“มี”
“ทองคำนั่นข้าไม่คิดสงสัยให้เปลืองเวลา คนที่เราไปขัดประโยชน์ก็คงจะมีเพียงคนที่อยูหลังกำแพงวังหลวงมิใช่รึ หรือว่าข้าเดาผิด ผมประโยชน์จากเรานั้นไม่น้อยเลย หวงตี้จะทรงปล่อยให้เราเดินหมากทุกอย่างตามใจได้หรือ”
“เจ้ารู้หรือว่าเรากำลังเดินหมากอะไรอยู่”
“ไม่รู้ แต่ตอนนี้ข้าก็คิดเป็นอื่นไม่ได้เช่นกัน มีหลายเรื่องที่ข้าร่วมหัวจมท้ายกับท่านกระมัง สภาพของข้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะข้ามีใจเป็นปรปักษ์กับอำนาจของกลุ่มคนหนึ่ง”
“ไม่ผิด แต่ที่ข้าหนักใจคือคนอีกผู้หนึ่งนั้นคือใครเสียมากกว่า และยิ่งไปกว่านั้นใครกันแน่คือคนที่วางยาพิษเจ้า”
“แล้วถ้าหากนี่คือกับดักอีกเล่า...หากเจ้าของตั๋วเงินยับเยินนั่นไม่ใช่ยาจกแต่เป็นคหบดีไม่ต่างกัน เพียงแต่หลอกล่อให้เราสับสน เป็นคนที่ใกล้ชิดเราจนไม่อาจทำสิ่งใดที่ชัดแจ้งได้เช่นคนที่อยู่ในวังหลวง...คนแบบนั้นท่านพอจะนึกออกบ้างไหม”
“จิ้นอ๋อง” หยางจื่อถงตอบโดยไม่ต้องใคร่ครวญให้มากความ “หลอกล่อให้คนติดกับดักของตนนั้นในแผ่นดินนี้ไม่มีใครเกินเขา”
“หรือว่าเป็นเขา...”
“แต่ที่น่าตั้งคำถามไปกว่านั้นคือ เขาใช้ยานั่นกับเจ้าหรือเตรียมไว้เพื่อใช้กับคนอื่น ช่วงเวลาที่เจ้าต้องพิษนั้นจิ้นอ๋องอยู่ทำศึกกับข้า”
แล้วใครกันจะตอบข้อสงสัยในข้อได้ดีไปกว่าเจ้าตัวอย่างจิ้นอ๋องกัน หยางจื่อถงไม่เคยคิดระแวงอ๋องผู้นั้นด้วยซ้ำไป แต่ทว่าเหมือนเขาจะละเลยบางสิ่งบางอย่างไปอย่างน่าเชื่อเช่นกัน
“ท่านไม่ปักใจว่าจิ้นอ๋องคิดร้ายแก่เรา”
“เขากล่าวว่าเจ้าไม่ต่างจากน้องสาวคนหนึ่งของเขา”
“ท่านก็เชื่อเขา”
“เรากับจิ้นอ๋องอาจมีสถานะไม่แตกต่างกัน เขาเป็นคนที่เชื้อพระวงศ์ระอา แต่กลับตัดขาดไม่ได้ เขาไม่เป็นปรปักษ์ แต่กลับไม่ได้สวามิภักดิ์เช่นกัน เขาไม่มีทางทำร้ายเราแน่...เว้นเสียแต่เขาลอบคิดวางแผนบางอย่างเอาไว้”
“จิ้นอ๋อง...ก็ใช่ที่ว่าเขาเห็นข้าไม่ต่างจากน้องสาว ยามอยู่ที่วังหลวงเขาคอยเยี่ยมเยียน และหยิบยื่นน้ำใจมาให้ข้าอยู่เสมอ แต่ข้าที่ไร้ความทรงจำไม่อาจตัดสินทุกอย่างในตอนนี้ได้เลย”
“เอาเถิด ข้าจะจัดการเอง” หยางจื่อถงเอ่ยรับหน้าที่ในการสืบหาความจริงมาไว้กับตัว เมื่อเห็นใบหน้าภรรยาเคร่งเครียดขึ้นถนัดตา “กลับจวนกันเถิด วันนี้หนักหนาเกินไปแล้ว”
หยางจื่อถงปราดเข้าไปจะประคองภรรยา แต่ทว่าจ้าวซือหงก็เบี่ยงหลบ มองใบหน้าของผู้เป็นสามี “หยางจื่อถงข้ามีเรื่องจะขอ”
“วันนี้เจ้าขอข้าไปมากมายแล้ว”
“เรื่องนี้ข้าคิดว่าถึงเวลาแล้ว ข้าไม่อาจรอเวลาถึงสามปีให้ท่านสร้างความทรงจำใหม่อีกแล้ว”
“ซือหง”
“เรื่องของเรา เกรงว่าท่านจำต้องเล่าให้ข้าฟังโดยละเอียดเสียแล้ว อย่างน้อยๆ ก็อย่าให้ข้าตายตกไปพร้อมกับความไม่รู้เลย อย่างน้อยๆ ต่อจากนี้ให้ข้าได้พอทำอะไรได้บ้าง หวังพึงแต่เพียงท่านเพียงอย่างเดียวเห็นจะไม่ได้แล้ว”
“ท่านไม่เชื่อใจข้าหรือว่าข้าดูแลเจ้าได้”
“ข้าเชื่อว่าท่านดูแลข้าได้ แล้วท่านเล่ามีใครดูแล...”
“ข้าดูแลตนเองได้ ข้าดูแลเจ้าและลูกได้เช่นกัน”
“ไม่ ก่อนหน้านี้ข้าปกป้องตนเองได้เป็นอย่างดี และระวังหลังให้ท่านได้เช่นกัน ไม่เช่นนั้นท่านไม่ปล่อยให้ข้าอยู่ที่จวนตามลำพังยามไปกรำศึกอยู่ด้านนอกเป็นแน่ ท่านไม่ยอมปล่อยให้ข้าคลาดสายตาเป็นแน่หากข้าอ่อนแอถึงเพียงนี้ ท่านย่อมดึงข้าไปไว้ข้างตัวของท่านเสมอ หรือไม่ก็พาข้ามาอยู่ที่นี่ไม่ใช่อยู่ที่จวนจนต้องพิษอะไรนั่นเข้า”
ที่นี่เต็มไปด้วยเวรยาม หูตาของเขามีทั่ว มีหรือที่นางจะต้องพิษได้หากเขาไม่อยู่ แล้วนางอ่อนแอปานแก้วเปราะบางเขาย่อมพานางมาหลบซ่อนกายอยู่ที่นี่ ภายใต้ป้อมปราการสูงเทียมฟ้าของเขา ไม่ใช่ปล่อยให้นางอยู่ที่จวนที่เขาเองก็ไม่วางเช่นนั้น นี่ก็ชี้ชัดแล้วมิใช่หรือว่านางที่เต็มไปด้วยความทรงจำสามปีที่ผ่านมานั้นไม่ใช่คนที่จะดูแคลนได้เช่นในตอนนี้
“หยางจื่อถง ท่านจะให้ข้าขลาดเขลาไปอีกนานสักเท่าใดกันท่านจึงจะพอใจ”
หยางจื่อถงมองแววตาตัดพ้อเว้าวอนขอความจริงในอดีตจากเขา ความทรงจำของนางที่มีเขาอยู่ร่วมอยู่ด้วย แต่นั่นคือสิ่งที่เขาควรกระทำหรือ จ้าวซือหงไม่ใช่คนที่ขลาดเขลา เขาต่างหากที่ขลาดเขลาและหวาดกลัว
“ข้าไม่อยากให้เจ้าขลาดเขลา แต่เจ้ารับปากได้หรือไม่หากเจ้ารู้ทุกสิ่งแล้วเจ้าจะไม่ถวิลหาถึงความรักฝังใจของตนเมื่อครั้งก่อนเก่า” ชั่วขณะหนึ่งความเจ็บปวดก็แผ่ซ่านภายในอก เมื่อคนที่เต็มไปด้วยความทรงจำระลึกการณ์ในครั้งก่อน ความรักในครั้งก่อนเก่าของจ้าวซือหงที่เขาไม่ได้ครอบครอง “เจ้ารับปากได้หรือไม่ว่าจะเชื่อข้าในทุกสิ่ง และอยู่คอยระวังหลังให้แก่ข้าเช่นเก่า หากเจ้ารับปากข้าจะบอกเล่าทุกอย่าง”
“...ข้ารับปาก ความรักฝังใจในครั้งเก่าจะมีประโยชน์อันใดในเมื่อข้ายินยอมอยู่กับท่านแม้ในวันที่ข้าไร้ซึ่งความทรงจำเช่นในวันนี้ สู้วิ่งถลาไปหาความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ไม่ดีกว่าหรือ หากข้าทระนงตนข้าจะยินดีกลับไปเคียงท่าน ทวงถามถึงสิ่งที่แปรเปลี่ยนชีวิตข้าจากหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนี้หรือหยางจื่อถง” จ้าวซือหงมองนัยน์ตาที่ซ่อนเร้นความเจ็บปวดบางประการเอาไว้ แต่ให้ซ่อนดีปานใดก็วูบไหวออกมาให้นางได้เห็น ความรักฝังใจที่อีกฝ่ายเอ่ยถึงนั้นเกิดขึ้นก่อนที่นางจะแต่งงานกับเขา เช่นนั้นแล้วมีหรือที่นางจะไม่ทราบที่มาของความเจ็บปวดที่เขาซ่อนเร้นเอาไว้ และนั่นก็เหมือนเผยความลับบางประการที่หยางจื่อถงพยายามหลบเลี่ยงมันมาโดยตลอด
“คำพูดของเราอาจหลอกลวงกันไปมา การกระทำเราอาจแสร้งแสดงใส่กัน แต่ความรู้สึกเล่าเราจะหลบหลีกมันไปได้อีกสักเท่าใดกัน”
หลบเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงความสัมพันธ์ของนางและเขาว่าเกิดขึ้นจากความรัก...
