บทที่ ๙ หลี่ซ่างกวนบาดเจ็บ
แสงแดดคล้อยต่ำเริ่มทอดเงายาวลงบนลานหน้าบ้าน ขณะที่กลิ่นหอมของขนมยังคงอวลอยู่ในอากาศ หลี่ซ่างกวนวางไม้ลูกอมเปล่าลงข้างตัว ลุกขึ้นเงียบ ๆ แล้วหยิบมีดตัดฟืนและตะกร้าใบเล็กขึ้นสะพายไว้ด้านหลัง
“ข้าจะเข้าไปในป่าเสียหน่อย จะไปเก็บฟืน”
“พี่รองให้ข้าไปด้วยไหม?” หลี่ซ่างหยวนเงยหน้าถาม
หลี่ซ่างกวนเพียงส่ายหน้าเบา ๆ “แค่ฟืน ไม่นาน”
หลี่ไป๋ถิงหันมามอง สีหน้าของนางคล้ายจะอยากห้าม แต่เมื่อเห็นแววตาสงบนิ่งของน้องชาย เธอจึงเพียงพยักหน้า “รีบไปรีบกลับล่ะ พี่จะต้มน้ำอาบให้เจ้าอยู่บ้าน”
เขาไม่ตอบอะไร เพียงแค่เดินออกไปเงียบ ๆ เสียงฝีเท้าหนักแน่นค่อย ๆ ห่างออกไป ทว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานกว่าที่คาดไว้ แดดเย็นล่วงเลยจนเกือบย่ำค่ำ แต่หลี่ซ่างกวนยังไม่กลับมา หลี่ไป๋ถิงเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี สีหน้าที่เคยอ่อนโยนเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นขึงขัง
จากนั้นไม่ถึงชั่วครู่ พลันได้ยินเสียงฝีเท้าหนักกระแทกพื้นก็ดังขึ้นหน้าประตูบ้าน ก่อนที่ประตูไม้จะถูกผลักเปิดออกอย่างแรง หลี่ซ่างหยวนเงยหน้าขึ้นทันที
“พี่รอง!”
แต่สิ่งที่เขาเห็นทำให้เลือดในกายแทบเย็นเยียบ
หลี่ซ่างกวนเดินเข้ามาท่ามกลางแสงสนธยา ร่างสูงสง่าในยามปกติบัดนี้กลับชุ่มโชกไปด้วยเลือด เสื้อผ้าขาดวิ่น มีรอยข่วนลึกที่บ่าและสีข้าง มือหนึ่งกุมบาดแผลแน่น อีกมือยังกำมีดที่เปื้อนเลือดไว้แน่น
“อากวน! เจ้า!” หลี่ไป๋ถิงรีบถลาเข้าไปคว้าร่างน้องชายที่แทบทรุดทันทีที่ประตูปิด นางประคองเขาไว้ในอ้อมแขน ดวงตากวาดมองบาดแผลอย่างรวดเร็ว สีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชาในพริบตา แรงกดดันมหาศาลพลันแผ่กระจายออกจากตัวนาง พลังปราณเย็นยะเยือกซึมเข้ากระดูก ชวนให้บรรยากาศรอบตัวราวกับตกอยู่ในฤดูเหมันต์ ทั้งที่เป็นฤดูร้อนแท้ ๆ
“เจ้าเจออะไรมา?” นางถามเสียงต่ำ แต่เยือกเย็นจนเส้นเลือดแทบหยุดไหล
“สัตว์อสูรตัวหนึ่ง มันพุ่งเข้ามาจู่โจมแบบไม่รู้ตัว มันไม่ใช่ตัวเดิมที่พี่หญิงเคยล่า มัน... แปลก” หลี่ซ่างกวนพูดเสียงแผ่ว ริมฝีปากซีดจาง
หลี่ไป๋ถิงกัดฟันแน่น ประคองเขาขึ้นนั่งแล้วรีบล้วงเอาขวดโอสถฟื้นฟูออกมา เทเม็ดโอสถลงมือแล้วยื่นให้เขา “กินนี่ซะ แล้วหลับพักทันที พี่จะรักษาแผลให้เจ้าเอง”
นางเริ่มลงมืออย่างคล่องแคลว ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด ผสมน้ำสมุนไพรและทาโอสถรักษา พร้อมพันแผลแน่นหนา ขณะที่มือของนางคอยทำงานอย่างแม่นยำ ดวงตาเปล่งประกายเยียบเย็น และไร้ความลังเล หลี่ซ่างหยวนที่ยืนอยู่ด้านหลัง แม้จะตกใจ แต่ก็รีบช่วยพี่สาวจัดเตียง วางหมอน วางถังน้ำอุ่นข้างเตียงทันที
“อาหยวน ดูแลพี่รองของเจ้าให้ดี” หลี่ไป๋ถิงเอ่ยเสียงนิ่ง
“พี่หญิง แล้วท่านจะไปไหน?” เขาถามเสียงแผ่ว
“พี่จะไปคิดบัญชีกับสัตว์อสูรตัวนั้นอย่างไรเล่า”
เสียงของนางเย็นและแน่วแน่เสียจนหลี่ซ่างหยวนไม่กล้าทักท้วง
หลี่ไป๋ถิงลุกขึ้น พริบตานั้นชุดคลุมธรรมดาถูกเปลี่ยนเป็นชุดฝึกสีดำสนิท ร่างบางกระชับสายสะพาย หยิบขวดโอสถ กระบี่สั้น และตราประทับพลังมิติสวรรค์ติดตัว
“ไม่มีใครที่แตะต้องครอบครัวของข้าได้ แล้วไม่ต้องชดใช้ ในขณะที่ข้ายังมีชีวิตอยู่!”
คำพูดสุดท้ายนั้นเปล่งออกด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ร่างบางของนางเคลื่อนไหวในพริบตา พลังปราณแผ่ไหลออกมาราวกับหมอกหนาทึบ
“ฟึ่บ!”
หลี่ไป๋ถิงดีดตัวออกจากเรือน เงาร่างของนางกลืนหายไปในเงามืดของป่า วิชาตัวเบา เร้นเงาในลม ทำให้นางเป็นเพียงสายลมบางที่เล็ดลอดเข้าไปสู่พงไพร และดูเหมือนว่าสัตว์อสูรตนนั้นจะถึงคราวซวยเสียแล้ว
เสียงใบไม้กระทบกันแผ่วเบา แต่ในหัวใจของหลี่ไป๋ถิงกลับเต็มไปด้วยเสียงคำรามแห่งโทสะที่กึกก้อง ร่างบางเคลื่อนไหวผ่านแมกไม้หนาทึบด้วยความเร็วสูง เงาของนางแวบวาบตามเงาเถาวัลย์และโขดหิน ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า พลังปราณในกายพลุ่งพล่านราวกับลาวาที่เดือดพล่าน พร้อมจะสาดใส่ศัตรูที่บังอาจแตะต้องครอบครัวของนาง
ภายในป่า
ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่โบราณ ใกล้ลำธารเล็กที่แสงจันทร์ส่องไม่ถึง อากาศเย็นลงผิดปกติ กลิ่นสาปคาวคลุ้งจนสัตว์ป่าทั่วบริเวณต่างพากันหลบซ่อนเงียบงัน หลี่ไป๋ถิงหยุดยืนอยู่หลังพุ่มไม้ ดวงตาทรงหงส์กวาดมองไปข้างหน้า แล้วพลันเห็น สัตว์อสูรเงาเพลิง อสูรร่างกายดำสนิทแต่กลับแผ่ไอร้อนราวกับถูกหล่อด้วยเหล็กแดง กงเล็บคมยาวยิ่งกว่ามีดพร้า ดวงตาสีแดงสดเรืองวาบท่ามกลางความมืด มันยืนคร่อมเหนือซากของสัตว์ป่าที่ถูกฉีกออกเป็นชิ้น ริมฝีปากแสยะรับรสเลือดสด
“เจ้ามัน...” นางพึมพำเสียงแผ่ว ก่อนที่ปลายเท้าจะขยับเบา ๆ
ฟึ่บ!
ร่างบางพลันพุ่งออกจากพุ่มไม้พร้อมกับเถาวัลย์หนาปรากฏจากพื้นดิน
“หมัดกระแสพฤกษา! รูปแบบที่สาม เถาวัลย์พันธนาการ!”
เถาวัลย์ราวกับมีชีวิตพุ่งรัดเข้าที่ขาหน้าของอสูรเงาเพลิง แต่มันกลับคำรามกึกก้อง "กร๊ากกกก!" แรงสะบัดของมันทำให้เถาวัลย์ขาดกระจุยเพียงพริบตาเดียว หลี่ไป๋ถิงไม่เสียจังหวะ นางพุ่งเข้าหา ใช้ปราณไหลเวียนเข้าสู่ปลายกระบี่ในมือ
"กระบี่สะบัดพฤกษา!" แสงสีเขียวประกายทองพุ่งวาบตัดผ่านกลางอกของอสูร มันผงะถอยหลังไปสองก้าว เลือดสีดำไหลซึม แต่ยังไม่ถึงกับล้ม อสูรเงาเพลิงคำรามลั่น พุ่งเข้าหานางด้วยความเร็วช่างสวนทางกับร่างที่ใหญ่โต! กรงเล็บฟาดใส่หลี่ไป๋ถิงอย่างไม่ยั้ง นางเบี่ยงหลบพลางกลิ้งตัวลงต่ำ พุ่งไปทางซ้ายแล้วฟาดฝ่ามืออีกครั้ง
"พฤกษาพิโรธ!" พื้นดินปะทุขึ้น เถาวัลย์พุ่งปักลงบนไหล่อสูรจนร่างมันเซถลา นางฉวยโอกาสกระโดดขึ้นสูง หมุนตัวกลางอากาศแล้วกระแทกปลายกระบี่ลงบนแผ่นหลังของมันอย่างแรง!
เสียง ฉัวะ! ดังสนั่น กระบี่จมลึกจนถึงสันหลัง เลือดดำทะลักออกมาจากบาดแผล มันสะบัดร่างอย่างบ้าคลั่ง แต่หลี่ไป๋ถิงยังเกาะแน่นด้วยสองมือ ดวงตาเป็นประกายดุดัน
“นี่! คือสิ่งที่เจ้าทำกับครอบครัวข้า ตายซะเถอะ!!” ปราณทั้งร่างถูกรวบรวมไว้ที่ปลายฝ่ามือ จากนั้น...
"ฝ่ามือสะบัดพฤกษา ระเบิดราก!" เสียงปะทะดังกึกก้อง คลื่นปราณไหลย้อนเข้าสู่บาดแผล กระแทกเข้าในจุดตายของอสูรเงาเพลิงอย่างแม่นยำ!
"อ๊าาากกก!!"
สัตว์อสูรตัวนั้นคำรามสุดเสียง ก่อนร่างใหญ่จะชะงัก แล้วทรุดลงกับพื้นอย่างหนักหน่วง มันดิ้นกระตุกเพียงสองครั้ง ก่อนจะหยุดนิ่งไปตลอดกาล ทำให้เสียงในป่ากลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
หลี่ไป๋ถิงยืนหอบหายใจ ดวงหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อ ร่างเปื้อนเลือดและฝุ่น แต่ดวงตายังคมแน่วแน่ นางใช้ผ้าเช็ดดาบช้า ๆ ก่อนเก็บศพอสูรเข้าสู่มิติสวรรค์ นางยืนเงียบอยู่ท่ามกลางเงาไม้สักครู่ เพียงพริบตาร่างบางก็หายไปในความมืดอีกครั้ง ราวกับเงาของสายลมที่พัดผ่านในค่ำคืน ก่อนจะพึมพำเสียงเบา
“อย่าให้ต้องมีครั้งหน้าอีกเลย... ไม่อย่างนั้น ข้าอาจจะทำมากกว่านี้”