บทที่ 1 แต่งงาน
เสียงฆ้องและกลองดังหนวกหูจนหลิวอิงอิงต้องนิ่วหน้า อาการปวดหัวจี๊ดแล่นพล่านราวกับมีใครเอาค้อนมาทุบกะโหลก เธอพยายามลืมตาขึ้น แต่แสงสว่างจ้าและสีแดงฉานรอบตัวทำให้ต้องหรี่ตาลงอีกครั้ง
กลิ่นเหม็นอับของฟางแห้งผสมกับกลิ่นดินโชยเตะจมูก ที่นี่ไม่ใช่คอนโดหรูใจกลางเมืองของเธอแน่นอน และเตียงที่เธอนอนอยู่ก็แข็งกระด้างราวกับแผ่นหิน หลิวอิงอิงยันตัวลุกขึ้นนั่ง กวาดสายตามองไปรอบห้องแคบๆ ผนังทำจากดินเหนียว หน้าต่างไม้บานเล็กมีกระดาษฉลุลายอักษรมงคลสีแดงแปะไว้ลวกๆ มันเก่าจนขอบกระดาษม้วนงอ
ก้มลงมองตัวเอง เธอกำลังสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีแดงสด เนื้อผ้าหยาบกระด้างบาดผิว บนหน้าอกติดดอกไม้ประดิษฐ์สีแดงเชยๆ
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!
ความทรงจำสายหนึ่งไหลบ่าเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว ภาพเหตุการณ์แปลกประหลาดมากมายที่ไม่ใช่ของเธอผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ หลิวอิงอิงสูดหายใจเข้าลึก เมื่อคืนเธอยังนอนอ่านนิยายเรื่อง 'เกิดใหม่ยุคเจ็ดศูนย์ เป็นภรรยาผู้การจอมเย็นชา' อยู่เลย แล้วทำไมจู่ๆ ถึงมาโผล่ในสภาพนี้ได้
เธอทะลุมิติเข้ามาในนิยาย!
อีกทั้งไม่ได้เป็นนางเอกผู้แสนดี แต่ดันทะลุมิติมาอยู่ในร่างของ 'หลิวอิงอิง' หญิงสาวที่มีชื่อและแซ่เดียวกับเธอ นางร้ายอันดับต้นๆ ของเรื่องที่ผู้อ่านต่างรุมสาปแช่ง หญิงสาวชาวชนบทผู้มีนิสัยร้ายกาจ ทะเยอทะยาน และเกียจคร้าน
หลิวอิงอิงคนนี้ได้แต่งงานกับ 'เย่เจี้ยนซือ' นายทหารหนุ่มอนาคตไกล ผู้เป็นถึงผู้การตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ใช่เพราะความรัก แต่เพราะคำสัญญาของอดีตผู้นำตระกูลทั้งสองฝ่ายที่เคยช่วยเหลือกันไว้ในยามยากลำบาก ปู่ของเย่เจี้ยนซือยืนกรานให้หลานชายแต่งงานกับหลานสาวบ้านหลิวเพื่อทดแทนบุญคุณ
ทว่าเย่เจี้ยนซือไม่ได้ตัวเปล่า เขามีภาระชิ้นใหญ่ติดตัวมาด้วย นั่นคือเด็กชายฝาแฝดสามคน
เด็กทั้งสามไม่ใช่ลูกที่เกิดจากเขา แต่เป็นลูกของ 'เย่เจิง' พี่ชายฝาแฝดของเย่เจี้ยนซือที่เสียชีวิตไปอย่างกะทันหัน เย่เจี้ยนซือจึงรับเด็กทั้งสามมาดูแลในฐานะพ่อ ทว่าด้วยหน้าที่การงานที่รัดตัวในกองทัพ เขาจึงไม่มีเวลาเลี้ยงดูเด็กๆ อย่างใกล้ชิด การแต่งงานครั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้มีคนมาคอยดูแลเด็กแสบทั้งสามนั่นเอง
ตามเนื้อเรื่องเดิม หลิวอิงอิงรังเกียจเด็กแฝดพวกนี้เข้าไส้ เธอทุบตี ดุด่า และปล่อยให้เด็กๆ อดมื้อกินมื้อ จนสุดท้ายเด็กทั้งสามเติบโตมาเป็นตัวร้ายที่สร้างความวิบัติไปทั่ว ส่วนจุดจบของแม่เลี้ยงใจร้ายอย่างเธอนั้น ถูกเย่เจี้ยนซือจับได้ว่าแอบสวมเขาและทำร้ายเด็กๆ จึงถูกฟ้องหย่าและต้องไปใช้แรงงานในชนบทอันห่างไกลจนตายอย่างเอน็จอนาถ
หญิงสาวบนเตียงยกมือขึ้นนวดขมับ รับรู้ได้ถึงชะตากรรมอันเลวร้ายที่รออยู่เบื้องหน้า เธอถอนหายใจยาว พลางคิดในใจว่าในเมื่อสวรรค์ส่งเธอมาที่นี่แล้ว เธอจะไม่ยอมเดินตามรอยความโง่เขลาของเจ้าของร่างเดิมเด็ดขาด
เสียงซุบซิบนินทาดังแว่วมาจากนอกหน้าต่าง ดึงสติของเธอให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน
"แกเห็นไหม ผู้การเย่ทิ้งเจ้าสาวไว้แล้วก็นั่งรถจี๊ปออกไปเลย!" เสียงหญิงชาวบ้านคนหนึ่งดังขึ้น
"เห็นสิ ได้ยินว่ามีภารกิจด่วนที่ปักกิ่ง แต่ใครจะรู้ล่ะ อาจจะแค่หาข้ออ้างหนีหน้าภรรยาบ้านนอกคนนี้ก็ได้ คุณนายตู้เสวียนแม่ของผู้การก็ไม่ยอมมาร่วมงานแต่ง คงจะรังเกียจสะใภ้คนนี้มากแน่ๆ"
"ก็น่ารังเกียจอยู่หรอก วันๆ เอาแต่แต่งตัวทาปากแดง ไม่ยอมลงแปลงนา ใครได้ไปเป็นเมียก็โชคร้ายทั้งนั้นแหละ สงสารก็แต่เด็กแฝดสามคนนั้น ต้องมาอยู่กับแม่เลี้ยงใจยักษ์"
หลิวอิงอิงแค่นหัวเราะในลำคอ คืนเข้าหอวันแรก สามีก็ชิ่งหนีไปทำภารกิจที่เมืองหลวง ปล่อยให้เธอเผชิญหน้ากับชาวบ้านจอมนินทาและเด็กแสบสามคนตามลำพัง ช่างเป็นฉากเปิดตัวที่ยอดเยี่ยมจริงๆ
ปัง!
ประตูไม้เก่าๆ ถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนฝุ่นร่วงกราว หลิวอิงอิงตวัดสายตาไปมองทันที บริเวณกรอบประตูมีร่างเล็กๆ สามร่างยืนจ้องมองเธอด้วยสายตาเป็นศัตรู
เด็กชายสามคนหน้าตาเหมือนกันราวกับแกะ พวกเขาน่าจะอายุประมาณห้าถึงหกขวบ รูปร่างผอมแกร็นจนเห็นกระดูกไหปลาร้า สวมเสื้อผ้าปะชุนหลายจุด ใบหน้ามอมแมมเปื้อนคราบดิน แต่ดวงตากลมโตกลับฉายแววแข็งกร้าวและดื้อรั้นอย่างปิดไม่มิด
คนแรกที่ยืนอยู่ตรงกลางกอดอกแน่น เชิดคางขึ้นเล็กน้อย ท่าทางเอาเรื่อง นี่คงเป็น 'เย่ฟ่าน' แฝดคนโตจอมวางแผน
คนที่สองยืนอยู่ฝั่งซ้าย มือข้างหนึ่งไพล่หลัง ซ่อนอะไรบางอย่างไว้ หลิวอิงอิงเดาว่าน่าจะเป็นกบหรือหนอนที่เตรียมเอามาแกล้งเธอ เขามองเธอด้วยสายตาจับผิด นั่นคือ 'เย่ฟู' แฝดคนรองจอมเจ้าเล่ห์
ส่วนคนที่สามยืนอยู่ฝั่งขวา ตัวเล็กกว่าพี่ๆ นิดหน่อย แต่กำหมัดแน่นพร้อมชนตลอดเวลา ดวงตาแดงก่ำเหมือนเพิ่งร้องไห้มา เขาคือ 'เย่เฟิง' แฝดคนเล็กจอมทะลวงฟัน
บรรยากาศในห้องเงียบสงบลงกะทันหัน มีเพียงเสียงลมหายใจฟึดฟัดของเด็กชายทั้งสามที่ดังแข่งกัน
"อย่าคิดว่าแต่งเข้ามาแล้วจะได้เป็นแม่ของพวกเรานะ" เย่ฟ่านเปิดฉากโจมตีเป็นคนแรก น้ำเสียงเล็กๆ นั้นพยายามดัดให้ดูน่าเกรงขาม
"พวกเราไม่มีวันยอมรับผู้หญิงนิสัยไม่ดีอย่างเธอเด็ดขาด"
"ใช่ พวกเราจะไล่เธอออกจากบ้านไปเลย คอยดูสิ" เย่เฟิงเสริมทัพพลางชูหมัดเล็กๆ ขึ้นมาขู่
เย่ฟูไม่พูดอะไร แต่ค่อยๆ ดึงมือที่ไพล่หลังออกมา เผยให้เห็นคางคกตัวอ้วนพีที่ถูกจับมัดขาไว้ เขากำลังเล็งเป้าหมายมาที่เตียงนอนของเธอ
หากเป็นหลิวอิงอิงคนเดิม คงกรีดร้องโวยวายและวิ่งเข้าไปทุบตีเด็กพวกนี้แล้ว แต่หลิวอิงอิงคนใหม่ในยุคปัจจุบันที่เป็นถึงเชฟระดับแนวหน้าและผ่านร้อนผ่านหนาวมาสารพัด เธอเพียงแค่นั่งนิ่งๆ ขยับยิ้มมุมปากบางเบา
สายตาของหญิงสาวกวาดมองเด็กแสบทั้งสามตั้งแต่หัวจรดเท้า เธอไม่ได้รู้สึกโกรธ แต่กลับรู้สึกสมเพชและเวทนาลึกๆ
เด็กพวกนี้สูญเสียพ่อแม่ ขาดความรักความอบอุ่น ต้องทำตัวก้าวร้าวเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองจากโลกภายนอก
"พวกเธอกินข้าวกันหรือยัง" หลิวอิงอิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนเด็กทั้งสามชะงักไป
เย่ฟ่านขมวดคิ้วยุ่ง ไม่เข้าใจว่าทำไมยัยแม่เลี้ยงใจร้ายถึงไม่ด่าทอพวกเขากลับเหมือนที่ชาวบ้านคนอื่นทำ
"ไม่ต้องมาทำดีกับพวกเรา พวกเราไม่หลงกลหรอก"
ท้องของเย่เฟิงส่งเสียงร้องจ๊อกออกมาอย่างไม่ถ่อมตัว เด็กน้อยหน้าแดงก่ำ รีบเอามือกุมท้องตัวเองไว้แน่น
หลิวอิงอิงลุกขึ้นจากเตียง ค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปหาเด็กทั้งสาม เย่ฟูตกใจจนเผลอปล่อยคางคกในมือหลุดร่วงลงพื้น มันกระโดดหนีหายไปใต้ตู้เสื้อผ้าเก่าๆ
หญิงสาวย่อตัวลงตรงหน้าพวกเขา รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงประดับอยู่บางๆ
"ฉันก็หิวเหมือนกัน ในครัวมีอะไรทำกินบ้างไหม หรือว่าพวกเธอเก่งแต่ปาก แต่ทำอาหารไม่เป็น"
เด็กทั้งสามเบิกตากว้าง ไม่เคยมีผู้ใหญ่คนไหนพูดย้อนแบบนี้กับพวกเขามาก่อน ยิ่งเป็นผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าร้ายกาจคนนี้ ยิ่งทำให้พวกเขาสับสน
หลิวอิงอิงไม่รอคำตอบ เธอเดินผ่านร่างเล็กๆ ทั้งสามคนตรงไปยังประตูห้องครัว
ปฏิบัติการกอบกู้ภาพลักษณ์และพิชิตใจเจ้าลิงแฝดเริ่มต้นขึ้นแล้ว กองทัพต้องเดินด้วยท้อง และเชฟอย่างเธอจะใช้ฝีมือทำอาหารนี่แหละ ปราบความพยศของเด็กพวกนี้ให้อยู่หมัด!
เมื่อเดินเข้ามาในครัว หลิวอิงอิงก็ต้องถอนหายใจอีกรอบ สภาพครัวซอมซ่อ เตาฟืนเก่าๆ มีเขม่าดำเกาะเต็มไปหมด ถังใส่ข้าวสารมีข้าวติดก้นถังอยู่เพียงเล็กน้อย บนโต๊ะไม้มีผักกาดขาวเหี่ยวๆ สองหัวและไข่ไก่ฟองเล็กจิ๋วสามฟองวางอยู่
ดูท่าทางความท้าทายในยุคเจ็ดศูนย์ของเธอ จะไม่ได้มีแค่เด็กแสบสามคนเสียแล้ว แต่ยังมีความยากจนข้นแค้นที่ต้องรับมืออีกด้วย เธอพับแขนเสื้อขึ้นอย่างทะมัดทะแมง หยิบฟืนมาสุมในเตาและเริ่มจุดไฟ
แสงไฟสีส้มสว่างวาบขึ้นพร้อมกับควันไฟที่ลอยกรุ่น หลิวอิงอิงต้มน้ำจนเดือด ใส่ข้าวสารที่ล้างสะอาดแล้วลงไปเคี่ยวจนเป็นข้าวต้มร้อนๆ จากนั้นนำผักกาดขาวมาล้างและหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ตอกไข่ใส่ชามแล้วตีให้เข้ากัน เติมเกลือลงไปเล็กน้อย
เสียงฉ่าของไข่ที่ลงไปทอดในกระทะเหล็กดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมฉุยที่ลอยฟุ้งไปทั่วบ้าน หลิวอิงอิงผัดไข่กับผักกาดขาวอย่างคล่องแคล่ว แม้เครื่องปรุงจะมีแค่เกลือกับน้ำมันหมูเพียงหยิบมือ แต่ด้วยรสมือของเชฟมืออาชีพ อาหารจานธรรมดาก็กลายเป็นเมนูเลิศรสได้
เด็กชายสามคนที่ยืนแอบดูอยู่หน้าประตูครัวต่างพากันกลืนน้ำลายเสียงดัง กลิ่นหอมยั่วน้ำลายทำให้ท้องของพวกเขาร้องประท้วงอย่างหนัก
เย่ฟ่านพยายามทำหน้าขรึม แต่สายตากลับจ้องมองกระทะในมือหลิวอิงอิงไม่วางตา ส่วนเย่เฟิงนั้นแทบจะน้ำลายหกอยู่แล้ว
"ใครอยากกินข้าวต้มร้อนๆ กับผัดไข่ผักกาดขาวบ้าง" หลิวอิงอิงตักอาหารใส่ชามบิ่นๆ สี่ใบ แล้วหันไปถามเจ้าลิงทั้งสามที่ยืนอออยู่หน้าประตู
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวงผสมความหิวโหย หลิวอิงอิงยกยิ้ม ยกชามข้าวต้มไปวางบนโต๊ะกินข้าวเก่าๆ กลางบ้าน
"ถ้าไม่กิน ฉันจะกินหมดนี่แหละนะ" เธอแกล้งพูดขู่พลางตักข้าวต้มเข้าปาก
"อืม อร่อยจังเลย"
ความหิวเอาชนะความทิฐิในที่สุด เย่เฟิงทนไม่ไหววิ่งเข้าไปนั่งที่โต๊ะเป็นคนแรก ตามด้วยเย่ฟูที่เดินตามไปติดๆ ส่วนเย่ฟ่านแม้จะลังเล แต่เมื่อเห็นน้องๆ ลงมือกินอย่างเอร็ดอร่อย เขาก็เดินไปหยิบตะเกียบและเริ่มกินบ้าง
หลิวอิงอิงมองดูเด็กทั้งสามที่กินอาหารอย่างตะกะตะกลามพลางลอบยิ้ม
