บทที่ 1.10
“ทางนั้นไม่ใช่ทางกลับคฤหาสน์นะเจ้าคะคุณหนู” เสี่ยวจี๋เอ๋อรั้งไป๋อวี้หลันเอาไว้ เมื่อเห็นนางออกเดินโดยไม่รอคำตอบ เสี่ยวจี๋เอ๋อรู้สึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ทำไมไป๋อวี้หลันจึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนี้
หลังจากที่ถูกทำร้ายกลับมา จากคนที่เงียบขรึมไม่ค่อยพูดจา กลับกลายมาเป็นคนร่าเริงขี้สงสัย ทั้งยังคุยเก่งขึ้นมาก
“แล้วเราอ้อมไปไม่ได้หรือ จะได้เดินเที่ยวไปด้วยไง” นั่นละประเด็นที่นางจะบอก
“ไม่ได้เจ้าค่ะ เราออกมานานมากไม่ได้ นายท่านกำชับแล้วว่าซื้อขนมเสร็จให้เราตรงกลับคฤหาสน์ มาเถอะเจ้าค่ะคุณหนู” เสี่ยวจี๋เอ๋อเร่ง เพราะหากกลับช้าไม่ใช่คุณหนูทั้งสองจะโดนดุ แต่เป็นนางกับเสี่ยวชุนต่างหากที่จะโดนลงโทษ
“ระวัง!!!”
ในตอนที่ทั้งสี่กำลังออกเดินเสียงหนึ่งกลับดังขึ้น พร้อมกับร่างของบุรุษที่กระโดดลงมาจากชั้นสองของโรงเตี๊ยมมั่งมี
เสียงข้าวของตกแตกและเสียงคนกำลังต่อสู้กัน ทำเอาเหล่าชาวบ้านที่อยู่บนถนนต่างก็วิ่งหนีเอาตัวรอด ไป๋ซู่ซินโดนฝูงชนกลืนหายไป ระหว่างที่ทั้งสี่คนกำลังยืนงงอยู่ตรงนั้น
“คุณหนู!”
เสี่ยวชุนอุทานก่อนรีบวิ่งตามไป ทำให้ตอนนี้ไป๋อวี้หลันและเสี่ยวจี๋เอ๋อได้แต่ยืนมองไป
เสี่ยวจี๋เอ๋อยืนบังร่างเล็กของไป๋อวี้หลันเอาไว้อย่างปกป้อง เพราะชาวบ้านที่กำลังตกอกตกใจต่างก็วิ่งไปคนละทิศคนละทาง “กลับเข้าไปด้านในหอมงคลมั่งมีก่อนเถิดเจ้าค่ะคุณหนู แถวนี้อันตรายเกินไป”
เสี่ยวจี๋เอ๋อเดินถอยหลัง พยายามกันไป๋อวี้หลันเอาไว้ด้านหลังตน เพราะเหตุนี้เสี่ยวจี๋เอ๋อจึงโดนชนเสียเอง ร่างเล็กกระเด็นออกไปหลายก้าว
ระหว่างที่ไป๋อวี้หลันกำลังจะเดินเข้าไปพยุงเสี่ยวจี๋เอ๋อขึ้น กลับมีบุรุษผู้หนึ่งกระโดดลงมาจากระเบียงของโรงเตี๊ยมมั่งมี
“จางหยุนจงหยุดอยู่ตรงนั้นนะ!” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งตะโกนตามมา
ไป๋อวี้หลันเงยหน้าขึ้นไปมองก็เห็นเป็นจอมยุทธ์หญิงนาง เมื่อละสายตากลับมาก็ต้องเบิกตากว้าง บุรุษที่ชื่อจางหยุนจงกำลังวิ่งตรงเข้ามาทิศทางที่นางยืนอยู่ “ซวยแล้ว” หญิงสาวสบถเมื่อมองเห็นมีดบินเล่มหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“คุณหนู!!” เสียงเสี่ยวจี๋เอ๋อกรีดร้องดังลั่น
ด้วยความตกใจไป๋อวี้หลันจึงก้าวขาไม่ออก เพียงยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง ทว่าก่อนที่มีดสั้นนั้นจะปักลงไปบนแขนที่บดบังใบหน้าอยู่นั้น ร่างเล็กกลับถูกรั้งให้หมุนตัวไปอีกด้านอย่างฉิวเฉียด
“โอ๊ย” เสียงไป๋อวี้หลันร้องออกมา แม้ว่ามีดสั้นเล่มนั้นจะไม่ได้ปักลงไปบนข้อมือซึ่งยกขึ้นมาปิดหน้า ทว่ามันก็กรีดลงไปบนข้อมือจนเกิดเป็นแผลยาว
“เจ้าไม่เป็นไรกระมัง” เสียงทุ้มดังขึ้น ตอนที่เด็กสาวกำลังมองบาดแผลที่ข้อมือด้วยความตกใจ
“นะ..นี่ นี่มันอะไรกัน” ไป๋อวี้หลันก้มลงมองแผลที่ข้อมือด้วยความตกใจ แผลนี้เหมือนกันกับแผลที่จิรวรรณเคยมี ทั้งลักษณะ ความยาว ความลึก ข้อมือก็เป็นข้างเดียวกัน
…ไป๋อวี้หลันน้อยคนนี้อายุสิบห้าปี เช่นกันกับตอนที่จิรวรรณได้รับบาดแผลเช่นนี้ “นี่มันเรื่องอะไรกันแน่” ไป๋อวี้หลันมองบาดแผล โดยไม่ได้สนใจว่าตอนนี้เลือดสดๆ กำลังไหลออกมาไม่หยุด
ผ้าเช็ดหน้าสีขาวผืนหนึ่งถูกแนบปิดลงไปบนปากแผล ทำให้ไป๋อวี้หลันรู้สึกตัวในที่สุด เด็กสาวเงยหน้ามองเจ้าของมือนั้นเหมือนเพิ่งจะนึกขึ้นได้
“ขอบคุณ...ทำไมเป็นคุณ” ไป๋อวี้หลันเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
เขาสูงกว่านางมากทั้งยังยืนอยู่ใกล้จนชิด กระทั่งนางต้องเงยหน้าขึ้นจนคอตั้งบ่า จึงจะสามารถมองเห็นใบหน้าและดวงตาเย็นชาที่มีหน้ากากสีดำปกปิดอยู่
เสวียนหมิงเลิกคิ้วมองเด็กสาวตรงหน้า “เป็นเจ้าจริงดังคาด”
เมื่อครู่เขายืนดูถังหานเยวี่ยเข้าไปหลอกล่อจางหยุนจงอยู่ห่างๆ ตอนที่เด็กสาวสี่คนกำลังเดินเข้าไปด้านในหอมงคลมั่งมี เขาก็มองเห็นใบหน้าคุ้นเคยของเด็กสาวคนนี้
ตอนนั้นเขารู้สึกประหลาดใจ เพราะเด็กสาวคนนี้คล้ายกับหญิงสาวคนที่เขาเจอสองครั้งก่อน เพียงแต่นางเป็นหญิงสาวไม่ใช่เด็กสาว
…จะเป็นไปได้หรือว่าคนสองคนจะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันถึงเพียงนี้
“คุณจำฉันได้ด้วยหรือ” ไป๋อวี้หลันเลิกคิ้วถามเขา ทั้งยังมองมือใหญ่ที่กำลังใช้ผ้าซับเลือดออกจากบาดแผลให้อย่างเบามือ ก่อนที่เขาจะโรยผงยาห้ามเลือดลงไป
“โอ้ย แสบ” ไป๋อวี้หลันรั้งมือกลับทันทีที่ผงยาสีขาวถูกบาดแผล ทว่ามือใหญ่ของเขากลับยึดเอาไว้แน่น
เสี่ยวจี๋เอ๋อเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างๆ “คุณหนู เจ็บมากหรือไม่เจ้าคะ” ส่งเสียงถามผู้เป็นนาย แต่ใบหน้ากลับมองชายหนุ่มหวาดๆ
“เจ็บ” ไป๋อวี้หลันบุ้ยใบ้ไปยังมือตนที่ยังคงถูกมือใหญ่ครอบครองเอาไว้ “นี่” ไป๋อวี้หลันเรียกเขา
“ข้าไม่ได้ชื่อนี่” เสวียนหมิงยังคงก้มหน้าก้มตาทำแผลให้นางอย่างเบามือ
“แล้วท่านชื่ออะไร”
“เรียกข้าว่าหย่วนหมิง”
“แซ่หย่วน ชื่อหมิงหรือ”
“แซ่จาง ชื่อหย่วนหมิง”
“ฉันชื่อ…เอ่อไม่ใช่สิ ข้าชื่ออวี้หลัน แซ่ไป๋”
“แซ่ไป๋หรือ” เสวียนหมิงเลิกคิ้ว “เจ้าเป็นอะไรกันกับไป๋ซู่จิ่น”
“ท่านรู้จักท่านน้าด้วยหรือ เขาเป็นน้องชายของพ่อข้าเอง”
“เจ้าคือบุตรสาวของไป๋จินเป่าหรือ” คราวนี้น้ำเสียงเขาสูงขึ้นกว่าตอนที่เอ่ยถึงไป๋ซู่จิ่นจนรู้สึกได้